ปุ๋ยอินทรีย์
“ยางพารา” เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีช่วงการเปิดกรีดนาน 25-30 ปี ซึ่งแต่ละปี จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับบำรุงรักษาต้นยางค่อนข้างมาก ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา เจ้าของสวนยางพาราส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มักประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุน เพราะมีรายได้จากการขายยางน้อยลง สวนทางกับปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรบำรุงรักษาต้นยางได้ไม่เต็มที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬและจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ 2562 ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้เชิญ คุณประสงค์ หลวงทำเม ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี มาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “ทำได้จริง ลดต้นทุนในสวนยาง ด้วยปุ๋ยอินทรีย์” บนเวทีเสวนาปราชญ์ชาวบ้าน เมื่อวันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2561 ลดต้นทุนในสวนยางด้วย “ปุ๋ยอินทรีย์” คุณประสงค์ หลวงทำเม ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ได้แนะนำให้เกษตรกรชาวบึงกาฬลดต้นทุนในสวนยาง ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ “สูตรวิศวกรรมแม่โจ้ 1” ของ ผศ. ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษ
งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2561 ผ่านไปแล้ว มีการนำสิ่งประดิษฐ์ทางด้านวิทยาศาสตร์และการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอ รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์ในรอบปีมาเป็นแนวคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน เด็กๆ เยาวชน ตามนโยบายวิทยาศาสตร์สร้างคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อนำพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างมั่นคง ทุกๆ ปี เราจะได้เห็นบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ดีเด่น หรือ “ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น” ที่ได้รับการคัดเลือกจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูประถัมภ์ ให้เป็นบุคคลดีเด่นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ทำคุณประโยชน์ ผู้คิดค้นสร้างสรรค์ผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อเข้ารับโล่พระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 29 ตุลาคม 2561 เพื่อเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของการรับราชการครูสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ บุคคลตัวอย่างทางด้านวิทยาศาสตร์ดีเด่น แห่งปีที่จะกล่าวถึงนี้คือ ครูผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ครูพิมลพรรณ พรหมทอง ผู้ก้าวผ่านความท้าทาย ผ่านความเหนื่อยยากกับการทุ่มเท ต้องเดินลุยโคลน ตากแดด ตากฝน เพ
ปัจจุบัน เครื่องผลิตปุ๋ยที่ใช้ในท้องตลาด หรือตามชุมชนส่วนใหญ่ จะมีการผลิตแบบแยกเครื่อง คือ เครื่องผสม เครื่องอัดเม็ด ซึ่งการผลิตไม่มีความต่อเนื่องในสายการผลิต แต่มักจะมีเฉพาะในโรงงานผลิตปุ๋ยขนาดใหญ่เท่านั้น หากเกษตรกรต้องการใช้ปุ๋ยต้องนำวัตถุดิบมาเข้าเครื่องผสม ซึ่งจะเพิ่มขั้นตอนในการผลิตและใช้กำลังคนเข้ามาช่วย อีกทั้งต้องรอให้เครื่องผสมปุ๋ยเสร็จก่อนแล้วนำไปเข้าเครื่องอัดเม็ด จากเหตุผลข้างต้น อาจารย์วรพงค์ บุญช่วยแทน อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ได้ประดิษฐ์เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด โดยการออกแบบเครื่องผสม เครื่องอัดเม็ด และเครื่องอบให้อยู่ในสายการผลิตเดียวกัน ซึ่งจะลดเวลาและขั้นตอนในการผลิตปุ๋ย ลักษณะด้านมิติของตัวเครื่อง มีความกว้าง 1.4 เมตร ยาว 1.80 เมตร และสูง 1.20 เมตร เครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก โดยมีลูกล้ออยู่ที่ฐานของเครื่องจักร ส่วนประกอบของเครื่องประกอบไปด้วย 1) ฐานเครื่องจักรและระบบส่งกำลัง ซึ่งประกอบไปด้วย เพลากำลังส่ง มอเตอร์ไฟฟ้า กระแสสลับ 220 โวลต์ 30HP สายพาน และล้อสายพาน แบริ่ง 2)
เมื่อเร็วๆ นี้ นายวริช วิชิต รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงาน ชุมพร-ระนอง ได้รับมอบหมายจาก นางวิริยา แก่นแก้ว ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงาน ชุมพร-ระนอง ให้นำสื่อมวลชนสำรวจเส้นทางเพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro-Tourism) ด้วยการเดินทางไปเยี่ยมชมสวนทุเรียนปลอดสารพิษพันธุ์หมอนทอง พื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.ในวงเหนือ อ.ละอุ่น จ.ระนอง ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่าง อ.ละอุ่น จ.ระนอง กับ ต.เขาทะลุ อ.สวี จ.ชุมพร และพื้นที่บ้านควนสามัคคี หมู่ที่ 13 ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร ได้พบ นางจารึก ขนอม อายุ 63 ปี เจ้าของสวนทุเรียนปลอดสารพิษพันธุ์หมอนทอง 40 ไร่ เล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นชาว จ.นครศรีธรรมราช และย้ายมาอยู่ใน ต.ในวงเหนือ เมื่ออายุ 22 ปี เริ่มแรกทำสวนกาแฟก่อนหันมาปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ประมาณ 30 ปีแล้ว ตอนนี้มีทุเรียนอยู่ 200 ต้น ให้ผลผลิตปีละประมาณ 40 ตัน มีรายได้ปีละประมาณ 2 ล้านบาท ทั้งนี้ ในระยะแรกที่ปลูกทุเรียนใช้ปุ๋ยเคมีกับสวนทุเรียนมา 20 กว่าปี มีผลกระทบมากมาย เช่น ราคาปุ๋ยค่อนข้างสูง ระยะแรกแม้จะให้ผลผลิตดี แต่ดินเริ่มเสีย ทำให้ต้นทุเรียนทยอยตายลง ส่วนสุขภาพได้รับผลกระทบ รู้สึกเวี
กากหม้อกรอง หรือฟิลเตอร์เค้ก (Filter Cake) หรือขี้เค้ก เป็นผลผลิตพลอยได้ที่เหลือจากโรงงานผลิตน้ำตาล มีคุณสมบัติเป็นพวกอินทรียสาร สามารถนำไปต่อยอดผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงได้อย่างดี โรงน้ำตาลบุรีรัมย์ โดย คุณอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตน้ำตาลขนาดใหญ่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญที่จะเพิ่มศักยภาพให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย ด้วยการพัฒนา กากหม้อกรอง (Filter Cake) ที่เหลือจากโรงงานผลิตน้ำตาล นำไปต่อยอดผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง แล้วจัดจำหน่ายให้กับเกษตรกรในราคายุติธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ควบคู่กับการส่งเสริม การปรับปรุงบำรุงดิน เป็นการช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย แล้วนำอ้อยที่มีคุณภาพสูงเหล่านั้นส่งคืนสู่โรงน้ำตาลบุรีรัมย์ เพื่อรองรับการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลของ บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ดังคำกล่าวที่ว่า “น้ำตาลสร้างในไร่” พร้อมไปกับการจัดตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ที่ชื่อ “ปุ๋ยตรากุญแจ” ขึ้น เมื่อปี 2554 บริษัท ปุ๋ยตรากุญแจ จำกัด มีพื้นที่ก่อตั้งโร
วันที่ 3 ส.ค. ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ไปพบนายสุรพล สอนดี อายุ 51 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านสำโรง ม.9 ต.สนม อ.สนม จ.สุรินทร์ หลังพบว่า มีความสามารถไม่ธรรมดา โดยเฉพาะความสามารถด้านการเกษตร ถึงแม้จะจบเพียงชั้น ป.6 ก็ตาม แต่กลับไม่ย่อท้อ สามารถศึกษาเรียนรู้ บริหารจัดการปลูกพืชเกษตรผสมผสานและเลี้ยงปลาในพื้นที่ 8 ไร่ด้วยตนเองจนประสบความสำเร็จ และถูกแต่งตั้งให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร กิจกรรมเกษตรผสมผสาน ตั้งอยู่เลขที่ 98 บ.สำโรง ต.สนม อ.สนม จ.สุรินทร์ โดยภายในสวนในพื้นที่ 8 ไร่ สามารถแบ่งพื้นที่ขุดสระเลี้ยงปลาบึก เลี้ยงกบ ขายพันธุ์กบพันธุ์ปลา ทำนาปลา เลี้ยงไก่ รวมทั้งพืชเกษตรต่างมากมาย อาทิ กล้วย มะนาว ข่า ตะไคร้ ไผ่ มะพร้าว ปลูกหญ้าเนเปียร์ เป็นอาหารสัตว์ และอีกหลากหลายชนิด จนสามารถนำไปจำหน่าย พร้อมบริจาคงานบุญ งานกุศลส่วนรวมและไว้กินในครัวเรือนอย่างเพียงพอ นอกจากนี้แล้วยังสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูงใช้เอง และเหลือจำหน่ายให้กับเกษตรในราคาถูกอีกด้วย สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าว เป็นปุ๋ยมูลไก่อัดเม็ด ที่คิดค้นสูตรด้วยตนเอง และถือว่าเป็นสูตรที่มีที่นี่ที่เดียว
จากข้อมูลปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรที่สำคัญ ปี 2549-2554 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในปี 2554 ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีสูงถึง 6.1 ล้านตัน เป็นมูลค่า 71.8 หมื่นล้านบาท และสูตรปุ๋ยที่นำเข้ามานั้นไม่ตรงกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด อีกทั้งคุณสมบัติปุ๋ยไม่ได้เฉพาะเจาะจงสำหรับพืชแต่ละชนิด การใช้ปุ๋ยของประเทศไทยเราจึงเป็นการใช้ปุ๋ยสูตรเดิมๆในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรม และปัญหาธาตุอาหารพืชบางชนิดตกค้างภายในดินปริมาณสูง คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีในปัจจุบันยังคงเหมือนเมื่อ 50 ปีก่อน กล่าวคือในนาดินทรายใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ในนาดินเหนียวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 เป็นปุ๋ยรองพื้น และใช้ยูเรียเป็นปุ๋ยแต่งหน้า หน่วยงานวิจัยหลายหน่วยงานออกมาแนะนำวิธีการใส่ปุ๋ยข้าวอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นตามค่าวิเคราะห์ดิน ตามพันธุ์ข้าว ตามค่าวิเคราะห์พืช หากพิจารณาแล้วล้วนเป็นวิธีที่ใช้ได้ผล แต่อาจจะยากแก่การปฏิบัติ ดังนั้นการคิดค้นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยละลายช้า หรือ ปุ๋ยควบคุมการละลายที่ประกอบด้วยทั้งปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยปรับปรุงความเสื่อมโทรมของดิน และปุ๋ยเค
“เอสที เฟอร์ทิลิตี้” รับอานิสงส์เทรนด์รักสุขภาพ-สังคมสูงวัย ดันยอดขายปุ๋ยอินทรีย์พุ่ง พร้อมทุ่ม 60 ล้าน ขอ BOI ขยายโรงงาน 60,000 ตัน ต่อปี นายสมบัติ สุขมะณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสที เฟอร์ทิลิตี้ จำกัด ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยอินทรีย์เคมีสำหรับภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เทรนด์ความต้องการบริโภคของประชาชนที่เน้นดูแลสุขภาพและการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ส่งผลดีทำให้แต่ละปีผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปี 2560 บริษัทได้เตรียมเงินลงทุนไว้ประมาณ 50-60 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจาก 20,000 ตัน ต่อปี เป็น 60,000 ตัน ต่อปี ทั้งนี้ ตามแผนที่วางไว้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 3 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เรื่องมาตรการทางด้านภาษี เพื่อขยายโรงงานผลิตในพื้นที่โรงงานเดิมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนครปฐม ส่วนแผนการลงทุนในต่างประเทศได้เริ่มเข้าไปทำตลาดที่กัมพูชา กลางปี 2559 โดยบริษัทได้รับใบอนุญาตผลิต 21 ลิขสิทธิ์ และที่เมียนมา เข้าไปทำตลาดปลายปี 2559 ได้รับใบอนุญาตผลิต 1 ลิ
คุณดวงเดือน ขัติยเนตร ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเวียงสา จำกัด เคยเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร เป็นอาสาสมัครเกษตร เป็นที่ปรึกษานายกเทศมนตรี เป็นรองประธานหอการค้า และจากการที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรมาโดยตลอด ทำให้ทราบถึงปัญหาในการประกอบอาชีพของเกษตรกร และทราบว่าการช่วยเหลือเกษตรกรที่ดีที่สุดคือ ต้องสร้างวิธีคิดให้กับเกษตรกร และฝึกปฏิบัติจนสามารถนำกลับไปใช้ได้จริง จึงได้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนสามอาชีพขึ้น เป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตรธรรมชาติ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสหกรณ์ เป็นเครือข่ายของสหกรณ์การเกษตรเวียงสา จำกัด เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรทั่วไปตลอดจนผู้สนใจ โดยเน้นการทำการเกษตรแบบพอเพียงตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส รู้จักช่วยเหลือตนเอง ชุมชน และสังคม รู้จักการให้ การเสียสละ สอนให้คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น ใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมทางสายกลาง ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนสามอาชีพเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในกา
