ปลานิล
เมื่อวันที่ 2 ม.ค. ที่จังหวัดนครพนม บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ยังคงคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ออกเดินทางไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงการจับจ่ายซื้อหาของใช้และอาหารรับประทาน ทำให้พ่อค้าแม่ค้าพลอยมีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะพ่อค้า แม่ค้าที่ตั้งร้านค้าอยู่ตามริมทาง เส้นทางที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องเดินทางผ่าน เพื่อไปกราบไหว้องค์พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ประชาชนสองฝั่งโขงให้ความเคารพศรัทธามานานนับหลายพันปี นางสาวศรินญา วงศ์อุดดี แม่ค้าขายปลาเผาริมทาง เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ และมักแวะซื้อติดมือกลับไปทานที่บ้านหรือตามสถานที่ท่องเที่ยวที่ไป โดยปกติตนเองจะเตรียมปลานิล ขนาดประมาณกิโลครึ่งมาย่างขายให้ลูกค้าที่ผ่านไปมาพร้อมกับน้ำจิ้ม 3 อย่าง รวมกับขนมจีนและผักที่เป็นเครื่องเคียง ประมาณวันละ 50 – 100 กิโลกรัม แต่ช่วงนี้ขายดีขึ้นจนต้องเพิ่มปริมาณปลานิลอีกเป็นวันละเกือบ 300 กิโลกรัมเลยทีเดียว ส่วนเพื่อนพ่อค้า แม่ค้าที่นำเอาสินค้าเกษตรอย่างมันแกวหวานมาจำหน่าย ก็ขายดีไม่แพ้กัน ขนมาทีเต็มคัน
หวั่นไทยซ้ำรอยอิสราเอล เจอเชื้อไวรัสสายพันธุ์รุนแรงในปลานิล เร่งไทยวิจัยสายพันธุ์โรคใหม่ TiLV เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดหนักและกระทบการส่งออก เผยประเทศเพื่อนบ้านเริ่มปิดประตูไม่นำเข้าจากไทย ด้านกรมประมงเริ่มตรวจเข้ม พร้อมตั้งห้องปฏิบัติการตรวจโรคอย่างน้อย 8 แห่ง ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” เปิดเผยว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “สถานการณ์ TiLV ของปลานิลในประเทศไทยเป็นแพะ หรือไม่” ขึ้น หลังจากที่องค์การโรคระบาดสัตว์ (OIE ) ขึ้นบัญชีเฝ้าระวังโรค (Tilapia Lake Virus : TiLV) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการปลานิลตายในเดือนแรกที่ปล่อยลงเลี้ยงเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับประเทศอิสราเอล เอกวาดอร์ โคลอมเบีย อียิปต์ ว่า ในส่วนของไทยหลังจากที่ตรวจพบโรคนี้ในฟาร์มเลี้ยงปลานิลที่จังหวัดเชียงราย กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา กรมประมงได้ประกาศชนิดโรคเพิ่มเติมแล้ว เพื่อควบคุมโรคตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 แต่หากมีการระบาดของโร
หวั่นไทยซ้ำรอยอิสราเอล เจอเชื้อไวรัสสายพันธุ์รุนแรงในปลานิล เร่งไทยวิจัยสายพันธุ์โรคใหม่ TiLV เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดหนักและกระทบการส่งออก เผยประเทศเพื่อนบ้านเริ่มปิดประตูไม่นำเข้าจากไทย ด้านกรมประมงเริ่มตรวจเข้ม พร้อมตั้งห้องปฏิบัติการตรวจโรคอย่างน้อย 8 แห่ง ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” เปิดเผยว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงคราม และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานสัมมนาวิชาการ “สถานการณ์ TiLV ของปลานิลในประเทศไทยเป็นแพะ หรือไม่” ขึ้น หลังจากที่องค์การโรคระบาดสัตว์ (OIE ) ขึ้นบัญชีเฝ้าระวังโรค (Tilapia Lake Virus : TiLV) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการปลานิลตายในเดือนแรกที่ปล่อยลงเลี้ยงเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับประเทศอิสราเอล เอกวาดอร์ โคลอมเบีย อียิปต์ ว่า ในส่วนของไทยหลังจากที่ตรวจพบโรคนี้ในฟาร์มเลี้ยงปลานิลที่จังหวัดเชียงราย กำแพงเพชร กาฬสินธุ์ ปทุมธานี ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา กรมประมงได้ประกาศชนิดโรคเพิ่มเติมแล้ว เพื่อควบคุมโรคตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 แต่หากมีการระบาดของโร
สศท.5 เผยผลตอบแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิล 2 จังหวัดอีสาน ระบุ เกษตรกรโคราช ที่เลี้ยงแบบกระชัง กำไรสุทธิเฉลี่ย 9,692 บาทต่อกระชัง ขณะที่เลี้ยงบ่อดินได้กำไรสุทธิ 11,354 บาทต่อไร่ ด้านเกษตรกรชัยภูมิ ที่เลี้ยงปลานิลในกระชัง มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 14,249 บาทต่อกระชัง ส่วนแบบบ่อดิน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,520 บาทต่อไร่ นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปลานิลมีลักษณะการเลี้ยง 2 แบบ คือ เลี้ยงในกระชังและเลี้ยงในบ่อดิน ซึ่งการเลี้ยงปลานิลในกระชังส่วนใหญ่จะเลี้ยงบริเวณริมแหล่งน้ำธรรมชาติพื้นที่กระชังเฉลี่ย 27.80 ตารางเมตร และอัตราการปล่อยพันธุ์ปลา กระชังละ 1,100 ตัว มีระยะเวลาของการเลี้ยงนาน 5 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูปในการเลี้ยง ส่วนการเลี้ยงในบ่อดิน ขนาดบ่อเฉลี่ย 5 ไร่ อัตราการปล่อยพันธุ์ปลาประมาณ 3,500 ตัวต่อไร่ มีระยะเวลาของการเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 7 เดือน จะใช้อาหารสำเร็จรูป ร่วมกับอาหารผสม ได้แก่รำและเศษอาหาร ในการนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) ได้ลงพื้นที่สำรวจส่วนต้นทุนการผลิตและผลตอบแทนปลานิลใน 2 จั
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “ปลานิล” เป็นปลาน้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจากข้อมูลในปี 2559 มีปริมาณผลผลิตปลานิลจากการเพาะเลี้ยงถึง 176,463 ตัน มีการส่งออกปลานิลและผลิตภัณฑ์กว่า 7,975.4 ตัน คิดเป็นมูลค่า 598.5 ล้านบาท โดยส่งออกในรูปแบบของเนื้อปลานิลแปรรูปแช่แข็งและแช่เย็น ถึงร้อยละ 38.1 ซึ่งการแปรรูปดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดเศษเหลือทิ้งจากหนัง เกล็ด ครีบ และก้างปลาปริมาณมากถึงร้อยละ 50-70 ของวัตถุดิบเริ่มต้นเลยทีเดียว กรมประมงจึงได้ศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางในการนำเศษเหลือทิ้งเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ โดยการผลิตเป็นคอลลาเจน ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และเป็นการช่วยลดปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นายปวเรศวร์ อินทุเศรษฐ นักวิชาการผลิตภัณฑ์อาหารชำนาญการพิเศษ กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง นักวิจัยผู้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การสกัดคอลลาเจนที่ละลายในกรดจากหนังปลานิล” กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเศษเหลือทิ้งจากการแปรรูปสัตว์น้ำส่วนใหญ่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการทำปุ๋ย ซึ่งนับว่ามีมูลค่าค่อนข้างต่ำ จึงมีแนวคิดที่จะนำเ
ปลานิลและปลานิลแดง หรือ “ปลาทับทิม” ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงสายพันธุ์มาจากปลานิล ถือเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ด้วยคุณลักษณะที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ออกลูกออกหลานทั้งปี รสชาติอร่อย และยังเป็นอาหารสุขภาพชั้นดีที่เป็นแหล่งโปรตีน ไขมันต่ำ ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนอื่นๆ ทำให้ความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผลผลิตปลานิลเฉลี่ยประมาณ 200,000 ตัน ต่อปี ผลผลิตส่วนใหญ่มาจากการเพาะเลี้ยงทั้งสิ้น และจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมของไทยพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยใช้ระบบการเพาะเลี้ยงตั้งแต่กึ่งพัฒนาในบ่อดิน ใช้เวลาเลี้ยงนาน 8-10 เดือน ไปจนถึงระบบการเลี้ยงแบบพัฒนาหรือที่เรียกว่า “การเลี้ยงแบบหนาแน่นเชิงพาณิชย์” ที่มีทั้งการเลี้ยงในบ่อดินและการเลี้ยงในกระชังในแม่น้ำ แหล่งน้ำตามธรรมชาติหรือเขื่อนขนาดใหญ่ โดยการให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเป็นส่วนใหญ่ ใช้เวลาเลี้ยงสั้น ประมาณ 4-6 เดือน ผลจากการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกั
“การทำเกษตร ต้องดูก่อนว่าสภาพพื้นที่เราเหมาะสมทำแบบไหน เพราะบางพื้นที่ปลูกผักได้ดี บางพื้นที่เลี้ยงปลาได้ดี อย่างที่ผมทำอยู่นี่เน้นเรื่องเลี้ยงปลา เพราะบริเวณที่ผมอยู่มีน้ำชลประทานผ่าน จึงไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำ ดังนั้น การเลี้ยงปลาจึงถือว่ามีประโยชน์กับผม ยิ่งเราเกษียณจากอายุงานด้วยแล้ว ต้องหาอะไรทำ เพื่อไม่ให้ชีวิตต้องอยู่แบบเหงาๆ ผมจึงเลือกมาเลี้ยงปลา และปลูกพืชผสมผสาน เพื่อให้ชีวิตของผมมีความสุขในทุกๆ วัน” คุณถาวร กล่าว คุณถาวร งานยางหวาย อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นชายวัยเกษียณผู้มากรอยยิ้ม ผู้มีความตั้งใจเลือกชีวิตเป็นเกษตรกรหลังเกษียณจากงานประจำที่ทำ เรียกง่ายๆ ว่า ไม่พียงแต่มีรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น เขายังมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำอีกด้วย ไม่ขอ นั่งๆ นอนๆ ขอมีงานทำให้สุขใจ คุณถาวร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับราชการ เมื่อครบกำหนดเกษียณอายุ ปี 2550 จึงได้คิดริเริ่มที่อยากจะใช้เวลาว่างหลังเกษียณให้เกิดประโยชน์ จึงได้ศึกษาวิธีการเลี้ยงปลา ตลอดจนการทำเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทางระหว่างที่รอปลาที่เลี้
คุณไว สายกระสุน อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลมามากกว่า 20 ปี เล่าว่า ในช่วงแรกที่เลี้ยงปลานิลในบ่อดินพอขนาดใหญ่เริ่มจำหน่ายได้ แม่ค้าที่มารับซื้อถึงบ่อเลี้ยงไม่กล้าจับเพื่อไปจำหน่าย เพราะกลัวเหม็นกลิ่นโคลน หากรับซื้อไปไม่น่าจะมีคนซื้อ “ที่เราต้องเลี้ยงในบ่อดิน เพราะเราไม่มีแหล่งน้ำที่จะเลี้ยงในกระชัง เพราะว่าเรื่องน้ำเรามีอย่างจำกัด ช่วงแรกนี่แม่ค้ามารับซื้อไม่อยากได้ ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ลองกินเนื้อปลาเลย ผมก็เอ้า! ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไรก็เอาไปจำหน่ายเอง ในตอนนี้คนในสุรินทร์ก็กินปลาในบ่อดินกันหมด เพราะมันไม่ได้มีกลิ่นอย่างที่เข้าใจ” คุณไว กล่าวอธิบาย บ่อที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลานิล ขนาดประมาณ 1-2 ไร่ ความลึกประมาณ 1.20-2 เมตร เตรียมบ่อโดยโรยปูนขาว และที่สำคัญต้องกำจัดปลาที่เหลือออกให้หมด มิเช่นนั้นจะมากินลูกปลาเล็กจนหมดบ่อ จากนั้นปล่อยลูกปลานิลไซซ์ใบมะขาม ประมาณ 3,200 ตัว ในระยะนี้ให้กินอาหารลูกอ๊อดที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน จึงเปลี่ยนเป็นอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน 2 เวลา คือ เช้าและเย็น จ
อ.พาน จ.เชียงราย เป็นแหล่งเลี้ยงปลานิลใหญ่ที่สุดใน ภาคเหนือ มีผลผลิตปีละกว่า 16,000 ตัน เลี้ยง 6 จังหวัดภาคเหนือ และประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมา และลาว มีเมนูเด็ดที่ทำจากปลานิล โดย เกรียงไกร ปัญโญกาศ “ข่าวสด-เชียงราย” พาไป “ร้านป้ามะลิ สิทธิวงษา” บ้านสันสลี ต.สันกลาง อ.พาน ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนพานพิเศษวิทยา เพียง 1.5 กิโลเมตร เพื่อลิ้มรส “ไส้อั่วปลานิล” อาหารเหนือยอดนิยม ไส้อั่วตามปกติทั่วไปจะใช้เนื้อหมู แต่เจ้านี้ใช้เนื้อปลาแทน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่นิยมทานโปรตีนจากปลา เพื่อสุขภาพ แทนเนื้อชนิดอื่นๆ เป็นอย่างยิ่ง และยังได้รสชาติของไส้อั่วที่เอร็ดอร่อยไม่แพ้กัน ป้ามะลิเล่าถึงส่วนผสมว่า มีเนื้อปลานิลสดชั้นดีที่นำเฉพาะเนื้อออกมาแช่น้ำแข็ง เพื่อไม่ให้มีกลิ่นคาวและรักษาคุณภาพไม่ให้เน่าเสียง่ายเวลาปรุง จากนั้นตำส่วนผสม ขมิ้น ตะไคร้ หอมแดง ใบมะกูด ยอดผักชี ใบผักชีฝรั่ง พริกแห้ง ผสมกันพร้อมเนื้อปลาที่บดจนละเอียดแล้วจนลงตัว นำทั้งหมดยัดลงในไส้หมูยาวเช่นเดียวกับไส้อั่วทั่วไป โดยมีเคล็ดลับ คือก่อนยัดลงไส้ให้เติมไข่หรือมันหมูลงไปด้วยเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติด้วย แล้วอบในเตาอบด้วยความร้อนสูงประมาณ
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม นายกษิดิศ พ่อค้าไทย อายุ 54 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลกระชังในแม่น้ำโขง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ผู้เลี้ยงปลานิลพันธุ์พระราชทานจนมีรายได้ที่มั่นคง สร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง ได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานพันธุ์ปลานิลให้พสกนิกรได้เลี้ยง นายกษิดิศ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ปลูกใบยาสูบและมะเขือเทศขายมีรายได้ไม่มากนัก กระทั่งได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ประมงชักชวนให้ลองเลี้ยงปลานิลกระชังในแม่น้ำโขง จึงศึกษาและเริ่มจาก 4 กระชัง ถึงปัจจุบันมีมากถึง 80 กระชัง ทำเงินได้วันละไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลานิลที่เลี้ยงในแม่น้ำโขงซึ่งเป็นน้ำไหล ทำให้ปลาเนื้อแน่น ไขมันน้อย ไม่มีกลิ่นโคลน เป็นที่นิยมของผู้บริโภค มีพ่อค้ามารับซื้อถึงหน้าฟาร์ม ในพื้นที่จังหวัดหนองคายมีเกษตรกรยึดอาชีพเลี้ยงปลานิลกระชังในแม่น้ำโขง 259 ราย รวมกว่า 10 ล้านตัว สร้างรายได้มากกว่าปีละ 1 พันล้านบาท ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด
