มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์ ดร.มนัญชยา สามาลา อาจารย์ประจำโรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของผู้พิการขาขาดที่มาเข้ารับบริการขาเทียม ณ โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนใหญ่กว่าจะสามารถใช้ขาเทียมในการเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติ ต้องใช้เวลาในการฝึกใช้ขาเทียมถึง 3 เดือน ซึ่งขั้นตอนการเข้ารับบริการขาเทียมโดยทั่วไป เริ่มต้นจากการให้ผู้พิการขาขาดเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายอุปกรณ์ เพื่อจัดทำแบบขาเทียมวางแผนการรักษาเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนใส่ขาเทียมและวางแผนการฝึกใช้ขาเทียม โดยผู้พิการจะต้องเดินทางมาทำกายภาพบำบัดฝึกใช้ขาเทียมกับนักกายภาพบำบัดประจำโรงพยาบาลถึง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน จนสามารถใช้ขาเทียมได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งพบว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งทั้งในการเดินทางมาโรงพยาบาล การจัดหาผู้ดูแล และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ เพื่อเป็นการลดอุปสรรคในการฟื้นฟูและการฝึกใช้ขาเทียมจึงเกิดความร่วมมือเพื่อออกแบบการฟื้นฟูการเดินแบบฝึกที่บ้านด้วยการสร้างจินตภาพ (Motor Imagery (MI)) ร่วมกับก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิงเบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกแบบชั้นเรียนแบบมีส่วนร่วม ที่มีนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมหิดล จากหลากหลายคณะและชั้นปี ในชั้นเรียนที่นักศึกษาได้สัมผัสและลงมือปฏิบัติจริง เช่น การใช้สีจากสมุนไพร การทำยาดมสมุนไพร ลูกประคบสมุนไพร อีกทั้งยังได้ให้นักศึกษาลองรับประทานผักพื้นบ้านที่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการคู่สำรับอาหารไทย เพื่อให้ได้รู้จักและเข้าถึงสมุนไพรน่ารู้ต่างๆ อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิงเบญญากาญจน์ ยังขยายผลสู่ประชาชนทั่วไป โดยได้ก่อตั้งเพจ “Herbal Appreciation” เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์และสมุนไพรที่ไม่มีวันสิ้นสุด โดยที่ผ่านมาทางภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการจัดโครงการ “Herbal Walk” สำรวจสมุนไพรในสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) ทำความรู้จักพฤกษศาสตร์ของพืชสมุนไพร และการทำตัวอย่างพรรณไม้แห้งอย่างง่าย “Herbarium” ที่สามารถนำไปศึกษา หรือสร้างสรรค์งานศิลปะได้ต่อไปอีกมากมาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิ
โครงการวิจัยของ อาจารย์ ดร.ยุทธพร นาคสุข อาจารย์ประจำหลักสูตรภาษาศาสตร์ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล มีชื่อว่า “อนุรักษ์เอกสารโบราณของชาวไทยยวนในเขตภาคกลาง” ดำเนินงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดภาคกลางโดยรอบมหาวิทยาลัยมหิดล โดยในปี 2564-2565 มีพื้นที่วิจัยอยู่ที่ชุมชนไทยยวนบ้านท่าเสา ตำบลห้วยม่วง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และในปี 2566 มีพื้นที่วิจัยอยู่ที่ชุมชนไทยยวนบ้านนาหนอง และหมู่บ้านทุ่งหญ้าคมบางตำบลดอนแร่ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกับชุมชน เนื่องจากต้องการให้คนในชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของเอกสารโบราณที่มีอยู่ และร่วมกันอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้ามาช่วยในโครงการนี้ด้วย 2 หน่วยงาน คือ คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ตลอดจนยังมีนักศึกษาในหลักสูตรและบุคคลทั่วไปที่เคยเข้าอบรมกับ อาจารย์ ดร.ยุทธพร นาคสุข มาร่วมทำกิจกรรมในโครงการนี้ด้วย เช่น พระภิกษุสงฆ์อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา นักเรียนทั้งระดับชั้นมัธยมศึกษาและประถมศึกษา กระบวนการอนุ
รองศาสตราจารย์ ดร.กิติกร จามรดุสิต รองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลยึดถือนับตั้งแต่ได้มีการประกาศนโยบายมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศกว่าครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา จนทำให้มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยที่สามารถบรรลุเป้าหมาย “Single-use Plastic” หรือลดเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้ 100% ในฐานะมหาวิทยาลัยต้นแบบระดับประเทศ คือ “การไม่หยุดที่จะตั้งคำถาม” โดยไม่เพียงการรณรงค์ No Bag หรืองดแจกถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อและร้านค้าต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยมหิดลยังได้ขอความร่วมมือให้ทางร้านค้าถามผู้ซื้อถึงความจำเป็นในการใช้หลอด ช้อน ส้อมพลาสติกก่อนส่งให้พร้อมอาหารทุกครั้ง เพื่อลดปริมาณขยะภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ที่มีจำนวนมากถึงปริมาณ 5,000 กิโลกรัมต่อวันได้อย่างเห็นผล นอกจากนี้ ยังได้รณรงค์ให้มีการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่า ถึงแม้จะเป็นเพียงเศษอาหาร ก็ไม่ได้ทิ้งเปล่าให้เน่าเสีย ยังสามารถนำมาผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ใน “ถังหมักรักษ์โลก” (Green Cone) เพื่อทำเป็นปุ๋ยใช้บำรุงพืชพันธุ์ต่างๆ ภายในรั้ว
นับตั้งแต่องค์การสหประชาชาติกำหนดหลักชัยสู่การบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ในปี พ.ศ. 2573 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า ทิศทางการแข่งขันทางธุรกิจไม่ได้มุ่งแต่การเพิ่มยอดขายอีกต่อไป แต่คือการสร้างเครือข่าย “คืนความเป็นสีเขียว” ให้กับโลก ซึ่ง SDGs ที่ยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในระดับชาติ แต่คือการเปิดประตูสู่บริบทของความเป็นนานาชาติ เพื่อรวมพลังสู่การบรรลุเป้าหมาย SDGs ระดับโลกให้ได้ตามหลักชัยแห่งองค์การสหประชาชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ พิมพา ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (Sustainability) และประธานสาขาการจัดการเพื่อความยั่งยืน (Managing for Sustainability) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) จึงได้ริเริ่มจัดหลักสูตรการเรียนการสอนรายวิชาออนไลน์ “Sustainable Management for International Business and Startup” ทาง MUx ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก โดยมุ่งเปิดมุมมองกลุ่มสตาร์ทอัพ ซึ่งประกอบไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในการประกอบการธุรกิจที่ต่อยอดจากนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ตอบโจทย์สังคมในโลกยุคใหม่ให้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ในบริบทแห่งความเป็นนานาชาติ ด
เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ ทำให้แพทย์สามารถตรวจโรคติดเชื้อต่างๆ จากเลือดด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงอำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ค้นพบทางเลือกใหม่ในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไวรัสเดงกี ด้วยวิธี ELISA (Enzyme-linked Immunosorbent assay) ที่ใช้ปัสสาวะของผู้ป่วยแทนเลือด ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ได้ทดลองใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มีอาการรุนแรงน้อยเรียกว่า “ไข้เดงกีในระยะไข้” โดยพบว่าให้ผลแม่นยำร้อยละ 68.4 ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น เรียกว่า “ไข้เลือดออกในระยะไข้” โดยพบว่าให้ผลแม่นยำร้อยละ 63.9 ซึ่งสามารถใช้เป็นทางเลือกในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสเดงกี เพื่อหาข้อบ่งชี้ในการติดเชื้อไวรัสเดงกีได้ในเบื้องต้น จากวิธีการดังกล่าว แม้จะให้ผลการตรวจที่สามารถนำไปประกอบการวินิจฉัยเบื้องต้น แต่ในรายที่ให้ผลตรวจเป็นลบต้องติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ส่วนการตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสเดงกี ยังคงเป็นวิธีมาตรฐาน โดยตรวจเลือดรวมจำ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิงบุญรัตน์ จันทร์ทอง หัวหน้าห้องปฏิบัติการพิษวิทยาและการตรวจวิเคราะห์ชั้นสูงศูนย์ตรวจวินิจฉัยทางการสัตวแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการศึกษาวิจัยสารสกัดจากสมุนไพรไทยนวโกฐ จนสามารถค้นพบว่ามีกลไกการออกฤทธิ์และให้ผลป้องกันการเสื่อมต่อระบบประสาทในหลอดทดลอง ซึ่งผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตอบรับตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ “Journal of Ethnopharmacology” (Q1) เมื่อเร็วๆ นี้ แม้จะเป็นเพียงความสำเร็จในหลอดทดลองกับแบบจำลองเซลล์ประสาทและเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อประสาท แต่มีแนวโน้มที่จะสามารถขยายผลเพื่อพัฒนาสู่ยาป้องกันและชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ต่อไปในอนาคต เนื่องจากพบว่าตัวยาจากสารสกัดสมุนไพรไทยนวโกฐสามารถลดกระบวนการอักเสบของประสาทและสมองได้ นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรหญิงบุญรัตน์ จันทร์ทอง ยังได้ค้นพบฤทธิ์ทางยาที่สามารถลดกระบวนการอักเสบของประสาทและสมอง ในพืชสมุนไพร “กระชายดำ” และ “รางจืด” ซึ่งจะพัฒนาควบคู่ต่อไปด้วยในขณะเดียวกัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยนันต์ แท่งทอง รองคณบดีฝ่ายบริหารการศึกษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยว่า ตามโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในปี พ.ศ. 2565 นี้ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่มเปิด “Wellness for Industry” เป็นปีแรก เป็นหลักสูตร 4 เดือนสำหรับผู้บริหารชั้นต้นที่รับหน้าที่ดูแลสุขภาวะแรงงานในภาคอุตสาหกรรม เนื้อหาหลักสูตรประกอบไปด้วยหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ การจัดการสภาพแวดล้อมของแรงงาน และโรงงานอุตสาหกรรมการดูแลโภชนาการ การป้องกันโรคติดต่อไม่เรื้อรัง (NCDs) การดูแลสุขภาพใจ และการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ฯลฯ ซึ่งในส่วนของเนื้อหาร่วมจัดทำโดย 4 ภาควิชาของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกันระหว่างภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ภาควิชาวิศวกรรมสุขาภิบาล ภาควิชาโภชนวิทยาและภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ การป้องกันโรคทั้งที่เกิดจากสภาพแวดล้อมการทำงานและพฤติกรรม สามารถให้จัดโปรแกรมการส่งเสริมสุ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานเสวนา เรื่อง “สามวัย : เตรียม พร้อม เกษียณ” ในงาน “วันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 63 ปี” มีผู้เข้าร่วมเสวนาประเด็นเตรียมความพร้อมของคนสามวัย สามอาชีพ สามมุมมอง ได้แก่ รศ.ดร. จงจิตต์ ฤทธิรงค์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาคุณภาพหลักสูตร สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้แทน มุมมองวัยทำงาน, คุณสุกัญญา ไชยภาษี บรรณาธิการข่าวอาเซียน TNN ช่อง 16 ผู้แทน มุมมองวัยก่อนเกษียณ และ คุณอรุณี ศรีโต นายกสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนา (สชพ.) ผู้แทน มุมมองวัยเกษียณ โดย รศ.ดร. จงจิตต์ ฤทธิรงค์ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาคุณภาพหลักสูตร สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากผลงานการวิจัยที่ได้จัดขึ้นเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการคาดหวัง การวางแผน การเตรียมตัวของประชากรผู้สูงวัย และ รูปแบบของการอยู่อาศัย ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากวช. โดยมีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินงาน ที่มีออกไปเก็บข้อมูลประชากรวัยทำงานตั้งแต่อายุ 18-59 ปี จำนวน 1,700 คนขึ้นไป ครอบคลุมทุก Generation และ ค
อาจารย์ ดร.นรินทร์ บุญตานนท์ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม (Center and Technology Development for Environmental Innovation – REi) คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ค้นพบทางออกสำหรับปัญหาการกำจัดขยะอินทรีย์ของครัวเรือน โดยได้ประดิษฐ์ “เครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือนเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” ได้กล่าวถึงธรรมชาติของการย่อยสลายขยะอินทรีย์ มีความแตกต่างกันตามลักษณะของขยะแต่ละประเภท ซึ่งปัญหาขยะ ณ บางจุดทิ้งส่งกลิ่นเนื่องจากเกิดการตกค้าง รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่ยังคงขาดความรู้เรื่องการจัดการกับขยะอย่างเหมาะสม ทางเลือกสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จากการรู้วิธีการจัดการกับขยะอินทรีย์คือ “การตัดตอน” ปัญหาการตกค้างของขยะของอินทรีย์ ด้วยเครื่องกำจัดขยะภายในครัวเรือน จาก “วัสดุเหลือทิ้ง” ที่นอกจากจะเป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังสามารถช่วยในการย่อยสลายภายในระยะเวลาก่อนที่ขยะจะแปรสภาพส่งกลิ่น จุดเริ่มต้นของการทำ “เครื่องกำจัดขยะอินทรีย์ภายในครัวเรือนเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม” นั้น เริ่มขึ้นจากเรื่องการเร
