ปลูกพริก
ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุนปลูกพริก จะต้องวางแผนช่วงเวลาที่จะผลิตพริก ให้ผลผลิตออกมาตามความต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นหัวใจที่มีความสำคัญ หรืออาจจะกล่าวอย่างง่ายๆ ว่าใช้หลัก “การตลาดนำหน้าการผลิต” ประการต่อมา เกษตรกรจะต้องคัดเลือกพันธุ์พริกที่จะปลูกที่ตลาดต้องการ, การคัดเลือกพื้นที่ปลูก ถ้าเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม หรือทำเลที่ดี โอกาสประสบความสำเร็จมีไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในเรื่องของสภาพพื้นที่ปลูกพริกนั้นจะเน้นในเรื่องของการระบายน้ำที่ดีเป็นหลัก มีความเข้าใจในเรื่องของการเจริญเติบโตของพริกในแต่ระยะ รู้จักโรคและแมลงศัตรู แล้วก็สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่พริกเมื่อมีการทำลายหรือระบาด และประการสุดท้าย คือ เรื่องเงินทุน ในการปลูกพริกในแต่ละรุ่น เกษตรกรจะต้องมีแหล่งเงินทุนสำรองให้ใช้ในการซื้อปัจจัยการผลิตต่างๆ ยกตัวอย่าง เกษตรกร คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 9 บ้านรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (098) 593-7591 เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ คลุกคลี และผลิตลำไยนอกฤดูมานานเกือบ 20 ปี คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง เล่าว่า ตอนนี้พื้นท
เมื่อพูดถึงพริก ต้องนึกถึงความเผ็ดและสีสันที่สวยงาม ทั้งยังเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของอาหารไทยรสแซบนานาชนิด ไม่ว่าแกง ผัด หรือต้มยำกุ้งที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลก คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักกันดีว่า พริกเป็นพืชในเขตร้อนหรือกึ่งร้อนที่ทนความแห้งแล้งได้ดีพอควร และสามารถปลูกในดินได้แทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย เพราะมีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขังหรือชื้นแฉะซึ่งจะทำให้รากเน่าและตายได้ รูปแบบการปลูกพริกในประเทศไทยมีความแตกต่างกันไปตามลักษณะของดิน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกแบบใด เกษตรกรจะให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การให้น้ำ รวมถึงการดูแลและป้องกันโรคและแมลง การปลูกพริก การปลูกพริกในปัจจุบันสามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกัน เกษตรกรจะเลือกใช้วิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ดังนี้ การเพาะเมล็ดพันธุ์ในแปลง นำเมล็ดพันธุ์หว่านกระจายให้ทั่วทั้งแปลงเพาะ หรือโรยเมล็ดเป็นแถวลงไปในร่องลึก 0.6–1 เซนติเมตร ห่างกันแถวละประมาณ 10 เซนติเมตร กลบด้วยปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วหรือดินผสมละเอียด รดน้ำให้ชุ่มเสมอ คลุมด้วยฟางแห้งหรือหญ้าแห้งบางๆ เมื่อกล้าเริ่มงอกมีใบจริงอายุประมาณ 12–15
จนถึงปัจจุบันนี้ คงเข้าใจตรงกันแล้วนะครับ ว่า “พริก” (Chilli) นั้น ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของดินแดนแถบนี้ มันมาจากทวีปอเมริกา แพร่เข้ามากับเรือสำเภาค้าขายทางไกลในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 22 และเป็นที่นิยมนำมาปรุงแต่งรสเผ็ดร้อนในอาหารอย่างรวดเร็ว เพราะขึ้นง่าย ดูแลรักษาไม่ยาก จนชั่วเวลาไม่ถึง 2 ศตวรรษ มันก็เบียดขับ “ของเผ็ด” เดิมๆ อย่าง ดีปลี พริกไทย มะแขว่น ตกขบวนไปหมด แล้วก็เสนอตัวเข้ามาเป็นวัตถุดิบหลักในอาหารไทยและเพื่อนบ้านชาวอุษาคเนย์อย่างเหนียวแน่นจนถึงปัจจุบัน ผมพูดราวกับว่าพริกมีชีวิต ที่จริงไม่ใช่หรอกครับ เกือบทั้งหมดของความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งมวลในโลกล้วนมาจากคน ในกรณีของพริก มันถูกทดลองเอาไปทำนู่นนี่นั่น ถูกกำหนดราคาสูงต่ำตามคุณภาพของพันธุ์ที่นิยมกันว่าอร่อย แถมยังมีการดัดแปลงปรับปรุงให้มีระดับความเผ็ด เนื้อสัมผัส ความเลื่อมมันของผิว ฯลฯ รองรับวัฒนธรรมอาหารเมืองที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย กิจกรรมอย่างหลัง ที่เรียกร้องความสมบูรณ์สวยงามของพริก นำมาซึ่งการระวังป้องกันต้นพริกในไร่จากแมลงและโรคพืช ด้วยมาตรการต่างๆ จนในที่สุดก็มาถึงการฉีดพ่นสารเคมี ซึ่งย่อมมีรายจ่ายและผลลบต่อคุณภาพขอ
“ดินแดนป่าสอนลอน สะออนสาวบ้านแต้ งามแท้แลคิ้งไกล น้ำพรมไหลผ่าน สงกรานต์ภูกุ้มข้าว นมัสการพระเจ้าองค์ตื้อ ลือพระไกรสิงหนาท พระธาตุกุดจอก นามบ่งบอกคือเกษตรสมบูรณ์” จากข้อความข้างต้นได้บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นผืนป่า ผืนน้ำ ความเจริญทางวัฒนธรรมประเพณีที่เก่าแก่สืบทอดกันมายาวนานของชาวเกษตรสมบูรณ์ เกษตรสมบูรณ์ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิในจำนวน 16 อำเภอ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดชัยภูมิ ตอนกลางของพื้นที่อำเภอ เป็นที่ราบลุ่ม สลับเนินมีลำน้ำสายสำคัญได้แก่ “ลำน้ำพรม” ไหลผ่าน ลำน้ำสายนี้ถือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงชาวชัยภูมิตอนบนเกือบทุกอำเภอ และเป็นลำน้ำสาขาของน้ำพอง พื้นที่เป็นดินเหนียวปนทราย เหมาะแก่การปลูกข้าว ตอนเหนือของพื้นที่อำเภอเป็นที่ราบสลับเนิน เหมาะแก่การปลูกพืชไร่และเลี้ยงสัตว์ ทิศใต้และทิศตะวันตก เป็นพื้นที่ป่าไม้และภูเขา มีภูเขาสูงสลับซับซ้อน โดยเฉพาะด้านทิศตะวันตก มีเทือกเขาภูเขียวซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่เป็นแหล่งต้นน้ำขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ (International
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศสวนพริกในจังหวัดหนองคาย ที่ส่วนใหญ่นิยมปลูกใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำโขงช่วงนี้คึกคัก เกษตรกรเร่งเก็บพริกเพื่อส่งขายให้ทันกับความต้องการของตลาด และก่อนที่พริกจะเสียหายจากฝนที่เริ่มตกลงมาในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ราคาพริกมีราคาสูงสุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะพริกพันธุ์เล็บมือนาง และพันธุ์ฮอต ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก จากเดิมที่มีราคาเพียงกิโลกรัมละ 25 บาทเท่านั้น สาเหตุที่ทำให้พริกมีราคาสูงในช่วงนี้ เนื่องจากตลาดมีความต้องการมาก แต่ผลผลิตปีนี้มีน้อย เนื่องจากเกิดสถานการณ์ภัยแล้ง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่พริกมีราคาสูงในช่วงนี้ ทำให้เจ้าของสวนหลายรายยอมจ่ายค่าแรง ให้กับแรงงานที่รับจ้างเก็บพริกสูงถึง 10-30 บาท ต่อกิโลกรัม พร้อมมีอาหารเครื่องดื่มเป็นสวัสดิการเพิ่มเติมให้อีก เพื่อเป็นการจูงใจแรงงานให้มารับจ้างเก็บพริกที่สวนของตนเอง ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
วันที่ 23 มิถุนายน จากการที่พริกมีราคาสูงตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ก็ยังคงมีราคาสูง ถือเป็นราคาที่ดีที่สุดในรอบหลายปี เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูง แต่ผลผลิตในปีนี้มีน้อยที่เกิดจากสถานการณ์ภัยแล้งในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพริกพันธุ์เล็บมือนาง และพันธุ์ฮอต ขณะนี้ราคารับซื้อถึงหน้าสวนยังสูงกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้บรรยากาศสวนพริกในจังหวัดหนองคาย ที่ส่วนใหญ่นิยมปลูกใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำโขงช่วงนี้คึกคัก โดยเฉพาะในเขตตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ เกษตรกรเร่งเก็บพริกเพื่อส่งขายให้ทันกับความต้องการของตลาด และให้ทันก่อนที่ต้นพริกจะเฉาตายทั้งสวน เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่ติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ต้นพริกรากเน่าเริ่มเฉาตายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ จากการที่พริกมีราคาสูงในช่วงนี้ ประกอบกับต้นพริกเริ่มเฉาตายจากฝนที่ตกต่อเนื่อง ทำให้เจ้าของสวนรายหลายยอมจ่ายค่าแรงให้กับแรงงานที่รับจ้างเก็บพริกสูง เดิมครึ่งวัน (ช่วงบ่ายร้อนเก็บพริกไม่ได้ เพราะจะแสบร้อนมาก) คือตั้งแต่เวลา 07.00 น.-11.00 น. 150 บาท เป็น 200 – 250 บาท พร้อมมีอาหารเครื่องดื่มเป็นสวัสดิการเพิ่มเติมให้อีก เพื่อเป็นการจูงใจแ
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งทวีความรุนแรง และขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ จ.ชัยนาท ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่จำเป็นต้องงดการเพาะปลูกเพราะไม่มีน้ำเพียงพอ โดยมีเกษตรกรกลุ่มหนึ่งใน อ.สรรพยาหันมาปลูกพริกด้วยระบบน้ำหยดเเทน สามารถสร้างรายได้มากกว่าการทำนา นางสุภาพร โฮงยู อายุ 45 ปี เกษตรกรใน อ.สรรพยาเปิดเผยว่า ได้เปลี่ยนจากการทำนาปรังมาเป็นการยกร่องปลูกพริกพันธุ์ซุปเปอร์ฮอต บนเนื้อที่ 1 ไร่ หลังพื้นที่ อ.สรรพยาประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก แต่ได้รับการชักชวนจากผู้นำท้องถิ่นให้เข้าร่วมศึกษาดูงานการปลูกพริกด้วยระบบน้ำหยด นางสุภาพรกล่าวว่า ในครั้งแรกต้องมีการลงทุนทั้งหมด ทั้งค่ายกร่อง ค่าต้นพันธุ์ และค่าอุปกรณ์ระบบน้ำหยด รวมประมาณ 10,000 บาท และทำให้พบข้อดีของการใช้ระบบน้ำหยดคือ ประหยัดน้ำซึ่งรวมถึงประหยัดต้นทุนการสูบน้ำด้วย การให้ปุ๋ยก็ทำได้ง่ายเพียงผสมปุ๋ยลงในถังระบบน้ำแล้วเปิดวาล์วให้ปุ๋ยผสมน้ำหยดลงโคนต้นวันละ 30-40 นาที โดยไม่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากเหมือนการให้ปุ๋ยแบบใช้คนหว่านทั่วไป นางสุภาพรกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่ออายุครบ 90 วันพริกพันธุ์ซุปเปอร์ฮอตในแปล
