ผำ
เมื่อตอนที่แล้วเราได้พูดถึงทิศทางและโอกาสของ “ผำ” กันไปแล้ว ครั้งนี้มาต่อกันในอีกมิติสำคัญ นั่นคือเรื่องของมาตรฐานการผลิต ช่องทางการตลาด รวมถึงการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการผลักดัน “ผำ” ให้ก้าวจากพืชพื้นบ้าน สู่การเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคตในอุตสาหกรรมอาหารและเวลเนส หากถามว่าการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่อ “ผำ” มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน อาจารย์อารักษ์อธิบายว่า ต้องยอมรับว่า “มีแรงส่งที่ชัดเจน” แต่ในขณะเดียวกันก็ยังขึ้นอยู่กับจังหวะของนโยบายและการขับเคลื่อนในแต่ละยุครัฐบาลด้วย อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้รัฐบาลจะเปลี่ยนผ่านหลายยุคสมัย แต่ประเด็นเรื่อง Wellness, Future Food และความมั่นคงทางอาหาร กลับไม่เคยหลุดออกจากวาระการประชุม โดยเฉพาะการพัฒนาอาหารปลอดภัย อาหารฟังก์ชันนอล (Functional Food) และอาหารแห่งอนาคต ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงจากการเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก “ผำ” เองถือว่าเป็นหนึ่งในพืชที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าว เพราะเริ่มถูกผลักดันในฐานะ Future Food มาตั้งแต่ราวปี 2555 หรือกว่า 10 ปีก่อน ก่อนที่กระแส Plant-based และ Wellness E
เชื่อว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นกระแสความแรงของ “ผำ” พืชน้ำพื้นบ้านของไทยที่ถูกยกระดับสู่ “พืชแห่งอนาคต” ด้วยจุดเด่นด้านโปรตีนที่สูงลิ่ว จากเมนูท้องถิ่นดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มาวันนี้ “ผำ” ถูกจับมาแต่งตัวใหม่กลายเป็น Superfood สัญชาติไทย ที่เนื้อหอมจนดึงดูดทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการหน้าใหม่ให้กระโดดเข้ามาลงเล่นในตลาดนี้อย่างน่าสนใจ แต่หลังจากผ่านช่วงกระแสมาแล้ว ทิศทางต่อจากนี้ของผำไทยจะเป็นอย่างไร เทคโนโลยีชาวบ้าน ชวนพูดคุยกับ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อีกครั้ง เพื่อเจาะลึกภาพรวมอุตสาหกรรม ถอดรหัสโอกาส และมองหาทิศทางที่แท้จริงว่า ตลาดผำจะไปต่อทางไหนให้ยั่งยืน มีคำตอบพร้อมกันที่นี่ ผศ.ดร.อารักษ์ ธีรอำพน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวถึงทิศทางของ “ผำ” ในประเทศไทยว่า หากมองภาพรวมตั้งแต่ช่วงเริ่มเกิดกระแสเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน ผำเริ่มถูกจับตามองในฐานะพืชเศรษฐกิจใหม่ และเริ่มก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและสินค้าเกษตรมากขึ้น จากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน พบว่าอุตสาหกรรมผำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โด
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แนะ “ซูเปอร์ฟู้ด” ไทย หนุน “ผำ หรือไข่ผำ (Wolffia)” เป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวใหม่ ชูจุดเด่นโภชนาการสูง ปลูกง่าย ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โปรตีนพืช (Plant-based) ของโลก แนะผู้ประกอบการไทยยกระดับการผลิตสู่มาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรสู่ “อาหารแห่งอนาคต” นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งภาคเกษตรทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น “ผำ” ซึ่งเป็นพืชอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย จึงตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผำมีโปรตีนประมาณ 30-50% ของน้ำหนักแห้ง พร้อมกรดอะมิโนจำเป็นใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ อุดมด้วยใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนทางเลือกและอาหารสุขภาพจากธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปต่ำ ในด้านสิ่งแวดล้อม ผำดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เติบโตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ เป็นพืชน้ำจืดที่ใช้น้ำน้อย ใช้พื้นที่น้อย เลี้
ผำ (Wolffia) จากพืชพื้นบ้านที่ถูกมองข้าม ตอนนี้กำลังกลายเป็นที่จับตาของทั่วโลก ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและปริมาณโปรตีนสูง หรือจะเรียกว่าเป็น “ฮีโร่โปรตีน” ก็คงไม่ผิด วันนี้ ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยตื่นตัวอย่างมากในการผลักดันศักยภาพนี้ มีการปรับรูปแบบการเพาะเลี้ยงสู่มาตรฐานระดับสากล โดยเน้นความปลอดภัยสูงสุด ใช้เทคโนโลยีและวัสดุฟู้ดเกรด (Food Grade) ในระบบการผลิต เพื่อรับรองคุณภาพและความสะอาดที่ผู้บริโภคไว้วางใจได้ ทำให้ “ผำไทย” พร้อมก้าวขึ้นเป็นสินค้าส่งออกคุณภาพสูงในตลาด Superfood ของโลกอย่างเต็มภาคภูมิ เจ-ปรมะ ช่วยรักษา ผู้ก่อตั้ง Wolffia Vertical ซึ่งตั้งอยู่ในเขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของฟาร์มแห่งนี้ว่า “ก่อนจะผันตัวมาทำฟาร์ม ผมเคยเป็นพนักงานประจำที่ต้องเผชิญกับความเคร่งเครียดจากการทำงานมาโดยตลอด จึงมองหาทางหลีกหนีความวุ่นวายและอยากเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ โดยเริ่มจากการสำรวจพื้นที่รอบบ้านที่มีจำกัดเพียง 9×16 ตารางเมตร ว่าจะสามารถสร้างสรรค์อะไรได้บ้าง” จุดเปลี่ยนสำคัญของคุณเจ มาจากคำแนะนำของแฟน ที่เสนอให้ทดลองเลี้ยง “ผำ” ด้วยเหตุผลที่ว่า ผำเป็นพืชที่ไม่จำเป็นต้องใช
นายชายศักดิ์ วุฒิศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ซึ่งต้องพึ่งพาสภาพอากาศและธรรมชาติในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความท้าทาย การมองหาพืชทางเลือกที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ใช้น้ำน้อย เติบโตเร็ว และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ จึงเป็นทางออกที่สำคัญ หนึ่งในพืชที่กำลังได้รับความสนใจในฐานะ “อาหารแห่งอนาคต” (Future Food) คือ “ผำ” หรือไข่น้ำ เป็นพืชน้ำจืดที่เพาะเลี้ยงง่าย ช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ไข่ผำแห้ง อาหารเสริม หรืออาหารสุขภาพ สามารถเลี้ยงในบ่อธรรมชาติหรือบ่อควบคุมได้ ช่วยรักษาสภาพน้ำและระบบนิเวศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ภายใต้นโยบาย “เกษตรมูลค่าสูง” และแนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพื่อให้เกิดการทำน้อยได้มาก การส่งเสริมการเลี้ยง “ผำ” เป็นการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ก
ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้คนเริ่มมองหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ปลอดภัย และมาจากธรรมชาติ กลายเป็นจุดเชื่อมโยงที่ทำให้ ซุปเปอร์ฟู้ด (Superfood) กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซุปเปอร์ฟู้ดคืออาหารที่มีสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายสูงมาก เช่น วิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ และไฟเบอร์ เมื่อเทียบกับปริมาณอาหารทั่วไป ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการสุขภาพดีแบบไม่ต้องยุ่งยาก เพราะให้สารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วน “ผำ” จัดเป็นหนึ่งในซุปเปอร์ฟู้ดที่กำลังมาแรง และกำลังจะมีอนาคตสดใส จาก “ผำ” ที่เปรียบเสมือนสาวน้อยบ้านๆ ได้ถูกนำมาจับแต่งตัวใหม่ ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบันมากขึ้น “ผำ” จึงกลายเป็นพืชที่ถูกจับตามอง ตลาดในประเทศตื่นตัวรู้จักกันเป็นวงกว้างมากขึ้น ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ “ผำ” จะไม่ใช่สาวน้อยพื้นบ้านอีกต่อไป แต่กำลังไปเฉิดฉายในตลาดต่างประเทศ ทีนี้มาดูกันว่าจะมีประเทศอะไรบ้างที่เปิดรับ “ผำ” และเกษตรกรรวมถึงผู้ประกอบการที่สนใจส่งออก ต้องเตรียมตัว และเตรียมเอกสารอย่างไรบ้าง เงื่อนไขการนำเข
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไข่ผำเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะซูเปอร์ฟู้ด จากเดิมที่เคยเป็นเพียงพืชพื้นบ้านที่นำมาประกอบอาหารตามท้องถิ่นเท่านั้น การกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการตระหนักถึงคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่นไม่แพ้พืชซูเปอร์ฟู้ดจากต่างประเทศ ไข่ผำ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ “ไข่น้ำ” เป็นพืชน้ำชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่สูงมาก มีโปรตีนสูง โดยมีปริมาณใกล้เคียงกับถั่วเหลือง ทั้งยังมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ซึ่งพบได้น้อยในพืชชนิดอื่นๆ และอุดมไปด้วยแคลเซียม เบต้าแคโรทีน และไฟเบอร์ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มื้ออาหาร หรือนำมาประกอบอาหารอื่นๆ แทนเนื้อสัตว์ คุณสดุดี เล้าสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจ 5 ดาว และร้านอาหาร บริษัท ซีพีเอฟ เรสเตอรองแอนด์ฟู้ดเชน เล่าถึงที่มาของความสนใจในผำ (หรือไข่ผำ) ว่าจุดเริ่มต้นมาจากความชอบส่วนตัวในเรื่องของวัตถุดิบเพื่อสุขภาพและซุปเปอร์ฟู้ด ซึ่งที่ผ่านมามักจะเป็นวัตถุดิบนำเข้าที่มีราคาสูง จนกระ
“ผำ” หรือ “ไข่น้ำ” พืชพื้นบ้านติดทำเนียบอาหาร super foods ของโลก จึงได้รับฉายาว่า “Green Caviar” เพราะมีโภชนาการครบถ้วนสูงมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก อุดมไปด้วยวิตามิน โปรตีน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นิยมรับประทานกันมากในภาคเหนือและภาคอีสาน ความน่าสนใจของการเพาะเลี้ยงไข่ผำคือ ไข่ผำเป็นพืชที่ไม่ต้องใช้การดูแลมาก สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้สบายๆ เพราะใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงเพียง 2 สัปดาห์ สามารถเก็บผลผลิตขายได้ และยังเป็นพืชที่มีอนาคตสดใส ด้วยคุณประโยชน์ที่ครบถ้วน การตลาดของไข่ผำจึงไม่มีทางตัน สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลาย วิธีการเพาะเลี้ยงไข่ผำ 1. เพาะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 80 เซนติเมตร และขนาด 100 เซนติเมตร หากเป็นบ่อซีเมนต์ที่ซื้อมาใหม่ ให้นำมาล้างทำความสะอาดก่อนปล่อยไข่ผำลงไปเพาะเลี้ยง โดยการเอาต้นกล้วยมาตัดเป็นท่อนให้ขนาดพอสำหรับวางลงในบ่อซีเมนต์ได้ จากนั้นนำมูลวัวมาเททับต้นกล้วยลงไปจำนวน 1 กระสอบต่อบ่อ แล้วเปิดน้ำใส่บ่อแช่ทิ้งไว้ 3-4 สัปดาห์ แล้วปล่อยน้ำทิ้ง ตักเอามูลวัวและเอาต้นกล้วยออก จากนั้นล้างบ่อให้สะอาดอีกครั้ง โดยต้นกล้วยและมูลวัวจะช่วยก
ช่วงนี้หลายท่านคงคุ้นหน้าคุ้นตากับ “ไข่ผำ” พืชเม็ดเล็กๆ สีเขียวๆ กันพอสมควร หรือถ้าใครยังไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักก็จะได้รู้จักมากขึ้นจากโซเชียลมีเดียต่างๆ เพราะตอนนี้กระแสของพืชจิ๋วแต่แจ๋วอย่างไข่ผำกำลังมาแรง อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย โปรตีนสูง นับเป็นพืชอาหารแห่งอนาคตที่ไม่ควรมองข้าม ในด้านการเพาะเลี้ยงสามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการเพาะเลี้ยงในกะละมัง บ่อดิน บ่อพลาสติก และเพาะเลี้ยงในระบบปิดแนวตั้ง ซึ่งหากใครต้องการเพาะเลี้ยงเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ ว่ากันว่าการเพาะเลี้ยงในระบบปิดแนวตั้งจะตอบโจทย์ที่สุด เพราะมีกระบวนการเพาะเลี้ยงสะอาด และได้มาตรฐาน ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรตามมาหาคำตอบกัน คุณณัฐ-ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง ชาวสวนรุ่นใหม่ไฟแรง อดีตวิศวกรเคมี ผู้พัฒนาเลี้ยงผำเชิงอุตสาหกรรม ด้วยวิธีการเลี้ยงในระบบปิดแนวตั้ง เพื่อให้ได้ผำที่สะอาด มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สู่การสร้างมูลค่า คุณณัฐ เล่าว่า ตนเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มีความสนใจในการเพาะเลี้ยงไข่ผำสร้างรายได้ ซึ่งจุดเริ่มต้นเกิดจากความสนใจในลักษณะของไข่ผำ ที่มีลักษณะเป็นพืชเม็ดเล็กๆ สีเขียวๆ สีสันสวยงาม นำไปสู่การค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมทำให้
“ผำ” หรือ “ไข่น้ำ” จากพืชพื้นบ้าน สู่พืชโปรตีนสูงติดทำเนียบอาหาร super foods ของโลก ที่อุดมไปด้วยวิตามิน โปรตีน แร่ธาตุ ไฟเบอร์ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สอดรับกับกระแสรักสุขภาพที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่พืชอาหารแห่งอนาคตสร้างมูลค่าราคาสูง ซึ่งในปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงอย่างแพร่หลายและมีปริมาณเพิ่มขึ้น ด้วยวิธีการเลี้ยงที่แตกต่างกันออกไป มีตั้งแต่มือใหม่หัดเลี้ยง เริ่มต้นจากการเลี้ยงในกะละมังเล็กๆ เลี้ยงในบ่อพลาสติกขนาดกลาง และการยกระดับสู่มาตรฐานสินค้าปลอดภัยด้วยวิธีการเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดแนวตั้ง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ป้าน้อย-เมธาพร เข็มทอง เจ้าของบ้านสวนหนูดี จังหวัดนครนายก อดีตข้าราชการเกษียณ ที่ผันตัวมาทำอาชีพเกษตรเต็มตัว ปลูกพืชผสมผสาน พร้อมกับการริเริ่มเพาะเลี้ยงไข่ผำไว้เป็นอาหาร สู่การขยายพื้นที่เลี้ยงสร้างรายได้ไม่ขาดมือ ป้าน้อย เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นการเพาะเลี้ยงไข่ผำเริ่มต้นหลังจากเกษียณอายุราชการ เรียกว่าเป็นการต่อยอดจากเดิมที่เคยทำสวนผสมผสานปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง ประกอบกับที่บ้านมีบ่อน้ำที่เคยขุดไว้เลี้ยงเป็ดเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นบ่อดินที่มีขนาดความกว้าง 1
