ปลานิล
นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ ครั้งที่ 7 (The 7th Meeting of Thailand – New Zealand Joint Sanitary and Phytosanitary Measures Committee Meeting) ภายใต้ความ ตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership: TNZCEP) โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานร่วมกับ Mr. Bill Jolly ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิของนิวซีแลนด์ (MPI) ประชุมร่วมกับคณะผู้แทนจากกรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิของนิวซีแลนด์ (MPI) และสถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เลขาธิการกล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านนโยบาย กฎ ระเบียบ ในการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรของทั้งส
คุณบุญนำ กีรติวิทยากร อยู่บ้านเลขที่ 39/2 หมู่ที่ 1 ตำบลท่าช้าง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีอาชีพเลี้ยงตะพาบน้ำและปลา แต่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ จึงทำให้ตัวเขากับชาวบ้านร่วมอาชีพได้เข้าร่วมโครงการ 9101 ตามรอยพ่อ พร้อมไปกับได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอ่างทอง เพื่อพัฒนาการเกษตรให้ยั่งยืน ด้วยการแปรรูปปลาตามกระบวนการผลิตที่ถูกลักษณะ สะอาด และปลอดภัย สามารถสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกอย่างดี คุณบุญนำเลี้ยงตะพาบน้ำไว้ขายจำนวนกว่า 600 ตัว ขณะเดียวกัน เลี้ยงปลานิล ปลายี่สก และปลาจีนในพื้นที่ 4 ไร่ และในจำนวนนี้มีปลานิลกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เหตุผลที่เลี้ยงปลาผสมในบ่อเดียวกันเนื่องจากเวลาจับขายรวมกันปลายี่สกจะมีน้ำหนักดีกว่าทำให้น้ำหนักรวมปลาได้มาก ช่วยเพิ่มราคาขาย ตลอดเวลากว่า 10 ปี อาชีพเลี้ยงปลาและตะพาบน้ำของคุณบุญนำล้มลุกคลุกคลานมาตลอดจากปัญหาเรื่องราคาขายตกต่ำ เมื่อเห็นว่าสัตว์ทั้งสองชนิดไม่ประสบผลสำเร็จ คุณบุญนำจึงเลิกเลี้ยงตะพาบน้ำ แล้วหันมาทุ่มเทการเลี้ยงปลาอย่างเดียวโดยไม่เน้นขายสดแต่จะเปลี่ยนไปใช้วิธีแปรรูปเป็นปลานิลแดดเดียวแทน ซึ่งเริ่มขายมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว (2560) ถือว่าข
เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ที่จังหวัดนครพนม บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ยังคงคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ออกเดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงการจับจ่ายซื้อหาของใช้และอาหารรับประทาน ทำให้พ่อค้าแม่ค้าพลอยมีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะพ่อค้า แม่ค้าที่ตั้งร้านค้าอยู่ตามริมทาง เส้นทางที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องเดินทางผ่าน เพื่อไปกราบไหว้องค์พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ประชาชนสองฝั่งโขงให้ความเคารพศรัทธามานานนับหลายพันปี นางสาวศรินญา วงศ์อุดดี แม่ค้าขายปลาเผาริมทาง เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ และมักแวะซื้อติดมือกลับไปทานที่บ้านหรือตามสถานที่ท่องเที่ยวที่ไป โดยปกติตนเองจะเตรียมปลานิล ขนาดประมาณกิโลครึ่งมาย่างขายให้ลูกค้าที่ผ่านไปมาพร้อมกับน้ำจิ้ม 3 อย่าง รวมกับขนมจีนและผักที่เป็นเครื่องเคียง ประมาณวันละ 50 – 100 กิโลกรัม แต่ช่วงนี้ขายดีขึ้นจนต้องเพิ่มปริมาณปลานิลอีกเป็นวันละเกือบ 300 กิโลกรัมเลยทีเดียว ส่วนเพื่อนพ่อค้า แม่ค้าที่นำเอาสินค้าเกษตรอย่างมันแกวหวานมาจำหน่าย ก็ขายดีไม่แพ้กัน ขนมาทีเต็มคัน
หวั่นไทยซ้ำรอยอิสราเอล เจอเชื้อไวรัสสายพันธุ์รุนแรงในปลานิล เร่งไทยวิจัยสายพันธุ์โรคใหม่ TiLV เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดหนักและกระทบการส่งออก เผยประเทศเพื่อนบ้านเริ่มปิดประตูไม่นำเข้าจากไทย ด้านกรมประมงเริ่มตรวจเข้ม พร้อมตั้งห้องปฏิบัติการตรวจโรคอย่างน้อย 8 แห่ง ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” เปิดเผยว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “สถานการณ์ TiLV ของปลานิลในประเทศไทยเป็นแพะ หรือไม่” ขึ้น หลังจากที่องค์การโรคระบาดสัตว์ (OIE ) ขึ้นบัญชีเฝ้าระวังโรค (Tilapia Lake Virus : TiLV) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการปลานิลตายในเดือนแรกที่ปล่อยลงเลี้ยงเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับประเทศอิสราเอล เอกวาดอร์ โคลอมเบีย อียิปต์ ว่า ในส่วนของไทยหลังจากที่ตรวจพบโรคนี้ในฟาร์มเลี้ยงปลานิลที่จังหวัดเชียงราย กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา กรมประมงได้ประกาศชนิดโรคเพิ่มเติมแล้ว เพื่อควบคุมโรคตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 แต่หากมีการระบาดของโร
หวั่นไทยซ้ำรอยอิสราเอล เจอเชื้อไวรัสสายพันธุ์รุนแรงในปลานิล เร่งไทยวิจัยสายพันธุ์โรคใหม่ TiLV เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดหนักและกระทบการส่งออก เผยประเทศเพื่อนบ้านเริ่มปิดประตูไม่นำเข้าจากไทย ด้านกรมประมงเริ่มตรวจเข้ม พร้อมตั้งห้องปฏิบัติการตรวจโรคอย่างน้อย 8 แห่ง ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” เปิดเผยว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “สถานการณ์ TiLV ของปลานิลในประเทศไทยเป็นแพะ หรือไม่” ขึ้น หลังจากที่องค์การโรคระบาดสัตว์ (OIE ) ขึ้นบัญชีเฝ้าระวังโรค (Tilapia Lake Virus : TiLV) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการปลานิลตายในเดือนแรกที่ปล่อยลงเลี้ยงเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับประเทศอิสราเอล เอกวาดอร์ โคลอมเบีย อียิปต์ ว่า ในส่วนของไทยหลังจากที่ตรวจพบโรคนี้ในฟาร์มเลี้ยงปลานิลที่จังหวัดเชียงราย กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา กรมประมงได้ประกาศชนิดโรคเพิ่มเติมแล้ว เพื่อควบคุมโรคตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 แต่หากมีการระบาดของโร
สศท.5 เผยผลตอบแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล 2 จังหวัดอีสาน ระบุ เกษตรกรโคราช ที่เลี้ยงแบบกระชัง กำไรสุทธิเฉลี่ย 9,692 บาทต่อกระชัง ขณะที่เลี้ยงบ่อดินได้กำไรสุทธิ 11,354 บาทต่อไร่ ด้านเกษตรกรชัยภูมิ ที่เลี้ยงปลานิลในกระชัง มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 14,249 บาทต่อกระชัง ส่วนแบบบ่อดิน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,520 บาทต่อไร่ นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปลานิลมีลักษณะการเลี้ยง 2 แบบ คือ เลี้ยงในกระชังและเลี้ยงในบ่อดิน ซึ่งการเลี้ยงปลานิลในกระชังส่วนใหญ่จะเลี้ยงบริเวณริมแหล่งน้ำธรรมชาติพื้นที่กระชังเฉลี่ย 27.80 ตารางเมตร และอัตราการปล่อยพันธุ์ปลา กระชังละ 1,100 ตัว มีระยะเวลาของการเลี้ยงนาน 5 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูปในการเลี้ยง ส่วนการเลี้ยงในบ่อดิน ขนาดบ่อเฉลี่ย 5 ไร่ อัตราการปล่อยพันธุ์ปลาประมาณ 3,500 ตัวต่อไร่ มีระยะเวลาของการเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 7 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูป ร่วมกับอาหารผสม ได้แก่รำและเศษอาหาร ในการนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) ได้ลงพื้นที่สำรวจส่วนต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนปลานิลใน 2 จั
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “ปลานิล” เป็นปลาน้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจากข้อมูลในปี 2559 มีปริมาณผลผลิตปลานิลจากการเพาะเลี้ยงถึง 176,463 ตัน มีการส่งออกปลานิลและผลิตภัณฑ์กว่า 7,975.4 ตัน คิดเป็นมูลค่า 598.5 ล้านบาท โดยส่งออกในรูปแบบของเนื้อปลานิลแปรรูปแช่แข็งและแช่เย็น ถึงร้อยละ 38.1 ซึ่งการแปรรูปดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดเศษเหลือทิ้งจากหนัง เกล็ด ครีบ และก้างปลาปริมาณมากถึงร้อยละ 50-70 ของวัตถุดิบเริ่มต้นเลยทีเดียว กรมประมงจึงได้ศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางในการนำเศษเหลือทิ้งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ โดยการผลิตเป็นคอลลาเจน ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็นการช่วยลดปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นายปวเรศวร์ อินทุเศรษฐ นักวิชาการผลิตภัณฑ์อาหารชำนาญการพิเศษ กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง นักวิจัยผู้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การสกัดคอลลาเจนที่ละลายในกรดจากหนังปลานิล” กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเศษเหลือทิ้งจากการแปรรูปสัตว์น้ำส่วนใหญ่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการทำปุ๋ย ซึ่งนับว่ามีมูลค่าค่อนข้างต่ำ จึงมีแนวคิดที่จะนำเ
ปลานิลและปลานิลแดง หรือ “ปลาทับทิม” ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงสายพันธุ์มาจากปลานิล ถือเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ด้วยคุณลักษณะที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ออกลูกออกหลานทั้งปี รสชาติอร่อย และยังเป็นอาหารสุขภาพชั้นดีที่เป็นแหล่งโปรตีน ไขมันต่ำ ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนอื่นๆ ทำให้ความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผลผลิตปลานิลเฉลี่ยประมาณ 200,000 ตัน ต่อปี ผลผลิตส่วนใหญ่มาจากการเพาะเลี้ยงทั้งสิ้น และจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมของไทยพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยใช้ระบบการเพาะเลี้ยงตั้งแต่กึ่งพัฒนาในบ่อดิน ใช้เวลาเลี้ยงนาน 8-10 เดือน ไปจนถึงระบบการเลี้ยงแบบพัฒนาหรือที่เรียกว่า “การเลี้ยงแบบหนาแน่นเชิงพาณิชย์” ที่มีทั้งการเลี้ยงในบ่อดินและการเลี้ยงในกระชังในแม่น้ำ แหล่งน้ำตามธรรมชาติหรือเขื่อนขนาดใหญ่ โดยการให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเป็นส่วนใหญ่ ใช้เวลาเลี้ยงสั้น ประมาณ 4-6 เดือน ผลจากการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกั
“การทำเกษตร ต้องดูก่อนว่าสภาพพื้นที่เราเหมาะสมทำแบบไหน เพราะบางพื้นที่ปลูกผักได้ดี บางพื้นที่เลี้ยงปลาได้ดี อย่างที่ผมทำอยู่นี่เน้นเรื่องเลี้ยงปลา เพราะบริเวณที่ผมอยู่มีน้ำชลประทานผ่าน จึงไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำ ดังนั้น การเลี้ยงปลาจึงถือว่ามีประโยชน์กับผม ยิ่งเราเกษียณจากอายุงานด้วยแล้ว ต้องหาอะไรทำ เพื่อไม่ให้ชีวิตต้องอยู่แบบเหงาๆ ผมจึงเลือกมาเลี้ยงปลา และปลูกพืชผสมผสาน เพื่อให้ชีวิตของผมมีความสุขในทุกๆ วัน” คุณถาวร กล่าว คุณถาวร งานยางหวาย อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นชายวัยเกษียณผู้มากรอยยิ้ม ผู้มีความตั้งใจเลือกชีวิตเป็นเกษตรกรหลังเกษียณจากงานประจำที่ทำ เรียกง่ายๆ ว่า ไม่พียงแต่มีรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น เขายังมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำอีกด้วย ไม่ขอ นั่งๆ นอนๆ ขอมีงานทำให้สุขใจ คุณถาวร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับราชการ เมื่อครบกำหนดเกษียณอายุ ปี 2550 จึงได้คิดริเริ่มที่อยากจะใช้เวลาว่างหลังเกษียณให้เกิดประโยชน์ จึงได้ศึกษาวิธีการเลี้ยงปลา ตลอดจนการทำเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทางระหว่างที่รอปลาที่เลี้
คุณไว สายกระสุน อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลมามากกว่า 20 ปี เล่าว่า ในช่วงแรกที่เลี้ยงปลานิลในบ่อดินพอขนาดใหญ่เริ่มจำหน่ายได้ แม่ค้าที่มารับซื้อถึงบ่อเลี้ยงไม่กล้าจับเพื่อไปจำหน่าย เพราะกลัวเหม็นกลิ่นโคลน หากรับซื้อไปไม่น่าจะมีคนซื้อ “ที่เราต้องเลี้ยงในบ่อดิน เพราะเราไม่มีแหล่งน้ำที่จะเลี้ยงในกระชัง เพราะว่าเรื่องน้ำเรามีอย่างจำกัด ช่วงแรกนี่แม่ค้ามารับซื้อไม่อยากได้ ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ลองกินเนื้อปลาเลย ผมก็เอ้า! ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรก็เอาไปจำหน่ายเอง ในตอนนี้คนในสุรินทร์ก็กินปลาในบ่อดินกันหมด เพราะมันไม่ได้มีกลิ่นอย่างที่เข้าใจ” คุณไว กล่าวอธิบาย บ่อที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลานิล ขนาดประมาณ 1-2 ไร่ ความลึกประมาณ 1.20-2 เมตร เตรียมบ่อโดยโรยปูนขาว และที่สำคัญต้องกำจัดปลาที่เหลือออกให้หมด มิเช่นนั้นจะมากินลูกปลาเล็กจนหมดบ่อ จากนั้นปล่อยลูกปลานิลไซซ์ใบมะขาม ประมาณ 3,200 ตัว ในระยะนี้ให้กินอาหารลูกอ๊อดที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน จึงเปลี่ยนเป็นอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน 2 เวลา คือ เช้าและเย็น จ
