มหาวิทยาลัยมหิดล
ข้อมูลจาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า “ช้างป่า” จัดเป็นสัตว์ป่าที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากการขยายพื้นที่ของมนุษย์ ด้วยความเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และต้องการผืนป่าขนาดใหญ่เพื่อการดำรงชีวิต ทำให้มักพบปัญหาช้างป่าบุกรุกที่ทำกินของชาวบ้าน จนทำให้เกิดการศึกษาวิจัยเพื่อลดปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างมนุษย์และช้างป่าอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงธรรมชาติของช้างป่าว่า แต่ละเชือกกินอาหารในปริมาณที่มากถึง 250-300 กิโลกรัมต่อวัน จึงส่งผลกระทบสูงเมื่อเข้าบุกรุกพื้นที่เกษตรของชุมชน จากการลงพื้นที่วิจัยในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย นำทีมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกรุกพื้นที่เกษตร จำ
ลำไยเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ ในแต่ละปีประเทศไทยส่งออกลำไยสดไปทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท เป็นที่ต้องการมากจนต้องมองหา “ลำไยนอกฤดู” แต่อุปสรรคสำคัญกลับไม่ได้มาจากคุณภาพของลำไยเป็นปัจจัยหลัก แต่มักเกิดจากการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ และวิธีการขนส่งที่ไม่เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิริยุภา เนตรมัย และ อาจารย์ ดร.ฐิติศิลป์ กิจเชวงกุล คณาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาชีวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพอัจฉริยะ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับทุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ (สวก.) เพื่อออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ลำไยสด และศึกษาระบบการขนส่งทางไปรษณีย์ จนสามารถหาทางออกให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยชาวไทยให้สามารถสู้วิกฤตเศรษฐกิจส่งสินค้าด้วยตัวเองโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เพียงออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดพอดี เพื่อไม่ให้ผลลำไยหลุดออกจากพวง เพราะจะทำให้สูญเสียมูลค่า และวางแผนการขนส่งโดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าระหว่างการขนส่ง เช่น อุณหภูมิ และแรงกระแทก ทีมวิจัยพบว่าแรงกระแทกเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ลำไยสดได้รับความเสียหายระหว่างการขนส่ง โดยแรงกระ
มหาวิทยาลัยมหิดล โดย คณะกายภาพบำบัด จัดทำคู่มือ The Caregiving Manual for Caregivers (CMC) เพื่อการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ ลด “ภาวะผู้ดูแลเหนื่อยล้า” ภายใต้ทุนสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration – IOM) หนึ่งในหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ อาจารย์ ดร.กภ.รัตนา เพชรสีทอง อาจารย์ประจำสาขาวิชากายภาพบำบัดชุมชน และทีม คณะกายภาพบำบัดมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สร้างสรรค์ผลงานลิขสิทธิ์คู่มือ The Caregiving Manual for Caregivers (CMC) ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์การดูแลผู้สูงอายุอย่างง่าย “พิชิตภาวะเหนื่อยล้าหมดไฟ” ในคู่มือดังกล่าวเพื่อการดูแลผู้ป่วยสูงอายุสำหรับ “ผู้ดูแล” ที่กำลังประสบปัญหา “หมดไฟ” หรือท้อถอย ทีมกายภาพบำบัดชุมชนของคณะกายภาพบำบัดมหาวิทยาลัยมหิดล จึงเข้าช่วยเหลือดูแลทางกายภาพบำบัด พร้อมทั้งให้คู่มือ The Caregiving Manual for Caregivers (CMC) แก่ “ผู้ดูแล” จน “ผู้ดูแล” ได้ทราบถึงวิธีเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ปลอดภัย วิธีการจัดท่าในการทำกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง รวมทั้งวิธีอื่นๆ ที่จำเป็น ตลอดจนยังได้ประสานให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู
กรุงเทพฯ 9 มีนาคม 2566 – นายมนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรของไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโครงการทุก(ข์)ภัย ไทยช่วยกัน สานต่อการดำเนินการโครงการ มอบเงินสนับสนุนมูลค่า 1,288,888 บาทให้กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อส่งเสริมการพัฒนางานวิจัยและช่วยเหลือผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อม โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงละอองศรี อัชชะนียะสกุล หัวหน้าโครงการวิจัย “เซลล์บำบัดสำหรับโรคจอตาเสื่อมที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม” เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องรับรองงานองค์กรสัมพันธ์ A และกิจการพิเศษ ตึกอำนวยการชั้น 1 โรงพยาบาลศิริราช นอกจากความมุ่งมั่นในการยกระดับวงการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนไทยแล้ว เจียไต๋เล็งเห็นความสำคัญของการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมงานวิจัยทางการแพทย์ของศิริราช เพื่อพัฒนาวิธีรักษาและเพื่อช่วยชะลอความรุนแรงของโรคให้แก่ผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อมผ่านโครงการทุก
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตระหนักว่าประชากรคนไทยไม่น้อยกว่า 30 ล้านคน อยู่ในภาคการเกษตร จึงไม่มองข้ามที่จะให้ความช่วยเหลือ ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่ประชาคมโลกกำลังให้ความสนใจ วช. จึงสนับสนุน “งานวิจัยการประเมินและเปรียบเทียบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการจัดการของเกษตรกรรายย่อยและการรวมกลุ่มเกษตรกร ทำนาแปลงใหญ่สู่ทางเลือกเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” จากผลงานวิจัยของ รศ.ดร.นพพล อรุณรัตน์ แห่ง มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พิสูจน์ให้เห็นผลงานวิจัยผ่านชุมชน ท้องถิ่น จำนวน 2 ชุมชน คือ 1.กลุ่มเกษตรกรพอเพียงตำบลรังนก และ 2.กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านบึงประดู่ ว่าช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยเพิ่มกำไรสุทธิ และ ช่วยสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มได้จริง ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา วช. ให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกร ชุมชน และท้องถิ่น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม กว่าครึ่งหนึ่งของประชากรคนไทยไม่น้อยกว่า 30 ล้านคน อยู่ในภาคการเกษตร ขณะเดียวกัน เกษตรกรรมปัจจุบั
“ทุ่งกุลาร้องไห้” บนที่ราบสูง 2 ล้านไร่ ในเขตพื้นที่ 5 จังหวัดทางภาคอีสาน ได้แก่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ และยโสธร จากที่เคยแห้งแล้งมีแต่ดินปนทรายปัจจุบันได้รับการพลิกฟื้นสู่แผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นแหล่งเพาะปลูก “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้” ที่ได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ได้ทำวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาด “ผลิตภัณฑ์เพื่อคนแพ้นมและถั่วเหลือง” จนสามารถทำให้ “ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ระยะเขียว” ส่วนเหลือทิ้ง สร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่เกษตรกรในชุมชน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทร์ ไชยกุล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายถึงวงจรของข้าวว่า สามารถนำมาพัฒนาเป็นอาหารสุขภาพ นับตั้งแต่ที่ข้าวเริ่มออกรวง 10 วัน โดยการทำเป็น “ข้าวเม่า” ที่หอมนุ่มนิ่ม รวมทั้ง “น้ำนมข้าว” ที่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการ หลังจากนั้นอีกประมาณ 20-30 วัน จะเป็นระยะของข้าว “ระยะเขียว” ที่แม้ยังอ่อน แต่มีร้อยละต้นข้าวที่สามารถนำมาหุงบริโภค โดยข้าว
ศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักที่ใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของคณะ จนกลายเป็นก้าวสำคัญในการเป็นคณะเทคนิคการแพทย์แห่งแรกของประเทศไทยที่สามารถผ่านการรับรองมาตรฐานนานาชาติ AUN-QA (ASEAN University Network Quality Assurance) ทั้งในสาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ และสาขาวิชารังสีเทคนิค โดยเริ่มต้นที่สาขาวิชารังสีเทคนิค เมื่อปี 2563 และสาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ เมื่อปี 2564 ช่วงเวลาการรับรองของแต่ละสาขาภายใน 5 ปี รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพล วิเชียรอินทร์ หัวหน้าภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล คือหนึ่งในเบื้องหลังสำคัญที่ได้ผลักดันให้สาขาวิชารังสีเทคนิคคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล สามารถพิชิตมาตรฐาน AUN-QA โดยกล่าวว่า รังสีเทคนิคเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัยโรค ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันมีความรุดหน้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้การถ่ายภาพรังสีวินิจฉัยมีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้นไปด้วย “ตัวอย่างเช่น ในการถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ แม้จะมีท่ามาตรฐานกำหนดไว้อยู่แล้ว แต่หากผู้ป่วยมีข้อจำกัด
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉลองรัตน์ โนรี อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาชีววิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้สอนรายวิชาออนไลน์ “Protein Technologies and Applications” ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งรายวิชาออนไลน์ “Protein Technologies and Applications” มีความโดดเด่นที่เทคนิคการสอนคุณภาพซึ่งใช้ได้ผลกับผู้เรียน โดยได้มีการใช้ “กระดานออนไลน์” ผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้แก่ Microsoft Whiteboard และ Google Jamboard เพื่อเป็น “สื่อนำความคิด” ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถติดตามเนื้อหาด้วยความเข้าใจ และนึกภาพตามได้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเริ่มจากกระดานออนไลน์ที่ว่างเปล่า แล้วจึงค่อยเขียนข้อสรุปและคำสำคัญต่างๆ พร้อมวาดภาพประกอบ จนออกมาเป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ ผู้สอนยังเลือกใช้เทคนิคการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ขั้นสูง “Higher – Order Thinking Skills” ตามทฤษฎี “Bloom’s Taxonomy of Objectives” ของนักจิตวิทยาการศึกษาชาวอเมริกัน Benjamin Samuel Bloom (1913-1999) ซึ่งเป็นโมเดลที่ใช้ต่อยอดพัฒนาการทางปัญญาจากขั้นกลาง-ขั้นสูงสุด ในการฝึกทักษะการเรียนรู้จากการวิเคราะห
รองศาสตราจารย์ ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์ “Hi tech – Low touch” หรือยิ่งได้เข้าใกล้เทคโนโลยี แต่ยิ่งห่างไกลความผูกพัน เกิดขึ้นจากความวิตกว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่ไออุ่นจากมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งก่อนบรรลุหนทางสู่การเป็น “เมตาเนิร์ส” (Meta Nurse) จำเป็นต้องมีการปรับกระบวนทัศน์ให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centered Care) ทำ “Hi tech” ให้เป็น “Hi touch” ด้วยสัมผัสที่ผูกพัน หากรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์ ก็จะยิ่งทำให้พยาบาลสามารถดูแลผู้ป่วยได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
โลกยุคดิจิทัลที่เชื่อมต่อด้วย IoT (Internet of Things) ทำให้ทุกสรรพสิ่งหมุนตามสัญญาณเครือข่ายอินเตอร์เน็ต แม้แต่การเกษตรที่ต้องอาศัยปัจจัยของดิน น้ำ และแสงแดด ด้วยเทคโนโลยี IoT จะทำให้การทำเกษตรเป็นเรื่องง่าย พลิกชนบทสู่ชุมชนเกษตรอัจฉริยะ อาจารย์ ดร.ปัณฑารีย์ แต้ประยูร อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเกษตรกรปราชญ์เปรื่อง (SMART Farmer) โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงแนวคิดในการจัดตั้งหลักสูตร ด้วยหลักการจัดการเรียนการสอน “ผลิตได้ ขายเป็นปลอดภัย และยั่งยืน” จึงมั่นใจได้ว่าบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตร จะไม่เพียงเก่งเรื่องการเกษตร แต่ยังมีความปราชญ์เปรื่องที่จะนำไปประยุกต์ต่อยอดสู่การเพิ่มมูลค่าเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ต่อไปอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา สร้างแหล่งอาหารปลอดภัย โดยเน้นการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยไร้สารเคมีของชุมชน ริเริ่มโครงการ “ไข่ไก่อารมณ์ดี” (Happy Chick) ดำเนินการโดย ศูนย์วิจัยและบริการวิชาการ โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ออร์แกนิกจากแม่ไก่ที่เลี้ยงอิสระด้วยอาหารจากธรรมช
