มะม่วง
ชื่อของ “กำปงสปือ” จังหวัดทางตะวันตกของพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา อาจเคยคุ้นหูคนไทยมาบ้าง ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ที่ไม่ไกลจากประเทศไทยนัก มีพื้นที่ติดกับ 2 จังหวัดที่มีชายแดนติดกับจังหวัดตราด ประเทศไทย คือ จังหวัดโพธิสัตว์และจังหวัดเกาะกง แต่สิ่งที่โดดเด่นขณะนี้ กำปงสปือกลายเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นมากที่สุดในกัมพูชาถึง 60% พื้นที่ปลูก 243,750 ไร่ ให้ผลผลิตปีละ 600,000-700,000 ตัน ส่งออกมาประเทศไทย 30% และเวียดนาม 70% ที่ผ่านมาเส้นทางการค้ามะม่วงแก้วขมิ้นจะผ่านเข้ามาประเทศไทยทางจังหวัดจันทบุรี แต่ภายหลังจากกรมวิชาการเกษตรได้ประกาศให้สามารถนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นได้ตลอดชายแดนกัมพูชาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทำให้มีการนำสินค้าผ่านจุดผ่านแดนอื่นๆอย่างคึกคักโดยเฉพาะจุดผ่านแดนถาวรด่านบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งติดกับจังหวัดเกาะกง ถูกหมายตาจากบรรดาผู้นำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นทั้งในจังหวัดตราดและที่อื่น ๆ มากขึ้น เนื่องจากเส้นทางนี้ขนส่งสะดวกสบายที่สุด เนื่องจากเป็นถนนลาดยางตลอดทางจากเกาะกงไปจนถึงกำปงสปือ เส้นทางลำเลียง 230 กม. ผู้สื่อข่าว
คุณเล็ก เบญจวรรณ อยู่บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ที่ 3 ตำบลหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ทำสวนมะม่วงเขียวเสวยเป็นอาชีพเสริม เป็นงานที่สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความชำนาญปลูกมะม่วงเขียวเสวยตัวยง อาชีพหลักทำนา ทำสวนมะม่วงเสริมรายได้ คุณเล็ก เล่าให้ฟังว่า เริ่มทำสวนมะม่วงเขียวเสวยมาตั้งแต่ปี 2529 ซึ่งขณะนั้นก็มีอาชีพหลัก คือ ทำนา แต่มะม่วงเป็นรายได้เสริมหลังว่างจากทำนา โดยหาซื้อกิ่งพันธุ์มาปลูกภายในสวนจนเจริญเติบโตได้ผลผลิตจำหน่ายเป็นที่น่าพอใจ เมื่อทำมาได้ประมาณปี 2553 เกิดน้ำท่วมในพื้นที่สวนทำให้มะม่วงเขียวเสวยที่ปลูกตายเกือบหมด จึงต้องเริ่มสั่งกิ่งพันธุ์มาปลูกใหม่ทดแทนอีกครั้ง “มะม่วงนี่ถือว่าดีมาก เมื่อเทียบกับการทำสวนอื่นๆ เพราะว่าเราสามารถทำออกนอกฤดูได้ ที่ปลูกไปก็มีตายช่วงนั้นที่เกิดน้ำท่วม พอน้ำยุบไปได้สองเดือนตายหมด เลยต้องหามาปลูกใหม่ ก็ปลูกใหม่รอให้ผลผลิตอีกครั้งประมาณ 3-5 ปี” คุณเล็ก เล่าถึงความเป็นมา วิธีการปลูก มีขั้นตอนดังนี้ คุณเล็ก บอกว่า ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะปลูกมะม่วงเขียวเสวยให้ขุดพื้นที่สวนให้มีร่องน้ำ
“บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน” เป็นคำกล่าวที่มีมานานตั้งแต่โบราณ เนื่องจากเจ้านายเชื้อพระวงศ์บางพระองค์มีพระตำหนักเรือกสวนอยู่ที่แขวงบางช้าง จึงเรียกสวนที่บ้านนอกในแขวงบางช้างว่า “บางช้างสวนนอก” ส่วนบางกอกนั้นก็ทรงมีเรือกสวนอยู่ชั้นในใกล้กับวังของเจ้านาย ท่านจึงเรียกว่า “บางกอกสวนใน” จากคำกล่าวเปรียบเปรยดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณของทั้งสองสวน บางช้างสวนนอกอยู่ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ดินแดนที่รุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมหลากหลาย อัมพวา มีผลไม้รสชาติดีมีชื่อเสียงมาแต่โบราณ ในอดีตเมื่อฟังข่าวการประกาศราคาพืชผักจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ มักได้ยิน คำว่า “พริก หอม กระเทียม บางช้าง” อยู่ด้วยเสมอ นอกจากนี้ อัมพวา ยังมีผลไม้ดีมีชื่อเสียงอีกหลายอย่าง เช่น มะพร้าว มะม่วง ส้มโอ ส้มแก้ว ลิ้นจี่ และอัมพวา (มะเปรียง) เป็นต้น มะม่วงเขียวเสวย เชื่อว่ามีแหล่งกำเนิดที่อัมพวา เช่นเดียวกับ “มะม่วงมันทองเอก” และ “เหนียงนกกระทุง” ก็น่าจะเชื่อกันได้ว่ามีต้นกำเนิดอยู่ที่อัมพวา โดยเฉพาะ “มะม่วงอกร่องบางช้าง” แล้วคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าไม่ไ
ไทยไฟเขียวนำเข้า “มะม่วงแก้วขมิ้น” กัมพูชา หวังป้อนโรงงานแปรรูปแช่แข็งส่งออก-บริโภคผลสดในประเทศพุ่งเท่าตัว ด้านผู้นำเข้าชายแดนฝั่งเมืองจันท์-ตราด-สระแก้ว-สุรินทร์ สบช่องเร่งปรับตัวจดทะเบียน สร้างโรงพักคัดแยกสินค้า จ่อนำเข้าให้ทันรับฤดูกาลผลิตตุลาคมนี้ หวั่นทำใบรับรองสุขอนามัยพืช-ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าฝั่งกัมพูชาไม่พร้อม เผยนายหน้าหัวใสโขกค่าดำเนินการสูงเฉียด 3 หมื่นบาท/วัน ไทยอนุญาตนำเข้ามะม่วงกัมพูชา นายสุทัศน์ แก้วสะอาด หัวหน้าด่านตรวจพืชจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ลงนามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง เงื่อนไขการนำเข้าผลมะม่วงสดจากราชอาณาจักรกัมพูชา พ.ศ. 2559 อนุญาตให้นำมะม่วงสดหรือมะม่วงแก้วขมิ้นจากกัมพูชาได้ภายใต้การดูแลของกรมวิชาการเกษตรของไทย และองค์กรอารักขาพืช (NPPO) ของกัมพูชา ประกาศฉบับนี้ทำให้สามารถนำเข้ามะม่วงแก้วขมิ้นจากประเทศกัมพูชาได้ทุกช่องทางชายแดนที่ติดต่อกับกัมพูชาทั้ง4จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด โดยผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการนำเข้าและส่งออก คือ 1
แม้ว่าประเทศไทยจะสามารถปลูกและส่งออกมะม่วงได้มากมายหลายสิบชนิด แต่วันนี้กลับพบว่า ความต้องการบริโภค “มะม่วงแก้ว”เพิ่มขึ้นเท่าตัว และไทยยังผลิตมะม่วงแก้วนอกฤดูได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ นี่คือช่องว่างการตลาดที่ทำให้ “มะม่วงแก้วขมิ้น”จากกัมพูชารุกเข้ามายึดตลาดเมืองไทย สำหรับมะม่วงแก้วขมิ้น ปลูกมากที่ประเทศกัมพูชา เพราะสภาพดิน อากาศ ปริมาณน้ำฝน ความชื้นเหมาะสม จึงให้ผลดกมาก และยังมีรสชาติหวาน กรอบ อมเปรี้ยวน้อยกว่ามะม่วงแก้วของไทย ลักษณะเนื้อมาก ผลใหญ่ เนื้อมีสีเหลืองสวยงามเหมือนขมิ้น โดยเฉพาะตรงไส้จะเหลืองจัด จึงเป็นที่มาของชื่อมะม่วงแก้วขมิ้น หรือมะม่วงไส้ขมิ้น แต่มีชื่อเป็นทางการว่า “พันธุ์ละเมียด” ข้อมูลปี 2557 กัมพูชามีเนื้อที่ปลูกทั้งหมด 65,250 เฮกตาร์ หรือประมาณ 391,500 ไร่ ผลผลิตส่งขายไทย 30% และเวียดนาม เกาหลี จีน 70% ปลูกมากใน 8 จังหวัด คือ กัมปงสะปือ (ปลูกมากที่สุด 243,750 ไร่) กัมปงจาม กันดาล ตะแก้ว ตบูงขมุม เสียมเรียบ พระตะบอง และบันเตียเมียนเจย วันนี้มะม่วงแก้วขมิ้นเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของกัมพูชา ผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดในเดือนตุลาคม-พฤษภาคม
ยุคนี้ สมัยนี้ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ ธุรกิจส่วนตัว เป็นที่ต้องการของคนวัยทำงาน ทั้งที่เริ่มทำงาน และทำงานมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่อาชีพอะไรที่เหมาะกับใครนั้น อาจจะต้องเลือกๆ ดูๆ กันไป เอาง่ายๆ ว่า ใครทำอาชีพอะไรแล้วสนุกไปกับมัน ก็อันนั้น นั่นล่ะ เช่นเดียวกับ คุณสันทัต วรรณรัตน์ หรือ คุณต่อ วัย 35 ปี เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มเจนวาย มีอาชีพหลักเป็นเจ้ากิจการทางด้านสื่อการเรียนการสอนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่วายที่จะเสาะหา มองหาอาชีพเสริม ซึ่งในที่สุดก็มาลงตัวกับ “มะม่วงเบา” (มะม่วงเบา เป็นมะม่วงพื้นเมืองทางภาคใต้ มีผลขนาดเล็ก เนื้อผลกรอบ มีรสชาติเปรี้ยว เปรี้ยวขนาดที่ว่าแทบจะไม่มีรสชาติอื่นเจือปน ทว่าเมื่อนำมาแปรรูปเป็นมะม่วงแช่อิ่มแล้ว กลับมีรสชาติดี แบบชนิดที่เรียกว่า ยิ่งกินยิ่งเพลิน) คุณต่อ เล่าว่า เคยซื้อมะม่วงเบาแช่อิ่ม จากทางภาคใต้ มาฝากเพื่อนๆ เพื่อนๆ ติดใจ และถามหา จากนั้นก็ไปรับผลผลิต มาทำการตลาด ทำไปทำมา ขายดิบขายดี มีลูกค้าซื้อซ้ำ กระทั่งมาสู่การเปิดโรงงานเล็กๆ แปรรูปเองเลยในปัจจุบัน โดยยังรับซื้อผลผลิตสดจากทางภาคใต้เช่นเดิม ถ้าพูดถึงราคามะม่วงเบา ก่อนหน้านี้ เป็นมะม่วงที่ แม้แต่คนพื้นถ
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนาโอกาสการค้าสินค้าเกษตรไทยในแดนภารตะ จัดโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า สินค้าการเกษตรที่อินเดียนำเข้าปี 2558 ส่วนใหญ่เป็นถั่วและผลไม้ เนื่องจากประชากรครึ่งหนึ่งของินเดียจาก จำนวน 1.28 พันล้านคน รับประทานอาหารมังสวิรัติ แม้อินเดียมีกำลังผลิตผลไม้ 74 ล้านตัน/ปี และเป็นประเทศอันดับ 2 ของโลกที่เพาะปลูกผลไม้รองจากจีน หรือมีปริมาณผลผลิต 12.5% ของผลไม้ทั้งโลก แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค โดยอินเดียมีความต้องการบริโภคผลไม้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปีที่แล้วประมาณ 70 ล้านตัน เพิ่มเป็น 75 ล้านตันในปีนี้ และคาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มเป็น 80 ล้านตัน โดยผลไม้ 5 ลำดับแรกที่มีความต้องการสูง คือ กล้วยสัดส่วน 39.8% มะม่วงสัดส่วน 20.3% มะนาวสัดส่วน 10% มะละกอสัดส่วน 5.6% ฝรั่งสัดส่วน 3.3% จึงเป็นโอกาสที่ดีของการส่งออกผลไม้ไทยไปอินเดียมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นางจิตตรา ปัญญาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาตาโปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า ผลไม้ไทยส่งไ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่า ยังมีเกษตรกรชาวไทยที่ยากจนอยู่จำนวนมาก เนื่องจากยังขาดเงินทุนสำหรับประกอบอาชีพและมีพื้นที่ทำประโยชน์จำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อแรงงานและผลตอบแทนเพื่อการดำรงชีพภายในครอบครัว ประกอบกับประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกษตรดังกล่าวจึงได้เข้าหักร้างถางป่าและเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี อันทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรของประเทศชาติอย่างใหญ่หลว ในปี พ.ศ. 2513 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างเสด็จแปรพระราชฐานได้ทรงออกเยี่ยมราษฎรในเขตจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะอำเภอชะอำ อำเภอหัวหิน และอำเภอท่ายาง พระองค์สนพระราชหฤทัยในโครงการหมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง ซึ่งอยู่ในคำแนะนำ ส่งเสริมของศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง กรมส่งเสริมสหกรณ์ ทรงเห็นว่าการดำเนินงานช่วยเหลือราษฎรให้มีที่ทำกินและประกอบอาชีพเป็นที่น่าพอพระราชหฤทัย ประกอบกับราษฎรในเขตอำเภอท่ายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ขาดที่ทำกิน ทูลขอพระราชทานที่ทำกิน พระองค์สนพระราชหฤทัยบริเวณห
ผ่านไปแล้ว งานเสวนามะม่วง ที่ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้จัดขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้องโถง มติชนอคาเดมี โดยหัวข้อในการเสวนาครั้งนี้คือ มะม่วงต่างประเทศพันธุ์ใหม่ในไทย “รสชาติสากล ตลาดสดใส คนทั่วไปนิยม” ถึงแม้ว่างานเสวนาจะจบลงไปแล้ว แต่ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านไม่ลืมที่จะหยิบยกเนื้อหาสาระบางช่วงบางตอนมาให้แฟนๆ ได้อ่านกัน มะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศ สามารถตอบโจทย์เกษตรกร ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ไหม และการที่จะทำให้ตอบโจทย์ได้ ควรทำอย่างไร มีวิธีการทำอย่างไร ก่อนอื่นต้องขอแนะนำผู้ให้ความรู้กับการเสวนาครั้งนี้ คุณวารินทร์ ชิตะปัญญา ผู้ผลิตมะม่วง อาร์ทูอีทู ส่งไปต่างประเทศ ปลูกมาหลายสายพันธุ์ มาลงตัวที่สายพันธุ์ อาร์ทูอีทู คุณทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ นักพัฒนาไม้ผลยุคใหม่ มาในฐานะเจ้าของสวนคุณลี ระยะหลังผันตัวเองมาทำสวนมากขึ้น มะม่วงที่ปลูกจะนำมาจากต่างประเทศ มีการนำมาทดสอบว่าปลูกบ้านเราเป็นอย่างไร และมีมะม่วงหลายแปลง แต่เปลี่ยนเป็น อาร์ทูอีทู แล้ว และยังมีมะม่วงสายพันธุ์อื่นๆ ด้วย งานเสวนาครั้งนี้ ดำเนินรายการโดย คุณเสาวลักษณ์ สวัสดิ์กว้าน ผู้ช่วยบรรณาธิการ นิตยสารเท
