ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
โลกทุกวันนี้ที่บริบทหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ทั้งเศรษฐกิจ สังคม ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดของภาคธุรกิจต่างๆ ตลอดจนธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งแนวทางหนึ่งของการปรับตัวของภาคธุรกิจที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เสมอ ไม่ว่าจะยุคสมัยใด คือ “แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้ให้กับปวงชนชาวไทยและชาวโลก ดังที่ “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การเผชิญกับความท้าทายในอนาคตของธุรกิจ SMEs ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ในงานสัมมนา “ธุรกิจยั่งยืนด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตอน ธุรกิจยั่งยืน ยุค 4.0” เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดย ดร.ประสาร ได้ชี้ให้เห็นถึงบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิมที่อาจจะเข้ามามีผลต่อการทำธุรกิจของเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีที่พัฒนาไปในอัตราเร่ง, โครงสร้างประชากรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนและเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ดร.ประสาร ยังกล่าวถึงโอกาสและความ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy หรือเอสอีพี) ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตที่พระองค์พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยมาหลายทศวรรษแล้ว นับจนถึงปัจจุบันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเป็นแนวคิดที่ล้ำสมัย เพราะสารัตถะในปรัชญาดังกล่าวของพระองค์เป็นการพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนมานานก่อนที่จะเกิดการผลักดันให้มีการรับรองวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน (เอสดีจีส์) พ.ศ.2573 ในสหประชาชาติ เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ด้วยตระหนักว่าเอสอีพีเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายเอสดีจีส์ได้ เพราะไทยประสบความสำเร็จในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การศึกษา และการพัฒนาชุมชน รัฐบาลไทยจึงได้ริเริ่มนโยบาย SEP for SDGs Partnership เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงหุ้นส่วนกับต่างประเทศในการบรรลุถึงพันธกิจเอสดีจีส์ ด้วยการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้ในประเทศของตน โดยสนับสนุนให้หลายประเทศนำเอาโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพพื้นที่และความต้องการในแต่ละแห่งอีกด้วย หน่วยงานหลักที่ทำหน้าท
จังหวัดเพชรบูรณ์ กําหนดวิสัยทัศน์พัฒนาจังหวัด มุ่งส่งเสริมการเกษตรปลอดภัย และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศใช้ศักยภาพทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เป็นจดุ เด่น พร้อมพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของ ประชาชนและสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อนําไปสู่การเป็น “เมืองแห่งความสุขของคนอยู่และผู้มาเยือน” นายสุพล ศรีทับทิม พาณิชย์จังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า จังหวัดเพชรบูรณ์ได้กําหนด ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดด้านการเกษตร คือ “การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย การเพิ่มประสิทธิภาพการ ผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่ม ภายใต้สัญลักษณ์ “กรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์” เพื่อเป็นการสนองตอบยุทธศาสตร์และ วิสัยทัศน์ของจังหวัด ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยเน้นเกษตรทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ดังนั้นทาง สํานักงานพาณิชย์จังหวัดจึงได้จัดทําการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูปปลอดภัยภายใต้สัญลักษณ์ “กรีนมาร์เก็ต เพชรบูรณ์”ขึ้นเพื่อให้นโยบายของจังหวัดบรรลุผลสําเร็จ “โครงการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูปปลอดภัยนี้ ได้มีการวางแผนการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหม
การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยมุ่งเน้นให้คนภายในชุมชนเกิดการพัฒนาอาชีพขึ้นจากสิ่งที่มีอยู่เป็นทุนเดิม เป็นภูมิปัญญาที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดการเรียนรู้ไปสู่การสร้างอาชีพที่พึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง ถือเป็นยุทธศาสตร์การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) เพื่อวิถีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนและสร้างชุมชนที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบบูรณาการไปสู่การปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก นั่นคือ “สร้างรายได้” ที่ต้องทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยการสร้างอาชีพจากวิถีท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของ “สัมมาชีพชุมชน” ซึ่งกำหนดแผนการสร้างสัมมาชีพชุมชนบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการดำเนินงานของกรมการพัฒนาชุมชน ได้นำไปสู่แผนการปฏิบัติงานในพื้นที่ ที่เน้นการยกระดับความเป็นอยู่ให้ครัวเรือนมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการเสริมสร้างสัมมาชีพชุมชนอันเป็นการสนองต่อหลักการสัมมาชีพชุมชน ที่มุ่งเน้นไปที่ความสุจริตในการประกอบอาชีพ การไม่เบียดเบียนทั้งต่อตนเองและสังคม รวมถึงสิ่งแวดล
นับเป็นโครงการหนึ่งที่ภาคเอกชนสนับสนุนการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยร่วมกับ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ จัดโครงการ “ทุนพอเพียง โดยกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง” นายปราโมทย์ สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง เปิดเผยในเรื่องนี้ว่า “ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างยาวนานตลอดรัชสมัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของปวงพสกนิกร ทรงพระราชทานปรัชญาในการดำเนินชีวิตไว้ให้กับคนไทยหลายประการ โดยเฉพาะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในโอกาสครบรอบ 40 ปี ของการดำเนินธุรกิจ (พ.ศ.2520-2560) กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง จึงจัดทำโครงการที่จะสนับสนุนให้คนไทยร่วมดำเนินชีวิตบนเส้นทางแห่งความดีงามตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้คนไทยได้ศึกษาเรียนรู้และพัฒนาวิถีชีวิต น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ลงสู่การปฏิบัติ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพและความตั้งใจจริงให้ได้รับทุนสนับสนุนการเริ่มต้น หรือต่อยอดการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การแบ่งปันความ
เมื่อเร็วๆ นี้ ที่จังหวัดนครปฐม ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ และมูลนิธิสังคมสุขใจ ร่วมให้การต้อนรับ คณะผู้บริหารระดับสูง จากประเทศคู่ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของประเทศไทย รวมถึงประเทศสมาชิก จี 77 จำนวน 16 ประเทศ ที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตร Sufficiency Thinking in Sustainable Development (STiSD) โดยมูลนิธิมั่นพัฒนา ร่วมกับองค์กรต่างๆ จัดขึ้น ณ โรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ อ.สามพราน จ.นครปฐม คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ กล่าวว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง สำหรับสามพราน ริเวอร์ไซด์ และมูลนิธิสังคมสุขใจ ที่ได้มีโอกาสต้อนรับคณะผู้บริหารระดับสูงจากประเทศสมาชิก จี 77 และคณะผู้ร่วมจัดงานในครั้งนี้ และเป็นโอกาสที่น่ายินดียิ่ง ที่การอบรมครั้งนี้ “สามพรานโมเดล” ภายใต้มูลนิธิสังคมสุขใจ เป็นหนึ่งในโครงการ ที่ผู้เข้าร่วมอบรมได้เข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์งานพัฒนาชุมชน ที่นำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ จนก่อเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในโอกาสนี้ คุณอรุษ ได้บรรยายความรู้การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิ
“วังหินโมเดล” ชุมชนขับเคลื่อนการพัฒนา รวมกลุ่มแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำภายใต้บริบทของชุมชนเอง ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ปรับวิถีเกษตรกรรม ลดพื้นที่ทำนา หันมาเน้นอาชีพเสริมเลี้ยงโค-กระบือ ตามวัฒนธรรมดั้งเดิม เพิ่มรายได้สร้างชุมชนเข้มแข็งบนพื้นฐานของความสามัคคีชูเป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบของโคราช ร่วม “เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชุมชนเข้มแข็งตามพระราชดำริ” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัฐบาล ปิดทองหลังพระฯ ได้ให้ความสำคัญกับการขยายผลการพัฒนาในระดับครัวเรือนและการรวมกลุ่มเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพให้กับชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน โดยจัดศึกษาดูงานชุมชนตำบลวังหิน อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จเชิงประจักษ์ระดับชุมชนที่น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” มาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ เป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขและพัฒนาตนเอง นายณรงค์ วุ่น
