ผัก
เกือบ 24 ปีแล้วของการก่อตั้งโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก หากเปรียบเป็นชีวิตของคน ก็อยู่ในช่วงวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต หากได้รับการพัฒนาส่งเสริมไปในทางที่ถูกที่ควร ก็จะเจริญเติบโตเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติ ก่อนหน้าของการก่อตั้งโรงเรียน เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า พื้นที่สูงแห่งนี้เมื่อต้องปรับพื้นที่เพื่อรองรับการเข้ามาอยู่ใหม่ของประชากร ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินค่อนข้างน้อย ยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับ อาจารย์เดชา แสงท้าว ผู้อำนวยการโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 ทำให้ทราบว่า ผืนดินก่อนการก่อตั้งโรงเรียนเป็นพื้นที่โล่ง ช่วงฤดูแล้งจะเกิดฝุ่นละอองจำนวนมาก เพราะไม่มีพืชคลุมดิน หลังจากมีการปรับผืนดินเพื่อการก่อตั้งโรงเรียนและหมู่บ้านใกล้เคียง เมื่อก้าวเข้ามาบริหารงาน ปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบไม่น้อย จึงจำเป็นต้องหาทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน “ตอนนั้นฝุ่นละอองเยอะมาก เพราะไม่มีพืชคลุมดินเลย วิธีแก้ปัญหาของผมก็คิดได้แต่เพียงว่า เราควรทำให้ผืนดินเป็นสีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้ เมื่อมองย้อนไปถึงพื้นฐานของนักเรียนแล้ว พบว่า แต่ละครอบครัวล้วนมีพื
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังน้ำลดชาวบ้านริมฝั่งโขง ได้อาศัยที่ดินว่างเปล่าปลูกพืชผักนานาชนิด ส่วนหนึ่งปลูกเพื่อนำผลิตผลมาบริโภคในครัวเรือน มีจำนวนไม่น้อยที่ปลูกเพื่อการค้า เช่นแถบจังหวัดนครพนมปลูกมะเขือเทศส่งโรงงาน ที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อคือแก่ง “สามพันโบก” พบว่ามีชาวบ้านลงมือปลูกถั่วลิสง ข้าวโพด และมันเทศ พืชที่ปลูกใช้ระยะเวลา 3-4 เดือนก็เก็บผลผลิตแล้ว โดยที่การดูแลรักษาไม่มีอะไรมาก อย่างการให้น้ำ อาศัยความชื้นจากน้ำค้าง ส่วนปุ๋ยไม่จำเป็นต้องให้เลย เพราะตะกอนดินเกิดจากการพัดพาปุ๋ยธรรมชาติมากองทับถมเป็นจำนวนมาก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้นักท่องเที่ยวเริ่มเข้าไปชมแก่งหินสามพันโบกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ ทำให้ริมแม่น้ำโขงบริเวณนั้นคึกคัก มีตลาดซื้อขายอาหาร ผัก และผลไม้ รวมทั้งคนท้องถิ่น บริการรถและเรือนำเที่ยว แก่งหินสามพันโบกเป็นกลุ่มหินทรายที่ถูกกระแสน้ำธรรมชาติ กัดเซาะผ่านกาลเวลามานานหลายพันปี จนเกิดเป็นร่องหินขนาดใหญ่สูง 3-7 เมตร กว้างเป็นสิบเมตร กลายเป็นโบกงามๆ
เวลา 08.00 น.วันที่ 15 พ.ย.2559 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่าพระที่สำนักสงฆ์ทุ่งนาทอง หมู่ที่ 7 ต.บ้านโสก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ได้ร่วมกับชาวบ้านทำการปลูกพืชผักขายเป็นรายได้นำเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงและพัฒนาสำนักสงฆ์และนอกจากนั้นยังสอนให้ชาวบ้านอยู่แบบพอเพียงพึ่งพาตนเองให้มากที่สุดรวมทั้งให้รวมกลุ่มกันทำงานหรือที่เรียกว่าลงแขกโดยที่แทบไม่ต้องจ้างแรงงานเลย จึงเดินทางไปตรวจสอบพบชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังเก็บผักบุ้งและอีกส่วนหนึ่งก็กำลังช่วยกันมัดและชั่งบรรจุถุงเพื่อนำไปส่งให้กับแม่ค้าที่ตลาดในตัวอำเภอหล่มสัก พระจรูญ ยโสธโร หรือพระอาจารย์ไก่ เจ้าสำนักสงฆ์ทุ่งนาทองเปิดเผยว่าเดิมสถานที่แห่งนี้เป็นป่าช้าเก่าและเป็นป่าชุมชนอยู่กลางทุ่งนาเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ตนเห็นว่าเป็นสถานที่สงบเงียบเหมาะที่จะเป็นที่ปฏิบัติธรรมจึงได้ชวนชาวบ้านพัฒนาและสร้างศาลารวมทั้งที่พักสงฆ์เพื่อให้พระสงฆ์ได้อยู่อาศัย จนสามารถใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมสำหรับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้ สำหรับชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงประกอบอาชีพทำนาและปลูกผักและส่วนมากก็จะใช้วิธีจ้างแรงงานซึ่งค่อนข้างแพงตนจึงเห็นว่าหากทุกคนร่วมแรงร่วมใจและช่วยกันทำงา
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่โรงแรมริชมอนด์ น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai PAN) เปิดเผยว่า จากการเก็บตัวอย่างผัก10 ชนิด ได้แก่ พริกแดง กะเพรา ถั่วฝักยาว คะน้า ผักบุ้ง ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลี แตงกวา มะเขือเปราะ และมะเขือเทศ ผลไม้ 6 ชนิด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง มะละกอ แตงโม แคนตาลูป ฝรั่ง และแก้วมังกร รวมทั้งผักผลไม้ทั้งหมด 158 ตัวอย่าง ซึ่งมีทั้งที่มีฉลากรับรองมาตรฐาน อาทิ มาตรฐานปลอดภัยเกษตรอินทรีย์ ฉลากออร์แกนิกส์ ฉลากมาตรฐานคิว จีเอพี (Q GAP) คิวจีเอ็มพี (Q GMP) และที่ไม่มีฉลากรับรองมาตรฐาน โดยเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 23-29 สิงหาคมที่ผ่านมา จากห้างโมเดิร์นเทรด 3 ห้างหลัก และเก็บจากตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ 3 แห่ง ที่รังสิต จ.ปทุมธานี จ.นครปฐม และ จ.ราชบุรี จากนั้นก็นำไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ประเทศอังกฤษ ผลการตรวจพบผักผลไม้มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึงร้อยละ 56 โดยส่วนที่จำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรดมีสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานร้อยละ 70.2 ส่วนตลาดค้าส่งมีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานร้อยละ 54.2 น.ส.ปรกชล กล่าวว่า ทั้งนี้ ผลการตรวจทั้งที่มีฉลากรับ
วันที่ 29 กันยายน 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม บรรยากาศใกล้เทศกาลกิเจ ประจำปี พบว่า บรรยากาศการค้าขาย ไม่เพียงร้านจำหน่ายอาหารเจตามพื้นที่ต่างๆ ที่คึกคัก แต่ยังมีพื้นที่การเกษตรริมโขง ในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ที่ชาวบ้านทำอาชีพปลูกผักตลอดแนว ริมแม่น้ำโขงขาย สร้างรายได้ มีเนื้อที่นับ 10,000 ไร่ โดยในปีนี้โชคดีของชาวบ้าน ที่ระดับน้ำโขงลดเร็ว ทำให้ชาวบ้านได้เริ่มปรับพื้นที่ปลูกผักตั้งแต่ต้นปี สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วขึ้นไปถึงช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะในช่วงนี้ใกล้เทศกาลตรุษจีน ได้มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าจากทั่วภาคอีสาน มาสั่งซื้อพืชผักสวนครัว เพื่อไปจำหน่ายในช่วงเทศกาลกินเจ ทำให้ราคาพืชผัก สวนครัวเริ่มปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง ประมาณ 30 -40 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลดีต่อเกษตรกรในพื้นที่ริมแม่น้ำโขง มีเงินหมุนเวียนสะพัด บวกกับในช่วงนี้เกิดปัญหาน้ำท่วมหลายพื้นที่ ทำให้พืชผักได้รับความเสียหายจนขาดตลาด ทำให้หันมาสั่งในพื้นที่ จ.นครพนม เพิ่มขึ้น ทำให้ตามตลาดสดต่างๆ มีการสั่งออเดอร์พืชผัก สวนครัว เข้ามาจำหน่ายกันคึกคัก จากการสอบถามเกษตรกร ระบุว่า สำหรับพื้นที่ริมฝั่งแม่น้
วันที่ 28 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานราคาผักสดและเครื่องปรุงชนิดต่างๆภายในตลาดสดแม่กิมเฮง ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ก่อนจะเริ่มเทศกาลกินเจประจำปี 2559 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึง 9 ตุลาคม นี้ ทำให้บรรดาคนไทยเชื้อสายจีนและประชาชนที่ต้องการทำบุญโดยการละเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์ หันมาบริโภคผักแทน ส่งผลให้บรรดาราคาผักและเครื่องปรุงต่างๆได้มีการปรับราคาที่สูงขึ้น อาทิ โปรตีน เต้าหู้ เครื่องปรุงรส ก็ได้มีการปรับอย่างละ 15-20 บาท ส่วนราคาผัก ก็ได้เริ่มมีการปรับตัวสูงขึ้น 5-10 บาท เช่นผัก ผักคะน้า กิโลกรัมละ 25 บาท ขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 30 บาท , กะหล่ำปี กิโลกรัมละ 20 บาท ปรับเป็นกิโลกรัมละ 25 บาท , ผักบุ้ง กิโลกรัมละ 25 บาท ขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 30 บาท , ผักกาดขาวกิโลกรัมละ 20 บาท ขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 30 บาท , และมอคเคอลี่ จากเดิม 60 บาท ปรับเป็นกิโลกรัมละ 75 บาท เป็นต้น ซึ่งจากการสอบถามแม่ค้าขายผักภายในตลาดสดแม่กิมเฮง ทราบว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาผักมีการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องในหลายพื้นที่ได้ประสบปัญหาผักเจริญเติบโตไม่ทัน อีกทั้งผักบางชนิดก็เกิดการเน่าเสีย หลังจากในหลายพื้นที่มีสภาพอาการแปรปรวนม
ม. นวมินทราธิราช เปิด ‘ศูนย์เตือนภัยสุขภาพคนกรุงเทพฯ’ ครั้งแรก เผยผลสำรวจเบื้องต้น พบข้อมูลบริโภค ‘ผัก-ผลไม้’ ต่ำกว่าเกณฑ์ ติดน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ มากกว่าภาคอื่นๆ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และแผนงานเครือข่ายควบคุมโรคไม่ติดต่อ เปิดตัว “ศูนย์เตือนภัยสุขภาพคนกรุงเทพมหานคร” นายพิจิตต รัตตกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แถลงว่า ปัจจุบัน คนกรุงเทพฯ และคนไทยป่วยด้วยโรคต่างๆ จำนวนมากขึ้น แต่การเก็บรวบรวมข้อมูลของการเจ็บป่วยด้วยโรคเหล่านี้ยังไม่สมบูรณ์ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ ข้อมูลที่ปรากฏจึงเป็นลักษณะต่างคนต่างเก็บข้อมูล ขาดการนำมาวิเคราะห์ประมวลผลร่วมกัน ทำให้ประชาชนไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังมีประชากรแฝง แรงงานต่างด้าว และนักท่องเที่ยวอีกจำนวนมาก ดังนั้น มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชจึงตั้งศูนย์เตือนภัยสุขภาพขึ้น และดำเนินงานในรูปคณะกรรมการ “เบื้องต้นได้จัดทำรายงานข้อมูลด้านสุขภาพคนกร
