พืชพื้นบ้าน
ในบ้านเรานี้ มีพืชเป็นยา ที่เรียกว่า สมุนไพร มากมายหลายอย่าง ที่คนไทยนำมาใช้รักษาโรค บำรุงร่างกายมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล รักษาชีวิตคนให้อยู่รอดมาแล้วมากมาย ไม่ว่ายุคใดสมัยไหน ต่างก็รู้จักมักคุ้นพืชสมุนไพรต่างๆ และใช้ประโยชน์กันมาอย่างแพร่หลาย ถึงแม้ยาแผนปัจจุบันจะมีมากมาย แต่ยาสมุนไพรก็ไม่ได้ด้อยค่าความนิยมลงเลย กลับตรงกันข้าม ยิ่งจะมีผู้คนเสาะแสวงหามาใช้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น พืชสมุนไพรเมื่อก่อนต้องเข้าไปเสาะหาได้มาจากป่า เดี๋ยวนี้หลายอย่างนำมาปลูกในบริเวณบ้าน ในชุมชนกันมากแล้ว “มะแว้ง” เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ผู้คนนิยมนำมาปลูกไว้ใช้ประโยชน์ เป็นพืชผักประกอบอาหาร เป็นพืชประดับบ้านและสวน และเป็นพืชสมุนไพร ปลูกกันหลายถิ่น เรียกกันไปต่างๆ ภาคกลาง เรียก “มะแว้ง” ภาคเหนือ เรียก “มะแคว้งขม”, “มะแค้งขม” ภาคอีสาน เรียก “หมากแข้งขม” ภาคใต้ เรียก “แว้งคม” กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “สะกั้งแค” ส่วนชาวรัฐฉาน เรียก “หมากแฮ้งคง” คนเลี้ยงไก่ชนเมื่อก่อนใช้เป็นยาหยอดตาไก่ นิยมปลูกข้างเล้าไก่ เรียก “มะแค้งตาไก่” มะแว้ง มีอยู่ 2 ชนิด คือ มะแว้งต้น กับ มะแว้งเครือ หรือมะแว้งเถา มะแว้งต้น เป็นต้นคล้ายต้นมะเขื
เมื่อก่อน บ้านเราเป็นเมืองธรรมชาติ ที่ชาวบ้านคลุกคลีใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร พืชพรรณไม้ป่า ผักหญ้าริมทางเดิน ปลูกถั่วงาธัญญาหารเลี้ยงชีพ โรคภัยไข้เจ็บ เกิดจากธรรมชาติ บำบัดรักษาด้วยธรรมชาติ แบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน พืชเกือบทุกชนิดเป็นยารักษาโรค เรียกกันว่า “สมุนไพร” วันนี้ บ้านเราเมืองเรา เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากมาย หลายสิ่งที่เคยมีได้สูญหายไป แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ยังคงอยู่ คงเป็นเพราะยังคงไว้ซึ่งคุณภาพและเป็นของดี ที่ยังฝังใจคนบ้านเราอยู่มิคลาย เช่น พืชเก่าแก่พื้นบ้านย่านชนบท พืชผักพื้นเมือง สมุนไพร อย่างเช่นผักชื่อนี้ “ผักฮ้วนหมู” “ผักฮ้วนหมู” เป็นชื่อเรียกของคนทางภาคเหนือ “ฮ้วน” หมายถึง ขดลำไส้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dregea Volubilis stapf วงศ์ ASCLEPIADACEAE พบในป่าดงดิบ ป่าโปร่ง ชายป่า ป่าละเมาะ และสวนหลังบ้าน มีพบกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ เช่น อินเดีย จีนตอนใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และหลายประเทศในแถบอินโดจีน ขยายพันธุ์โดยการตัดชำกิ่งเถา ชอบพื้นที่ชื้น ขึ้นได้กับดินทุกชนิดที่ระบายน้ำดี ทนแล้งได้ดี อายุยืนหลายปี มีชื่อเรียกตามภูมิภาคต่างๆ ของบ้านเรา ภาคเหนือ เรี
ในคอลัมน์ “แปลกที่ชื่อ แต่ฉันคือต้นไม้” ของ เมย์วิสาข์ หน้าต้นๆ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มักเอ่ยถึงต้นไม้ที่มีชื่อแปลกๆ บางชื่อก็เข้าใจได้ง่าย ชื่อบางอย่างก็ยากที่จะเข้าใจ จริงที่ต้นไม้มักจะมีการตั้งชื่อ หรือเรียกขานกันตามอัตลักษณ์ของต้นไม้นั้น เช่น ต้นดอกบานไม่รู้โรย ดอกทานตะวัน คุณนายตื่นสาย บอนสี บอนจืด บอนคัน หน่อไม้คาย ไผ่ตงดำ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดเขียว ผักกาดจ้อน ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า ผักหนาม ชื่อที่เสริมพลังก็มีมากมาย ยิ่งชื่อที่เรียกใหม่ให้เป็นที่สะดุดใจ เช่น มะม่วงหิมพานต์ มะม่วงหาวมะนาวโห่ เล็บครุฑ พญาไร้ใบ เพชรสังฆาต กำลังช้างสาร เสลดพังพอน มันปู ข้าวลืมผัว พ่อค้าตีเมีย ฟ้าทะลายโจร (น่าจะเขียน “ฟ้าทลายโจร” ถึงจะถูกนะ) หรือแม้แต่ที่เปลี่ยนชื่อแล้วเชื่อว่าจะเป็นมงคล เช่น เสลดพังพอนตัวเมีย เรียก พญายอ ตดหมูตดหมา ชื่อ กระพังโหม และพืชเก่าชื่อใหม่ อีกหลากหลายชื่อเรียก อย่างพืชผักสมุนไพรต่างๆ อย่างตระกูล หรือวงศ์ขิง มีหลายสกุล และแตกย่อยหลากหลายชนิด ได้แก่ ขิง ขิงใหญ่ ขิงเล็ก ขิงแกลง ขิงแมงดา ข่า ข่าลิง ข่าหยวก ข่าเหลือง ขมิ้น ขมิ้นชัน ขมิ้นอ้อย กระชาย กระชายขาว กระชายดำ ไพร
เมื่อเข้าสู่ความหนาวเย็นอย่างจริงจัง หลังพายุใหญ่ลูกสุดท้าย “ปาบึก”ผ่านไป เอหรือว่ายังจะมีพายุอีกหลายลูกชั่งเถอะ แต่ระยะนี้ ดอกสะเดากำลังสดน่ากิน เป็นที่นิยมของคนสมัยนี้กันมาก คงเป็นเพราะยึดแนวคิดตามสำนวนโบราณ “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” แท้จริงแล้วคำพังเพยนี้ว่ากันถึง คำพูดของคนเรานะ คือพูดหวาน ไพเราะ ทำให้คนเชื่ออย่างไม่ต้องหามูลเหตุ แต่คนพูดไม่เพราะ แม้ว่าจะพูดเรื่องจริง คนก็ไม่รู้สึกนิยมชมชอบ เหมือนยาขม ไม่ชอบกิน ความขมของพืชหลายชนิดที่นิยมลิ้มรสกัน แล้วแต่คนชอบ ขมมากขมน้อย หรือบางคนไม่ชอบขมเลย คงจะให้คำตอบว่า ชีวิตนี้ก็ขมมากพอแล้วไม่อยากเติมความขมเข้าตัวเองอีก ก็ว่ากันไป นิยมขมมากหน่อยก็ต้องเจอแบบ คนอื่นไม่กล้ากิน กัดทีขมติดลิ้น ซึมเข้าประสาทลิ้มรสแบบไม่ต้องกลืน เช่น บอระเพ็ดแสนเข็ดขม ฟ้าทลายโจรก็สุดขม หนานเฉาเหว่ย (ป่าช้าหมอง) ก็ที่สุด บางคนแม้แต่ขมผลมะแว้ง ก็เมินหน้าหนีแล้ว แต่ที่แนะนำวันนี้คือ ของขมอร่อย มีขมหลายระดับ แต่ถ้ารู้จักทำกินจะขมแบบพึงใจ ขมของสะเดาเป็นขมที่ตบท้ายด้วยหวาน ที่จริงสะเดามีความขมหลายระดับ ตั้งแต่ขมจัด ขมมาก ขมปานกลาง ขมน้อย จนถึงไม่ขมแต่มีรสจืดปนมัน คือแต่ละต้น
คนเราเมื่อสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจบังคับ ความขัดสนที่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น กลับมาเกิดในช่วงที่เรียกกันว่า “ยุคโลกาภิวัตน์” ทุกสิ่งทุกอย่างเจริญรุดหน้า เปลี่ยนแปลงจากสามัญดั้งเดิม แม้แต่อาหารการกิน หนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็น และทำให้มีชีวิตอยู่รอด ความเปลี่ยนแปลงทางด้านอาหาร ควบคู่กับความมั่นคงด้านอาหาร กล่าวคือ เมื่ออาหารเปลี่ยนรูปแบบ ความมั่นคง ความเพียงพอ ความเสี่ยงในคุณภาพ มีตามมา ทุกวันนี้คนถึงหวนคืนกลับสู่สามัญ อาหารพื้นบ้าน พืชพื้นบ้าน ยาพื้นบ้าน และความเป็นอยู่อย่างพื้นบ้าน จึงผุดขึ้นมาให้เห็น ในโลกวันนี้ โลกที่เจริญหนีไกลจากนิยามคำว่า “พื้นบ้าน” แล้ว พร้อมกับความขัดสนกับสิ่งที่เคยมี จึงปรากฏให้เห็นในวันเวลานี้ มีพืชพื้นบ้านหลายชนิดที่สังคมชนบทยังคงเก็บรักษาไว้ เป็นที่นิยมของคนทั่วไป แม้ว่าจะไม่มีการโฆษณาเหมือนสินค้าสมัยใหม่ และต้นกำเนิดที่มานั้นยังลางเลือน มีแต่ความจำ และเรื่องเล่าเป็นหลักฐานข้อสันนิษฐาน ว่ามีกำเนิดมาจากที่โน่นที่นี่ อย่างเช่นพืชชนิดนี้ เป็นผักประเภทผล ที่รู้จักกันทั่วโลก คือ “มะเขือเทศ” และมีคำกล่าวอ้างถึง “มะเขือส้ม” ว่าคือมะเขือเทศ มีที่มาที่ยาวนาน มีตำนาน
ถ้าหากถามถึง พริก คงไม่มีใครบอกว่าไม่รู้จัก เพราะพริกเป็นพืชที่นำมาประกอบอาหารหลายอย่าง ทั้งต้มยำ ผัดเผ็ด น้ำพริก สารพัดอย่าง และพริกมีรสชาติที่เผ็ด มีสีเขียว สีแดง รูปทรงเรียวยาวหรืออวบ ต่างกันไปตามสายพันธุ์ อย่างพริกขี้หนูมีขนาดอ้วน ป้อม รสชาติเผ็ด แตกต่างกับพริกหยวกที่มีขนาดใหญ่ เผ็ดน้อยกว่าพริกขี้หนู แต่วันนี้เราจะมานำเสนอ พริกตุ้ม พริกที่หลายๆ คนยังไม่เคยรู้จัก และเป็นผักพื้นบ้านของจังหวัดระยอง คุณปรานี จิตติรบำรุง เจ้าของสวนผสมผสาน บ้านเลขที่ 66/2 หมู่ที่ 8 ตำบลทับมา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ตำแหน่งเลขานายกเทศมนตรีตำบลทับมา และยังเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสะพานหิน ครอบครัวเริ่มทำอาชีพเกษตรกรรมมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ และได้มีโอกาสเข้ามารับใช้ประชาชนในตำบลทับมา แต่ก็ยังทำสวนต่อมาเรื่อยๆ ในสวนผสมผสานของคุณปรานีปลูกยางพารา เงาะ ทุเรียน ดาวเรือง ทานตะวัน พืชล้มลุก พืชผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน และผักพื้นบ้านที่น่าสนใจ นั้นคือ พริกตุ้ม คุณปรานี บอกว่า พริกตุ้ม สำหรับตำบลทับมา มีมานาน เป็นพันธุ์ที่เราปลูกไว้เป็นไม้ประดับ ไว้รับประทาน หรือตกแต่งจาน พริกตุ้มเรียกได้ว่าเกิดขึ้นมาพร้อมกับคนทั
ธรรมชาติของฤดูฝน ฝนตกฟ้าร้อง น้ำนอง น้ำท่วม เป็นเรื่องปกติธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมดา อิทธิพลของฝน ส่งผลให้ต้นไม้ใบหญ้า ข้าวกล้าพืชผักต่างๆ เจริญเติบโต พุ่งชูยอดเถากิ่งก้านใบอ่อนกันไปทั่ว นั่นเป็นเพราะความชื้น ความสดชื่นจากฝนฟ้าที่ชุ่มฉ่ำ ในอากาศที่ฝนตกผ่าน มีแร่ธาตุสารอาหารอยู่มาก ฝนตกได้นำเอาสิ่งเหล่านั้นคืนสู่ดิน ให้ต้นหมากรากไม้ แม้แต่คน สัตว์ต่างๆ ได้สัมผัสและใช้ประโยชน์จากเม็ดฝน สดชื่น ฉ่ำชุ่มกันทั่วหน้า ช่วงนี้แหละที่พี่น้องคนบ้านเราหาพืชผักมาต้มยำทำแกงกันได้ง่าย จริงอยู่ ฤดูอื่นๆ ก็มี แต่ก็มีไม่มากเท่าฤดูนี้ พืชผักหลายชนิดที่ขึ้นเจริญงอกงามให้เก็บ ให้เด็ด ไปทำอาหารได้ทั่วไป มีขึ้นตามป่า ข้างรั้ว พุ่มต้นไม้อื่นๆ เราคงรู้จักกับ “ตำลึง” กันเป็นอย่างดี สุดยอดผักที่เลิศล้ำคุณค่า และมีอยู่ทั่วไป บางทีบางที่เห็นว่าไม่ค่อยมีราคาค่างวด เพิ่งจะเริ่มมีการซื้อขายกันในชนบทเมื่อไม่นานมานี้เอง “ตำลึง” ทางภาคเหนือ เรียก “ผักแคบ” ภาคอีสาน เรียก “ผักตำนิน” กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “แคเด๊าะ” เป็นพืชประเภทเถาเลื้อย เช่นเดียวกับพวกแตง ถั่วฝักยาว มะระ น้ำเต้า ฟัก เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี เถาตำลึงที่แก่ จะม
“ชะพลู” เป็นพืชพื้นบ้านที่แพร่หลาย พบในทุกจังหวัดของประเทศไทย เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุสืบต่อได้หลายปี ชอบพื้นที่ลุ่มต่ำ ชื้นแฉะ ที่ที่มีน้ำดี ดินดี จะเจริญเติบโตได้ดีมาก ใบจะโต ยอดจะอวบอ้วน เป็นพรรณไม้ที่มีต้นตั้ง บางครั้งจะพบต้นแบบเถาเลื้อย ระบบรากหากินผิวดิน ถ้าเถาเลื้อยไปพบที่เหมาะ ก็จะออกรากตามข้อ และแตกต้นขึ้นใหม่ แพร่ขยายต้นไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการจะย้ายที่ปลูก ก็สามารถถอนดึงต้นติดรากไปปลูกได้เลย ชะพลู เป็นพืชในวงศ์ ไปเปอราซีอี (PIPERACEAE) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไปเปอร์ ซาเมนโตซัม (Piper sarmentosum Roxb.ex Hunter) มีชื่อเรียกหลายอย่าง ภาคเหนือ เรียก ผักปูนก ผักฟูนก ผักแค ช้าพลู พลูลิง พลูลิงนก พลูนก ภาคอีสานเรียก ผักปูลิง ผักนางเลิด ผักอีเลิด ภาคใต้เรียก นมวา แต่ละถิ่นอาจมีเรียกคล้ายกัน หรือต่างกันบ้าง ตามสำเนียงการออกเสียงของท้องถิ่น และมันก็คือ ชะพลู นั่นแหละ ใบมีลักษณะรูปหัวใจ เหมือนใบพลูกินหมาก แต่จะเป็นใบบางๆ มีใบหลายขนาด ใบเล็กขนาดกว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร ใบใหญ่จะกว้างถึง 15 เซนติเมตร ยาว 17 เซนติเมตร มีก้านใบยาว 1-5 เซนติเมตร ใบมีรสเผ็ด ชะพลูมีดอกเป็นช่อ รูปทรงกระบอ
ผักกาดขิ่ว ผักกาดขม กลิ่นรสวาซาบิ ในบรรดาพืชตระกูลผักกาดทั้งหลาย เห็นจะมีผักกาดชนิดนี้ ที่มีความแปลก ดูเหมือนว่าจะเป็นผักกาดไทยแท้แต่เก่าก่อน หรืออาจจะมีปะปนผสมพันธุ์กับผักกาดสัญชาติจีนบ้าง เราเรียกเขาว่า “ผักกาดขิ่ว” แต่ก็มีหลายชื่อเรียก เล่าให้กันฟัง ก็ลองไล่ลำดับดูก็แล้วกัน ว่าในท้องถิ่นของท่านเรียกชื่อว่าอะไร พยายามค้นหา คำว่า “ขิ่ว” ในหลายๆ แหล่ง ไม่พบความหมายที่ชัดเจนนัก คงเป็นเพราะว่า ขิ่ว เป็นคำที่ใช้เป็นภาษาท้องถิ่นทางภาคเหนือถึงชาวลาวบางแห่ง มีความหมายพอจะขยายความได้ว่า “ฉุนกึก” และ “ขื่นซ่าซ่าน” เมื่อสัมผัส มีกลิ่น และรสชาติเหมือนวาซาบิ หรือมัสตาร์ด กัดเคี้ยวสดๆ ฉุน เสียดแทงขึ้นจมูก ไล่หวัด น้ำมูกไหลออกมาได้ ผักกาดชนิดนี้มักปลูกกันตอนปลายฝน เก็บกินได้ช่วงเข้าหนาว คือช่วงที่เกษตรกรลงแขกเกี่ยวข้าว แกงผักกาดขิ่วใส่ไก่บ้าน อาหารเลี้ยงแขกสุดฮิต ในแต่ละท้องที่มีสูตรแกงต่างกัน แต่มีรสชาติเฉพาะตัว คือต้องรักษากลิ่น และรสชาติของผักกาดชนิดนี้ไว้ให้ได้ แม้จะนำส่วนผสมอย่างอื่นเข้าประกอบแกงก็ตาม แกงผักกาด แบบลูกทุ่งทางเหนือ จะมีผักอื่นร่วมหม้อด้วย เช่น ผักขี้หูด ผักชีลาว หรือผักจี หรือผ
ผักพื้นบ้านบางชนิด ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นผักที่คนเรานำมากินเป็นอาหารได้ แต่ก็ไม่พ้นฝีมือคนบ้านเรา ที่คิดค้นหาวิธีเอามาทำกิน จัดขึ้นสำรับกับข้าวกันจนได้ คงเป็นเพราะว่าคนบ้านเรา มักจะใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ คัดเลือกว่าของชนิดใดที่กินได้ไม่มีพิษภัย กับกินไม่ได้มีอันตรายถึงตายได้ และยังมีการตั้งชื่อแปลกๆ ตามที่คนทั่วไปรู้และเห็นลักษณะ เช่นผักชนิดนี้ “ผักขี้ขวง” ตามคำบอกเล่าจากคนรุ่นเก่า ว่าของกินใดที่ได้เคยลิ้มรสแล้ว เห็นว่าใช้ได้ กินได้ อร่อย มักจะแอบเก็บซ่อนไว้เพื่อจะหาข้อมูลเพิ่มเติม ทดสอบตรวจพิสูจน์ให้มั่นใจ ก่อนจะแจ้งบอกกล่าวให้ลูกหลานนำไปกินได้ โดยในระหว่างเก็บซ่อนนั้น จะตั้งชื่อให้น่าเกลียด ใส่คำว่า “ขี้” ขึ้นหน้า เช่น ขี้เหล็ก ขี้เพี้ย ขี้เขียด ขี้ขวง แต่พอเริ่มเผยแพร่แล้ว บางที่บางถิ่นชื่อเดิมบางอย่างถูกตัดคำหน้าออก บางอย่างยังใช้เรียกอย่างเดิมกันอยู่ และ ผักขี้ขวง หรือ ขวง ก็คงเป็นเช่นนั้น ชื่อมันไม่น่ากิน แต่เมื่อได้รู้จัก คนมักจะรักนิยมชมชอบกัน ผักขี้ขวง ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Glinus oppositifolius (L.) Aug.DC เป็นพืชในวงศ์ MOLLUGINACEAE ในภาษาไทย เรียกแต่ละถิ่นไม่เหมือนกัน ภาคเหนื
