มะม่วง
วันที่ 20 มีนาคม 2560 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ถนนคนเดินตรอกโรงยา อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ดร.อลงกต วรกี นายอำเภอลานสัก พร้อมเจ้าหน้าที่จากอำเภอลานสัก ตั้งโต๊ะแจกมะม่วงฟรีให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน เพื่อประชาสัมพันธ์งานมหกรรม มะม่วงดี มะยงชิดเด่น และอาหารอร่อยจากมะม่วงและมะยงชิด ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 25-26 มีนาคม 2560 ที่บริเวณหุบป่าตาด ตำบลทุ่งนางาม อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งภายในงานจะมีผลไม้ที่ปลูกขึ้นโดยเกษตรกรในพื้นที่ เช่น มะม่วง มะยงชิด และผลไม้ตามฤดูกาล จากอำเภอลานสัก นำมาจำหน่ายในราคาถูก ซึ่งผลไม้อำเภอลานสักนั้นถือได้ว่าเป็นผลไม้ระดับพรีเมียม เนื่องจากมีการส่งออกไปจำหน่ายนอกประเทศ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมหุบป่าตาดและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดอุทัยธานีมากขึ้น พร้อมทั้งยังได้ซื้อหาและจับจ่ายสินค้าภายในท้องถิ่น ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้และกระจายตลาดสินค้าให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะมะม่วง มะยงชิด และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับมะม่วงและมะยงชิด เช่น มะม่วงผัดไข่ แกงส้ม แกงคั่วมะม่วงแช่อิ่ม ส้มตำมะม่วง บาร์บีคิวมะม่วง ก๋วยเ
ปัจจุบัน “ มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง ” เป็นสินค้าหลักที่ประเทศไทยส่งออกไปขายต่างประเทศ มะม่วงพันธุ์นี้มีลักษณะเด่นที่มีผลกลมรี ผิวสีเหลืองทั้งผลตั้งแต่ยังไม่แก่จัด น้ำหนักผลเฉลี่ย 350 กรัม ต่อผล ผลผลิตเมื่ออายุ 5-7 ปี เฉลี่ย 300 ผล ต่อต้น ผลดิบมีรสเปรี้ยว เมื่อสุกมีรสหวาน กลิ่นหอมเฉพาะตัว เนื้อสีเหลืองอมส้ม มีเสี้ยนน้อย เมล็ดในลีบ ที่สำคัญคือทนต่อโรคแอนแทรกโนสได้ดี เปลือกค่อนข้างหนาทำให้ไม่บอบช้ำง่ายในการขนส่ง อายุเก็บเกี่ยว 115 วัน หลังจากออกดอก วิธีเก็บเกี่ยว ใช้ตะกร้อปลิดผลเบาๆ หรือใช้มีดคมสะอาดตัดในกรณีต้นไม่สูง ตัดขั้วเหลือติดผล 5-10 เซนติเมตร เพื่อป้องกันน้ำยางไหลเปื้อนเป็นรอยที่ผล ระหว่างเก็บผลอย่าให้เกิดรอยแผลและถูกแดดจ้า เข่งหรือตะกร้าที่ใส่มะม่วงออกจากสวน ต้องรองด้วยวัสดุนุ่มและสะอาด ป้องกันไม่ให้ผลบอบช้ำและเกิดแผลที่ผลมะม่วง แล้วรีบนำเข้าโรงเรือนคัดขนาดโดยเร็ว การคัดผลมะม่วง นอกจากคัดขนาดแล้ว ต้องคัดผลที่มีตำหนิหรือมีรอยแผล มีโรคและแมลงติดมาทิ้งไป จากนั้นตัดขั้วให้เหลือความยาวเพียง 1 เซนติเมตร พร้อมคว่ำลงบนแคร่หรือตะแกรง ให้น้ำยางไหลออกจนหมด หากยังมีน้ำยางเหลืออยู่จะทำให้เน
กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงที่ขณะนี้มะม่วงอยู่ในระยะแทงช่อดอกจนกระทั่งติดผลอ่อน เนื่องจากสภาพอากาศเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวให้ระวังการระบาดของเพลี้ยจักจั่น ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก และยอดอ่อน แต่ระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุดคือ ระยะที่มะม่วงกำลังแทงช่อดอก โดยเพลี้ยจักจั่นจะดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานเปียกเยิ้มติดตามใบ ช่อดอก ผล และรอบๆ ทรงพุ่ม ต่อมาตามใบช่อดอกจะถูกปกคลุมโดยเชื้อราดำ ทำให้พืชสังเคราะห์แสงลดลง ใบที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงในระยะเพสลาดจะบิดงอโค้งลงด้านใต้ใบ ตามขอบใบจะมีอาการปลายใบแห้ง แมลงชนิดนี้พบระบาดทั่วไปทุกแห่งที่ปลูกมะม่วง พบได้ตลอดทั้งปี แต่พบมากและทำความเสียหายในช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนถึงระยะดอกตูม และจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นปริมาณสูงสุดเมื่อดอกใกล้บานคือ ระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม และจะลดลงเมื่อมะม่วงเริ่มติดผล ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นให้แจ้งการระบาดและขอคำปรึ
ยุคแรกๆมีการขยายพันธุ์มะม่วงโดยการเพาะเมล็ด ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ใหม่ขึ้นมามากมาย มาระยะหลังๆส่วนใหญ่ ขยายพันธุ์โดยการทาบกิ่งและเสียบยอด เพื่อให้ผลผลิตตรงตามพันธุ์ ในบรรดาพันธุ์ไม้ผลที่มีอยู่ มะม่วงถือว่ามีพันธุ์หลากหลาย มีผู้บันทึกชื่อและลักษณะพันธุ์มะม่วงไว้ไม่น้อย ขอแบ่งพันธุ์มะม่วง โดยอาศัยเรื่องของเวลา ที่มา ประเภท และความนิยม ได้แก่ พันธุ์มะม่วงปี 2427,พันธุ์มะม่วงที่รวบรวมข้อมูลโดยกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร,พันธุ์มะม่วงที่แบ่งตามประเภทของการกิน,พันธุ์มะม่วงต่างประเทศ,พันธุ์มะม่วงออกผลทะวาย และพันธุ์มะม่วงยอดนิยม รายชื่อของพันธุ์มะม่วง อาจจะมีพ้องกันหรือตรงกันบ้าง เพราะผู้ปลูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วมาตั้งชื่อเอง พร้อมกับบอกว่า ผสมและคัดเลือกพันธุ์เอง เช่นนำเข้ามาปลูกที่นครราชสีมาได้ชื่อหนึ่ง ปลูกที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ได้อีกชื่อหนึ่ง ปลูกที่เชียงใหม่ ได้ชื่อที่แตกต่างออกไป พันธุ์มะม่วงเมื่อปี 2427 พระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร) ได้บรรยายชื่อพันธุ์มะม่วงเป็นกาพย์ยานี 11 เมื่อปี พ.ศ.2427 ไว้ดังนี้ จักกล่าวพรรณมะม่วง ท่านทั้งปวงจงรู้ค
มะม่วงมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า mangifera indica คำว่า indica มาจากอินเดียนั่นเอง เนื่องจากนำเข้ามาปลูกเป็นเวลานาน คนไทยส่วนหนึ่ง มีความรู้สึกว่า มะม่วงเป็นไม้ท้องถิ่น พันธุ์ที่ปลูกก็เป็นเอกลักษณ์ ดูแตกต่างจากที่ประเทศอื่นมีอยู่อย่างสิ้นเชิง เดิมที มะม่วงมีฐานะเหมือนไม้ผลชนิดอื่น คือเสนอตัวให้เกษตรกรเลือกปลูก เสนอตัวต่อผู้บริโภค เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มะม่วงจึงครองใจเกษตรกรรวมทั้งผู้บริโภค ตัวเลขระยะหลังๆ ถือว่ามะม่วงเป็นพืชที่มีพื้นที่ปลูกมากคือกว่า 2 ล้านไร่ ผลผลิตเดิมซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในประเทศ ต่อมามีการส่งออก ระยะนี้(2559) มูลค่าการส่งออก ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร ระบุว่า มีมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท ตัวเลขส่งออก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัมพันธ์กับงานพัฒนาการปลูกมะม่วงในประเทศไทย มะม่วงปลูกได้ทั่วถิ่นไทย พื้นที่ปลูกมะม่วงสำคัญนั้นอยู่ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้เพราะมะม่วงเป็นไม้เมืองร้อน เหมาะกับสภาพอากาศอย่างไทย เพราะเป็นไม้ที่ปลูกได้ดี จึงมีพันธุ์ประจำถิ่น เมื่อก่อนทางภาคเหนือ มีมะม่วง
วันก่อนกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนมาว่า อย่าเชื่อที่ลือกันว่าจะมีมรสุมเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา เป็นเพียงฝนตามฤดูกาลเท่านั้น เป็นฝนที่มีในห้วงนั้นตามปกติ ภาคกลางน่าจะเรียกว่าฝนชะช่อมะม่วง ทุกวันนี้ “มะม่วง” ออกดอกออกผลตลอดปี ไม่เหมือนเมื่อก่อน โอกาสจะได้รับประทานมะม่วงต้องเดือนหน้าเดือนโน้น โดยเฉพาะมะม่วงที่ขึ้นชื่อในฤดูร้อนของประเทศไทยคือ “มะม่วงอกร่อง” รับประทานกับข้าวเหนียวมูน ที่ทราบมี 2 พันธุ์ คือ มะม่วงอกร่องทอง กับมะม่วงอกร่องเขียว มะม่วงอกร่องทองมีสีเหลืองทอง ผลใหญ่พอประมาณ เมื่อยังดิบรสเปรี้ยวจัด ครั้นสุกได้ที่มีรสหวานจัดเช่นกัน จึงนิยมรับประทานกับข้าวเหนียวมูน เช่นเดียวกับอกร่องเขียว มีรสหวานน้อยกว่าอกร่องทอง แต่รับประทานกับข้าวเหนียวมูนรับรองอร่อยไม่แพ้กัน ทุกวันนี้หายากสักหน่อย เมื่อหลายสิบปีก่อน โอกาสรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงต้องเป็นเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม มะม่วงอกร่องจะมากับเรือจากดำเนินสะดวก จำได้ว่า เมื่อข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ยังเป็นเด็ก บ้านอยู่ตลาดพลู ใกล้กับคลองบางหลวง ห้วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะมีเรือพ่วงบรรทุกมะม่วงเต็มลำเรือมาจากดำเนินสะดวก ครั้นผ่านคลองบางหลวงละแวกตลาดพลู
เมืองไทยนั้นอุดมสมบูรณ์ เมื่อกินผลไม้สักอย่างหนึ่ง เหลือเมล็ด โยนออกจากนอกชาน หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม อาจจะงอกเป็นต้นใหม่ เจริญเติบโต ออกดอกให้ผลกับเจ้าของได้ คนไทยนั้นมีนิสัยชอบปลูกต้นไม้ มีที่ว่างเป็นไม่ได้ ต้องปลูกพืชผัก ตะไคร้ มะกรูด เมืองใหญ่ แม้แต่หน้าร้าน ก็มีปลูกต้นไม้กัน ไม่มีดินจริงๆก็ปลูกในกระถาง มะม่วงเป็นไม้ผลที่เจ้าของบ้านนิยมปลูกรอบๆบ้าน จำนวนอาจจะไม่มากต้นนัก ทำไมต้องปลูกมะม่วงไว้รอบบ้าน เปรียบเทียบกับไม้ผลชนิดอื่น มะม่วงอยู่ใกล้ครอบครัวคนไทยมากที่สุด มีปลูกไว้รอบๆบ้านมากที่สุด สาเหตุที่มะม่วงมีปลูกไว้ใกล้บ้านนั้นเพราะ หนึ่ง.มะม่วงมีความทนทานต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้ง รวมทั้งน้ำท่วม เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เมื่อใช้ต้นตอที่แข็งแรงเป็นส่วนขยายพันธุ์ มะม่วงจะเจริญเติบโตในที่ฝนน้อยได้ดี ขณะเดียวกัน หากน้ำท่วม ก็ยืนต้นอยู่ได้นาน ถึงนานที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ชนิดอื่น สอง.ดูแลไม่ยาก ผู้ปลูกบางคน อาศัยหย่อนต้นลงดินต้นฝน ไม่ต้องรดน้ำ ปล่อยให้เทวดาเลี้ยง ต้นก็เจริญเติบโตได้ อาจจะมีแมลงมากัดกินใบ แต่ก็กินไม่หมด ใบทีเหลือจะช่วยหุงหาอาหารเลี้ยงต้น ให้กิ่งก้านใหม่ สาม.ปลู
กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงที่ขณะนี้มะม่วงอยู่ในระยะแทงช่อดอกจนกระทั่งติดผลอ่อน เนื่องจากสภาพอากาศเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวให้ระวังการระบาดของเพลี้ยจักจั่น ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก และยอดอ่อน แต่ระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ ระยะที่มะม่วงกำลังแทงช่อดอก โดยเพลี้ยจักจั่นจะดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานเปียกเยิ้มติดตามใบ ช่อดอก ผล และรอบๆ ทรงพุ่ม ต่อมาตามใบช่อดอกจะถูกปกคลุมโดยเชื้อราดำ ทำให้พืชสังเคราะห์แสงลดลง ใบที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงในระยะเพสลาดจะบิดงอโค้งลงด้านใต้ใบ ตามขอบใบจะมีอาการปลายใบแห้ง แมลงชนิดนี้พบระบาดทั่วไปทุกแห่งที่ปลูกมะม่วง พบได้ตลอดทั้งปีแต่พบมากและทำความเสียหายในช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนถึงระยะดอกตูม และจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นปริมาณสูงสุดเมื่อดอกใกล้บาน คือ ระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม และจะลดลงเมื่อมะม่วงเริ่มติดผล ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นให้แจ้
ก่อนจะมีการถมดินสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเพียงเล็กน้อย ทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสไปพูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงในแถบนั้น พร้อมกับชิมมะม่วงน้ำดอกไม้…มะม่วงที่ได้ชิมรสชาติเยี่ยมยอดอยู่ในระดับเดียวกันกับทางพระประแดง และอำเภออื่นๆ ของจังหวัดสมุทรปราการ เหตุที่มะม่วงของถิ่นนี้รสชาติดี เพราะดินที่ปลูกเป็นดินเหนียว เกิดจากการทับถมมานานปี บางช่วงมีน้ำเค็มเข้าถึง ดินลักจืดลักเค็ม ว่างเว้นจากการทำข่าวแถวหนองงูเห่าไปนาน เพราะเข้าใจว่า พื้นที่เกษตรคงแทบไม่เหลือแล้ว เครื่องบินโดยสารลำใหญ่ที่ส่งเสียงดัง ต้นไม้คงยอดหด ไม่เจริญเติบโต…มีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ แต่เมื่อได้ไปสัมผัสอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำทางของ คุณศักดิ์ชัย ศรีสุวรรณ อดีตนักวิชาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ พบว่า ที่จังหวัดสมุทรปราการยังปลูกมะม่วงได้ผลดีอยู่ คุณศักดิ์ชัย บอกว่า พื้นที่รวมๆ แล้ว มีประมาณ 7,000 ไร่ สวนของเกษตรกรที่พาไปดู อยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิทางตรงราว 10 กิโลเมตร เท่านั้น เน้น มะม่วงน้ำดอกไม้ และเขียวเสวย คุณศักดิ์ชัย นำทางจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งแรกๆ ริมถนนสองข้างทางเต็มไปด้ว
“ทีมอล” (www.Tmall.com) เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแบบ B2C (Business to Customer) เป็นตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมระดับต้นๆ ของประเทศจีน ซึ่งเป็นเว็บในเครือของอาลีบาบากรุ๊ป และมีผลไม้ไทยไปขายในนั้นด้วย นั่นคือ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด ผู้ทำธุรกิจซื้อ-ขายผลไม้ไทยส่งออกประเทศจีน ที่มี คุณนพพร สวัสดิ์ธนพิศุทธิ์ นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฟรุ๊ต 1975 จำกัด โดยร่วมมือกับบริษัท สยามกวางสีเทคโนโลยีการเกษตร จำกัด ประเทศจีน ยอดขายพุ่งกระฉูด คุณนพพรเกริ่นให้ฟังว่า เดิมทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์สินค้าไอทีพวกโทรศัพท์มือถือ แต่เมื่อเห็นช่องทางการทำธุรกิจส่งออกผลไม้ไทยผ่านการขายในออนไลน์ จึงมาเน้นธุรกิจนี้เพราะมองว่าตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่และมีความต้องการมาก ซึ่งจากการส่งออกมาเกือบ 2 ปีแล้วผลตอบรับดีมาก โดยในช่วง 3 เดือนแรกที่ขายผ่านช่องทางทีมอล บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 50,000-100,000 หยวน และตอนนี้รายได้เฉลี่ยเดือนละ 600,000 หยวน อย่างเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาขายได้ถึง 700,000 หยวน ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด ประมาณปีละ 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ปีที่แล้วบริษัทมีรายได้ถึง 48 ล้านบาท คุณนพพรเล่าว่า ปัจจุบันบริษ
