พาราควอต
เรื่องที่ใหญ่ที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ภาคการเกษตรของไทย ความขัดแย้งลุกลามขยายวงกว้าง กระทบไปยังประชาชนหลายกลุ่ม หลายองค์กร หลายหน่วยงาน และที่สำคัญที่สุดอาจกระทบกับรัฐบาลทั้งแง่บวกและลบ เมื่อของขวัญปีใหม่ คือ การยกเลิกใช้ พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส แต่อาจเป็นการทำลายโครงสร้างปัจจัยการผลิต สร้างความหายนะต่ออาชีพของเกษตรกรไทย และอุตสาหกรรมเกษตร นายเชิดชัย จิณะแสน เกษตรกรต้นแบบ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรระดับประเทศ และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายว่า สารเคมีทั้งสามชนิด ใช้ในประเทศไทยมาประมาณ 50 ปีที่แล้ว โดยไม่เสียภาษีนำเข้า เพราะต้องการลดราคาต้นทุนช่วยเหลือเกษตรกร และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางการเกษตรระดับต้นของโลก มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการใช้สารเคมีเข้ามาเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ดั้งนั้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องใช้เป็นปัจจัยการผลิตและลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร สภาพภูมิอากาศของไทย ง่ายต่อการเกิดโรค แมลง และวัชพืช ประกอบกับระบบชลประทานไม่ทั่วถึงและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน
(วันที่ 10 ต.ค.) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ “จดหมายเปิดผนึก” บนเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยตั้งค่าสาธารณะ ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรณีการยกเลิกสารเคมีเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต “ขออนุญาตพูดแบบตรงไปตรงมา ไม่เป็นทางการนะครับ ผมว่าคุณอนุทิน และรัฐมนตรีในสังกัด โดนหลอกให้เป็นเครื่องมือในการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดนี้ โดยที่คุณอนุทินได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง สังเกตได้จากการให้คำสัมภาษณ์ของแต่ละท่าน ที่เห็นได้ชัดว่ายังมีความไม่เข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องของสารเคมีทั้ง 3 ตัวนี้ โดยเฉพาะในการมองว่า สารทั้ง 3 ตัว เป็นสารพิษอันตรายเหมือนกันหมด ต้องแบนให้ได้โดยเร็วเหมือนกันหมด ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้ว สารทั้ง 3 ตัว เป็นสารคนละประเภทกัน ระดับความเป็นพิษก็แตกต่างกัน และวิธีการใช้ให้เหมาะสมนั้น ก็คนละเรื่องกันด้วย อย่างตัวแรกคือ “คลอร์ไพรีฟอส” ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลง ที่มีระดับความเป็นพิษปานกลาง และถ้าใช้ไม่เหมาะสม ก็อาจจะมาถ
เมื่อวันที่12 มิ.ย. 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด รับสมัครเกษตรกรที่ต้องใช้ สารจำกัดวัชพืช ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต และสารกำจัดศัตรูพืช คลอร์ไพริฟอส เพียงสมัครด้วยตนเองได้ที่ http:// chem.doae.go.th หรือผ่านแอปพลิเคชัน FARMBOOK ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ทุกวันตามเวลาราชการ เกษตรกรเลือกวันและวิธีการอบรมได้เองตามความสมัครใจ และเข้าทดสอบตามวันเวลาที่เลือก เกษตรกรที่สอบผ่านจึงจะได้รับสิทธิ์ซื้อสาร นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ ออกประกาศเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมีเกษตร พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส จำนวน 5 ฉบับ ลงวันที่ 5เมษายน 2562 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 ตามที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย เห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยจะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 180 วัน เป็นต้นไป (20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป) ประกาศฯ ดังกล่าวกำหนดให้เกษตรกรผู้ใช้สาร ผู้รับจ้างพ่น จะต้องผ่านการอบรมเพื่อให้สามารถใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย กล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินพาราควอตขีดเส้น 60 วัน ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายทบทวนใช้สารพาราควอต พร้อมประกาศยกเลิกให้ชัดเจน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 พร้อมขู่หากเพิกเฉยจะรายงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมส่งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) เอาผิด ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีว่าจะดำเนินการตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอหรือไม่ อาจมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) สั่งคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้ดำเนินการ ทั้งนี้ คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีการประชุม วันที่ 30 เมษายนนี้ โดยวาระหลักคือ หารือถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินที่ออกมาเรียกร้องดังกล่าว แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะยังคงยืนมติเดิมคือ ยังไม่มีการยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต แต่ให้ใช้เฉพาะ 6 พืชเศรษฐกิจ ประกอบด้วย ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด และไม้ผลที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น และระหว่างนี้ให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตามมาตรการ 5 ข้อ อาทิ ท
รู้จัก พาราควอต สารพิษฆ่าหญ้า ยอดนิยมในไทย หลังรัฐบาลมีมติไม่แบน พาราควอต – หลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการวัตถุอันตราย ไม่แบนพาราควอต โดย กรรมการวัตถุอันตรายที่ลงมติแบนมีเพียง 5 คน ลงมติให้มีการใช้ต่อไปตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 16 คน และไม่ออกเสียง 6 คน หลังมติดังกล่างออกมา เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร ออกแถลงการณ์แสดงความรู้สึกผิดหวังและเศร้าสลดที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่แบนพาราควอต สารพิษร้ายแรงที่มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกห้ามใช้แล้ว สวนทางกับข้อเสนอของ (1) กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง (2) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (3) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข (4) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (5) ผู้ตรวจการแผ่นดิน (6) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (7) สภาเกษตรกรแห่งชาติ (8) สภาเภสัชกรรม (9) แพทยสภา (10) เครือข่ายประชาคมวิชาการ (11) เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (12) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เป็นต้น ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการยกเลิ
กก.วัตถุอันตรายยื้ออีก! พิจารณาไม่เอาสารเคมี ‘พาราควอต’ เลื่อน 15 ก.พ. ไบโอไทยเตรียมเสนอพรรคการเมือง ใครให้ความสำคัญเลือกพรรคนั้น เมื่อวันที่ 16 มกราคม นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ทบทวนมติการแบนหรือไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชพาราควอตให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน หลังที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ยกเลิกการใช้สารพิษร้ายแรงภายใน 1 ปี ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ในวาระแรกมีการพิจารณาทบทวนการแบนเฉพาะสารเคมีพาราควอต ภายใน 1 เดือน ซึ่งกรรมการในสัดส่วน 17 ต่อ 7 เสียง เห็นชอบให้มีการพิจารณาทบทวนมติของคณะกรรมการฯ ซึ่งเคยมีมติอนุญาตให้มีการใช้พาราควอตต่อไปได้โดยการจำกัดการใช้ ทราบว่าการประชุมวาระดังกล่าวค่อนข้างมีความยืดเยื้อ เนื่องจากคณะกรรมการบางส่วนต้องการให้เป็นการลงมติลับ แต่ตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิมีข้อเสนอให้มีการลงมติแบบเปิดเผย ซึ่งการที่มีมติให้พิจารณาพาราควอตเพียงสารเดียวก่อน เข้าใจว่าเป็นคำสั่งของผู้ตรวจการแผ่นดินให้มีการพิจารณาไปทีละตัวจากสารที่มีผู้ใช้เยอะและมีผล
เมื่อวันที่ 9 เมษายน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข กล่าวว่า นอกจากปัญหาสะสมจนทำให้เกิดสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น ยังพบว่าคนไทยยังมีความเสี่ยงจากการรับสารพิษ สารเคมีอีก โดยเฉพาะการรับประทานผักผลไม้ปนเปื้อนสารเคมี ซึ่งสะสมจนเสี่ยงเกิดโรคไต โรคตับ และล่าสุดยังมีผลการศึกษาว่า ส่งผลทางสมองด้วย ฯลฯ ที่ผ่านมานักวิชาการ ผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชนออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการใช้สารเคมีพาราควอต อีกทั้ง กระทรวงสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญต่างๆได้มีกาประชุมและสรุปข้อเสนอไปแล้วว่า ควรต้องถอนออก เพราะมีผลต่อสุขภาพ แต่อาจไม่ได้ถอนสารเคมีดังกล่าวทันที แต่ค่อยๆลดลง และหมดไป “ ประเด็นปัญหาคือ ล่าสุดทราบว่ามีตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งมีตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งจะพิจารณาตัดสินภายในเดือนเมษายนนี้ว่า จะถอนสารเคมีดังกล่าวหรือไม่ หรือจะต่อทะเบียนอีก เพราะที่ผ่านมามีการให้เหตุผลจนทำให้เกิดความหวาดวิตกว่าจะต่ออนุญาตให้สารฆ่าหญ้าพาราควอตไปอ
5 องค์กรเกษตรหนุนใช้ยาฆ่าหญ้า “พาราควอต” ชี้เป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ แนะรัฐสอนเกษตรกรใช้อย่างปลอดภัย ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ เปิดเผยในงานเสวนาหัวข้อ “ทางออกของประเทศไทย ความปลอดภัยทางการเกษตร” ซึ่งจัดโดยสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง สภาหอการค้าไทย สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และอดีตที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อดีตนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยว่า ประเทศไทยในฐานะครัวของโลกส่งออกสินค้าเกษตรไปกว่า 200 ประเทศ สร้างรายได้ปีละ 1.2 ล้านล้านบาท แต่จุดอ่อนของเกษตรกรต้องประสบปัญหาการคุกคามจากศัตรูพืช โดยเฉพาะวัชพืช ดังนั้น การเลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ถือเป็นเทคโนโลยีปัจจัยการผลิตหนึ่งที่ช่วยให้ผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด แต่ในทางกลับกัน สารเคมีที่เกษตรกรใช้เป็นอาวุธป้องกันผลผลิต เช่น พาราควอต กลับถูกมองเป็นจำเลยสังคมไทย เพราะมีการนำเสนอข้อมูลที่ขาดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และไม่ครบถ้วน การเสวนาครั้งนี้ได้บทสรุปขอให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในการนำข้อมูลไปตัดสินหรือพิจารณาในการกำหนดแนวทางเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยของภา
แห่นำเข้ายาฆ่าหญ้า “พาราควอต” ปี 2560 พุ่งพรวด 44,501 ตัน หลััง คกก. ขับเคลื่อนการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชชุด นพ. ปิยะสกล มีมติสั่ง “แบน” พาราควอต วงการธุรกิจเคมีเกษตรชี้เร่งสต๊อกกักตุน ราคาขยับขึ้นช่วงสุดท้าย พิลึกโยนคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาอีก แบน หรือ ไม่แบน ทั้งๆ ที่ชุดใหญ่ “เคาะ” แล้วให้แบน คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน พร้อมด้วย 5 กระทรวง เมื่อเดือนเมษายน 2560 มีมติ “ยกเลิก” การใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ พาราควอต สารเคมีฆ่าหญ้า กับคลอร์ไพริฟอส สารเคมีฆ่าแมลง ด้วยการไม่ให้ขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน และให้ยุติการนำเข้าสารเคมีทั้ง 2 ประเภท ในวันที่ 1 ธันวาคม 2560 และยุติการใช้ วันที่ 1 ธันวาคม 2562 พร้อมกับเตรียมควบคุมการใช้สารเคมี “ไกลโฟเสต” ด้วยนั้น ด้านคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ที่มี นายภักดี โพธิศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นประธาน ได้ตกลงให้ใช้กรอบ 3 เดือน พิจารณาข้อมูลจากทั้ง 3 กระทรวง (เกษตรฯ-สาธารณสุข-อุตสาหกรรม) เนื่องจากการ
นักวิจัย สกว. จากมหาวิทยาลัยนเรศวร นำทีมลงพื้นที่หาปัจจัยของสารเคมีทางการเกษตรต่อการเป็นโรคเนื้อเน่าร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู หลังมียอดผู้ป่วยนับร้อยราย พบเกษตรกรใช้พาราควอตเข้มข้นและคาดนำเข้ากว่าปีละ 8 แสนลิตร พ่อเมืองสั่งเร่งหาสาเหตุและการแก้ปัญหาสู่ “หนองบัวลำภูโมเดล” และขยายผลในภาคอีสานตอนบน จากสถิติปัญหาของโรคเนื้อเน่านับตั้งแต่ปี 2557 ของโรงพยาบาลหนองบัวลำภู ซึ่งมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคดังกล่าวประมาณปีละ 120 ราย โดยในปีล่าสุด 2560 พบว่าในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ 102 ราย เสียชีวิตแล้ว 6 ราย ซึ่งคาดว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กับสารเคมีทางการเกษตร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภูจึงได้ติดต่อขอให้ รศ. ดร.พวงรัตน์ ขจิตวิชยานุกูล นักวิจัย สกว. จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินการวิจัยเพื่อหาการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ และความสัมพันธ์ของสารเคมีเหล่านี้กับการเกิดโรคเนื้อเน่า คณะวิจัยของ รศ. ดร.พวงรัตน์ได้ร่วมดำเนินการวิจัยกับ ทพญ.วรางคณา อินทโลหิต จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู และ ดร.ภาสกร บัวศรี ผู้ประสานงานและนักวิจัยท้องถิ่น สกว. โดยลงพื้นท
