มะม่วง
พื้นที่อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม มีสภาพดินปนทรายและขาดแคลนน้ำ ได้ชื่อว่าเป็นอำเภอที่มีสภาพแห้งแล้ง เกษตรกรมักปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น มันแกว มันสำปะหลัง แต่ระยะหลังประสบปัญหาขาดทุน หลายครอบครัวจึงปรับเปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่า ละออง โสจันทร์ เกษตรกรบ้านโนนสะอาด หมู่ที่ 11 ตำบลบ่อใหญ่ อำเภอบรบือ เป็นอีกรายที่ประสบความสำเร็จ หลังปรับเปลี่ยนจากการปลูกมันสำปะหลังตามแนวทางของพ่อแม่ตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก มาทำสวนมะม่วงตามคำชักชวนของสามีชาวนครปฐม ในปี 2550 ระยะแรกลงทุนขุดบ่อบาดาลทำระบบน้ำหยด และลงพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น มะยงชิด ลำไย แต่พืชสวนหลักๆ คือ มะม่วง 1,500 ต้น ทั้งมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้มัน เขียวเสวยสามรส และมหาชนก ลองผิดลองถูกมานาน กระทั่งประสบความสำเร็จโดยเฉพาะมะม่วงผลใหญ่ ผิวสวย “ด้านการตลาด จะขายส่งพ่อค้าคนกลางที่ตลาดไท และส่งขายห้างใหญ่ โดยเป็นผลผลิตเกรดพรีเมียม ขายในตลาดบน ผู้ซื้อมีกำลังซื้อสูงทำให้ขายสินค้าได้ราคาเพิ่มขึ้น อีกทั้งมะม่วงที่สวนผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP (การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี) จากกรมวิชาการเกษตร ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าเป
ในช่วงนี้ธุรกิจในครัวเรือนถือว่าได้รับกระแสนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะของกินนั้นหากขายผ่านเฟซบุ๊กแล้ว มีคนชื่นชอบและสั่งกินกันจำนวนมาก โดยเฉพาะการแปรรูปมะม่วงฝานตากแห้งที่จังหวัดพิษณุโลก ที่กำลังมีผู้สั่งจองกันจำนวนมาก นางปริญรัตน์ หรือคุณแป๋ม อ้นชาวนา อายุ 48 ปี ชาวเมืองพิษณุโลก และครอบครัวได้ทำมะม่วงแปรรูปฝานตากแห้ง ขายตามผู้สั่งจอง ทั้งทางผ่านเฟซบุ๊กและโทรศัพท์สั่งจองมานานกว่า 8 ปีแล้ว โดยไม่ต้องมีหน้าร้านแต่อย่างใด แค่เพียงบอกต่อๆ กันจนติดปากถึงการแปรรูปมะม่วงฝานตากแห้งขาย สร้างรายได้ให้ครัวเรือนเป็นอย่างดี นางปริญรัตน์บอกว่า ตอนแรกครอบครัวตนเองขายของทั่วไป แต่เมื่อ 8 ปีที่ผ่านมาได้ลองรับซื้อมะม่วงกะล่อนมาปอกเปลือกแล้วฝานตากแห้ง แล้วใส่แพคเกจให้สวยงามส่งขายให้กับผู้ที่สนใจ ตอนแรกก็คิดว่าทำกันเล่นๆ ในครอบครัว แต่เมื่อเห็นมีผู้สั่งจองเยอะก็เริ่มเป็นรายได้เข้ามาในครอบครัว โดยแต่ละปีนั้นเมื่อถึงฤดูของมะม่วงสุกก็จะมีลูกค้าเริ่มโทรมาสั่งจองมะม่วงฝานตากแห้งกันจำนวนมาก บางปีวัตถุดิบก็หายาก โดยเฉพาะในปีนี้มะม่วงกะล่อนหายากแทบจะหาซื้อไม่ได้ จึงได้นำมะม่วงแก้มแหม่ม หรือมะม่วงแก้มแดง หรือมะม่วงอ
พื้นที่อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ถือว่าเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีเกษตรกรปลูกมะม่วงทั้งผลดิบและผลสุกหลายสายพันธุ์ พื้นที่ปลูกที่รวมกันหลายพันไร่ เฉพาะตำบลทุ่งนางาม มีมากกว่า 600 ไร่ ในจำนวนกว่า 600 ไร่ ไม่ได้มีเกษตรกรเพียงรายเดียว แต่มีเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ และรวมกลุ่มกันเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ คุณไพศาล จันจินดา ชาวทุ่งนางามโดยกำเนิด เล่าให้ฟังว่า ในอดีตเกษตรกรละแวกนี้ปลูกพืชไร่ เพิ่งเริ่มปรับเปลี่ยนมาปลูกมะม่วงเมื่อปี 2530 ในระยะแรกปลูกมะม่วงทองดำ เพราะเป็นมะม่วงที่มีในตลาดน้อย ส่วนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพิ่งเข้าสู่ตลาดการค้ามะม่วงใหม่ๆ และการเลือกปลูกมะม่วง เพราะเห็นว่า การปลูกพืชล้มลุก เมื่อหมดรอบการผลิตก็ต้องลงปลูกใหม่ แต่สำหรับไม้ผลอย่างมะม่วง ปลูกเพียงครั้งเดียว เก็บผผลผลิตได้ทุกปี โดยไม่ต้องเริ่มปลูกใหม่ ทำเพียงบำรุงต้นก็ได้ผลผลิตเก็บขายได้แล้ว “ผมมีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมด 40 ไร่ ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ ได้แก่ ทองดำ เขียวเสวย ฟ้าลั่น โชคอนันต์ น้ำดอกไม้สีทองเบอร์ 4 ปลูกอย่างละ 5-10 ไร่” เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ของคุณไพศาล
“ มะม่วง ” เป็นไม้ผลที่มีเนื้อที่ปลูกมากที่สุดในประเทศ ปี 2559 มีพื้นที่ปลูกมะม่วงที่ให้ผลผลิตแล้ว 2,145,211 ล้านไร่ จำนวนผลผลิต 3,243,559 ตัน กรมส่งเสริมการเกษตรได้สรุปมูลค่าผลผลิตที่เกษตรกรขายได้ ปี 2558 มะม่วงน้ำดอกไม้ มูลค่าประมาณ 59,556 ล้านบาท มะม่วงเขียวเสวยประมาณ 88,300 ล้านบาท และกลุ่มมะม่วงคละชนิดอีกประมาณ 70,515 ล้านบาท (ที่มา :ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2559) จึงกล่าวได้ว่า มะม่วง เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างมหาศาล และมีอัตราการเติบโตถึงปีละ 10-15% หากอยากรู้ว่า ตลาดส่งออกมะม่วงของไทยในอนาคตจะดำเนินไปในทิศทางใดนั้น ต้องฟังคำตอบจากบทสัมภาษณ์ “คุณวุฒิชัย ดอนทองแอ ” ประธานคณะบริหารการจัดซื้อฝ่ายเกษตร บริษัท สวิฟท์ จํากัด ดังต่อไปนี้ จุดเริ่มต้นกิจการ บริษัท สวิฟท์ จำกัด เป็นกิจการคนไทยที่ดำเนินธุรกิจด้านส่งออกพืชผัก และผลไม้สด ระยะแรกบริหารงานในลักษณะซื้อมาขายไป แต่ควบคุมคุณภาพผลผลิตไม่ได้ จึงเปลี่ยนนโยบายหันมาสร้างเกษตรกรเครือข่ายโดยทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ( Contract farming ) โดยให้การช่วยเหลือด้านเงินทุน องค์ความรู้แก่เกษ
“ มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย ” หนึ่งในไม้ผลรอบบ้าน ที่คนไทยนิยมปลูกเพื่อรับประทานผลสด เพราะเป็นมะม่วงที่มีรสอร่อย เนื้อกรอบ รสชาติหวาน กลมกล่อม แต่บางรายปลูกมะม่วงเขียวเสวยมา 5-6 ปีแล้ว ดูแลให้ปุ๋ยให้น้ำก็แล้ว แต่กลับติดผลน้อยมากหรือแทบไม่ติดผลเลย เนื่องจากการพัฒนาของดอกเพศเมียไม่มากพอ หากต้องการให้มะม่วงติดผลดี จำเป็นต้องช่วยผสมเกสรให้ด้วย ก่อนอื่น ต้องเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของ “ มะม่วงพันธุ์เขียวเสวย ” กันสักหน่อย ต้นมะม่วงเขียวเสวยที่ให้ผลแล้วจะมีทรงพุ่มโปร่ง ใบเรียวยาวปลายแหลม ผิวใบเรียบ สีเขียวเข้ม ชอบที่โล่งแจ้ง มักติดผลปีเว้นปี ผลกลม ยาวเรียว ปลายก้นงอน มีน้ำหนักผล เฉลี่ย 335 กรัม ความหวาน ประมาณ 19 องศาบริกซ์ มะม่วงเขียวเสวยมีการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านช้ากว่ามะม่วงพันธุ์อื่นๆ และเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคยางไหล เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุ 105 วัน หลังจากดอกบาน หากต้องการให้มะม่วงพันธุ์เขียวเสวยติดผลดก ต้องเริ่มจากบำรุงรักษาต้นให้เติบโตสมบูรณ์เสียก่อน ตัดแต่งกิ่งด้วยวิธีตัดแต่งรอบทรงพุ่ม จากปลายยอดลึกเข้าไปในทรงพุ่ม 50-100 เซนติเมตร ตัดกิ่งกระโดง และกิ่งแก่หรือมีโรคแมลงทำลายทิ
คุณเสน่ห์ ลมสถิตย์ หรือ ลุงเล็ก (อายุ58ปี2559)ได้ชื่อว่าเป็นผู้รวบรวมและขยายพันธุ์มะม่วงจากไต้หวันไว้มากที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้ แต่ผู้ที่รู้เรื่องมะม่วงไต้หวันดีมีอยู่ท่านหนึ่งคือ ดร.กาญจนา สุทธิกุล อาจารย์จบจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติจงชิง สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน)มีความเชี่ยวชาญเรื่องมะม่วงไต้หวัน อาจารย์ได้เขียนตำราเกี่ยวกับมะม่วงไว้หลายเล่ม ดังนั้นผู้ที่รู้เรื่องราวของมะม่วงไต้หวันก็คือดร.กาญจนา สุทธิกุล ส่วนผู้ที่รวบรวมมะม่วงไต้หวันไว้มากคือ ลุงเล็ก อาชีพเดิมของลุงเล็กไม่ใช่เกษตรกร ลุงเล็กผ่านชีวิตล้มลุกคลุกคลานทนทุกข์อย่างสาหัสก็ว่าได้กว่าจะลุกขึ้นยืนหยัดอยู่อย่างภาคภูมิได้ทุกวันนี้ ลุงเล็กมีบ้านอยู่ที่บ้านเลขที่ 53/1 หมู่ที่ 5 ตำบลขุนศรี อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ลุงเกิดที่บางบัวทองมีพี่น้อง 4 คน ตนเองเป็นที่ 3 ตอนนั้นเตี่ยไปเช่าที่ทำสวนผักอยู่บางบัวทอง อายุได้ 4 ขวบเจ้าของที่ที่เตี่ยเช่าทำสวนผักเขาเอาที่คืนไล่เตี่ยออก จึงต้องอพยพครอบครัวนั่งเรือยนต์โดยสารกลับมาที่บ้านตำบลบางขุนศรีอาศัยที่ของตา ส่วนเตี่ยเป็นลูกจ้างทำงานที่โรงสี แบกข้าวสารและงานอื่นๆในโรงสี เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นอายุ
“มะม่วง” ผลไม้คู่บ้านของคนไทยทุกครัวเรือน ที่แต่ละบ้านอาจจะต้องมีมะม่วง อยู่บนโต๊ะอาหารในแต่ละสัปดาห์ เพราะมะม่วงเป็นผลไม้ที่ให้ผลตลอดทั้งปี รับประทานได้โดยไม่ต้องรอฤดูกาล และ แม้ว่า มะม่วง จะไม่ขึ้นแท่นเป็นราชาผลไม้อย่าง “ทุเรียน” และ ราชินีผลไม้อย่าง “มังคุด” แต่มะม่วง เป็นผลไม้ที่ยอดนิยมสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศไปแล้ว โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ ซึ่งผู้ค้าส่งมะม่วงในตลาดค้าส่งรายใหญ่อย่าง “ตลาดไท” ยืนยันว่า มะม่วงยังอยู่ในอันดับผลไม้ยอดนิยม และ สร้างแม่ค้ารายเล็กให้เป็นผู้ค้าส่งรายใหญ่มาแล้ว ด้วยความนิยมรับประทานมะม่วงที่มีตลอดทั้งปีโดยไม่สนใจฤดูกาล ในขณะที่ธรรมชาติของมะม่วงก็ออกผลให้ทานกันตลอดทั้งปีด้วยเช่นกัน เริ่มต้นจากเกษตรกร คุณบุญส่ง แจ้งแสง หรือ คุณมิ้นต์ ผู้ค้าส่งมะม่วงในตลาดไท วัย 48 ปี เล่าให้ฟังถึงเส้นทางการขายส่งมะม่วงว่า เริ่มต้นจาก ปี 2538 ด้วยการเป็นเกษตรกรปลูกมะม่วง,น้อยหน่า และ ไร่ข้าวโพด โดยมีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 5-6 ไร่ ที่จังหวัดสระบุรี หลังจากนั้นก็ขยายพื้นที่เพาะปลูกด้วยการเช่าอีก 30 ไร่ ซึ่งในเวลานั้นยังเน้นทำสวนและไร่ที่หลากหลาย ไม่ได้เจาะจงปลูกมะ
อันที่จริงมะม่วงกวน หรือ ส้มแผ่น ส้มลิ้ม เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านแต่ดั้งเดิม แต่ละพื้นที่ทั่วประเทศไทยเชื่อว่าหากมีการถ่ายทอดมายังรุ่นลูกรุ่นหลาน การทำมะม่วงกวน ส้มแผ่น ส้มลิ้ม เด็กรุ่นใหม่จะสามารถทำได้อย่างไม่มีข้อกังขา เว้นเสียแต่สูญหายไปตามกาลเวลา ทำให้ภูมิปัญญาในการทำมะม่วงกวน ส้มแผ่น ส้มลิ้ม เลือนหายไป ย่านตลาดเก่า ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เป็นแหล่งผลิตมะม่วงกวน ส้มแผ่น ส้มลิ้ม ที่ใหญ่แหล่งหนึ่งของประเทศ เพราะมะม่วงปัจจัยในการผลิตหลักมีปลูกมากในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และใกล้เคียง มะม่วงกวน ส้มแผ่น ส้มลิ้ม มีความแตกต่างกันในกรรมวิธีการทำเล็กน้อย และขึ้นอยู่กับท้องถิ่นแต่ละแห่ง ที่จะเรียกชื่อต่างกัน ส้มแผ่น คือ การนำเอามะม่วงสุกงอมมากวนให้สุก แล้วนำไปไล้เป็นแผ่นบางๆ ตากแดด จากนั้นนำมาม้วนเป็นหลอดๆ สีออกเหลืองทอง ส้มลิ้ม คือ การนำเอามะม่วงที่ยังไม่สุกงอมมากวน เพิ่มน้ำตาลนิดหน่อย นำไปตากแดด โดยทำเป็นก้อนเล็กๆ สีออกขาวใสหรือขุ่น รสชาติออกเปรี้ยวอมหวาน มะม่วงกวน เป็นการนำมะม่วงสุกมากวนรวมกับน้ำตาล ไล้เป็นแผ่นบาง ตากแดด รสชาติมะม่วงกวนส่วนใหญ่มักมีรสหวาน หวานอมเปรี้ยว หรือ เปรี
การปลูกมะม่วงทั่วประเทศไทย มีเกษตรกรกว่า 259,276 ครัวเรือน เนื้อที่ให้ผลผลิตกว่า 816,467 ไร่ โดยพื้นที่กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือมากที่สุดถึงร้อยละ 42 และอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างกว่า2 แสนไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก กว่าแสนไร่ รองลงมาคือ สุโขทัย พิจิตร เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และตาก ภาคเหนือตอนล่าง..ทำเลทองของการปลูกมะม่วงส่งออก ปัจจุบันภาคเหนือตอนล่าง ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตมะม่วงใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการปลูกมะม่วงแค่ 2 ต้นเพื่อเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวของ “ ลุงสมหมาย บัวผัน ”เกษตรกรรายหนึ่งในพื้นที่ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร เมื่อ 30 ปีก่อน ปรากฏว่า มะม่วงที่ปลูกให้ผลผลิตที่ดีและขายได้ราคาดีกว่าพืชชนิดอื่น สร้างแรงจูงใจให้ลุงสมหมายและเกษตรกรในท้องถิ่นหันมาสนใจปลูกมะม่วงเป็นอาชีพกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันในเวลาต่อมา คุณสายันต์ บุญยิ่ง (โทร.081-887-1964 ) เจ้าของสวนมะม่วงชื่อ “สวนสมบัติ” ในพื้นที่ตำบลวังทับไทรและเป็นเลขาธิการสมาคมชาวสวนมะม่วงแห่งประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 30
คุณบริพัฒน์ ธัญอุดม อยู่บ้านเลขที่ 21 หมู่ที่ 6 ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ทำสวนมะม่วงมาเกือบ 30 ปี และประสบผลสำเร็จกับการปลูกมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ ต่อมาจึงได้ทำการทดลองนำมะม่วงแก้วขมิ้นมาทดลองปลูกภายในสวน ซึ่งเขามองว่ามะม่วงชนิดนี้มีจุดเด่นหลายอย่างที่สามารถตอบโจทย์ในอนาคต เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะปลูกเพื่อสร้างรายได้อีกด้วย ออกจากงานรับราชการ สู่ชีวิตเกษตรกรชาวสวน คุณบริพัฒน์ เล่าให้ฟังว่า เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงนั้นเขามีความคิดที่อยากจะทำสวน แต่คุณพ่อของเขาได้ทัดทานไว้เสียก่อน เพราะในสมัยก่อนนั้นยังมีความกังวลเรื่องราคาสินค้าเกษตรที่มีความไม่แน่นอน “หลังเรียนจบพ่อรีบบอกผมเลยว่า อย่าเพิ่งรีบมาทำเลยสวน ราคาผลผลิตยังไม่ดีมากนัก ทำมาเดี๋ยวก็ลำบากในเรื่องตลาด ท่านก็เลยบอกผมว่าให้ไปหางานแบบอื่นทำก่อน เพื่อสร้างประสบการณ์ ผมก็เลยไปรับราชการอยู่ที่กระทรวงเกษตรฯ และก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา พอกลับมาจึงมาทำงานใช้ทุนให้หมด พอได้อายุประมาณ 39 ปี ผมก็ได้ลาออกมา เพื่อเตรียมตัวทำในสิ่งที่อยากทำตามความฝัน” คุณบริพัฒน์ กล่า
