รัชกาลที่ 9
วันที่ 14 ตุลาคม 2565 พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดงานนิทรรศการหมุนเวียน ในความทรงจำนิรันดร์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกา ธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 13-16 ตุลาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ทาง Online Facebook พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ และ Onsite ที่พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า “เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม ครบรอบ 6 ปี ที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระเกียรติยศ พระเกียรติคุณพระองค์ยังปรากฏท่วมท้นเหนือเกล้า เรื่องราวความดีงามของพระองค์ยังคงสถิตอยู่ในความทรงจำและประทับอยู่ในดวงใจชาวไทยนิรันดร์ การจัดงานนิทรรศการหมุนเวียนในความทรงจำนิรันดร์ในครั้งนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหาก
“เมื่อก่อนที่ยังไม่มีโครงการลำพะยังตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกษตรกรส่วนมากอาศัยเฉพาะน้ำฝนถ้าปีไหนฝนดีตกต้องตามฤดูกาลก็อาจจะได้ผลลผลิตดี ถ้าฝนน้อยจะทำให้ได้ผลผลิตต่ำมาก พื้นที่แห้งแล้งหาน้ำให้สัตว์เลี้ยงยังยาก” นายวิศักดิ์ อารมณ์สวะ ผู้ใหญ่บ้านโนนสูง บ้านโนนสูง หมู่ที่ 7 ต.คุ้มเก่า อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เผยในระหว่างการเตรียมต้อนรับ นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วย นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ นายหทัย วสุนันต์ ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการฯ สำนักงาน กปร. และคณะอนุกรรมการฯ ที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมโครงการอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบนพร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เพื่อติดตามความก้าวหน้า และผลสัมฤทธิ์ของโครงการฯผู้ใหญ่บ้านโนนสูงเปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า แต่ก่อนพื้นที่ที่นี่แห้งแล้งกันดาร ถ้าต้องการน้ำเพื่อเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย หรือน้ำบริโภคของคนจะหายากมาก หลังจากได้รับน้ำจากโครงการฯ ก็สร้างความเป็นอยู่ให้เกษตรกรในพื้นที่ดีขึ้นมาก บางราย
“ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย เมื่อก่อนไม่เคยได้เห็นเงิน ปีหนึ่งได้ 300 – 400 บาท แต่มาทุกวันนี้บางเดือนได้จับเงินแสน เป็นความภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนสกลนคร รู้สึกปลื้มใจที่ไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ ทุกวันนี้ได้จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางงอก บ้านนาเลาและศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เมื่อก่อนทำนาขายข้าวได้ราคาที่ถูกมาก กิโลกรัมละ 7 – 8 บาทเมื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวฮางงอกขายได้กิโลกรัมละ 70 – 80 บาท ทำให้สมาชิกในชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียงมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมสามารถส่งลูกเรียนจบปริญญาตรีได้อย่างไม่ขัดสน” นางดวงตา ดากาวงค์ ประธานศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ “แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร” บ้านนาเลา ตำบลบึงทวาย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนครกล่าวในระหว่างสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวฮางงอก บ้านนาเลากลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้มีสมาชิกเริ่มต้น 11 คน โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร เข้ามาส่งเสริมด้วยการฝึกอบรมการผลิตข้าวฮางเพื่อเพิ่มมูลค่า ปัจจุบันมีสมาชิก 21 คน ผลผ
พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชวนเที่ยวงาน “เกษตร D.I.Y” ระหว่างวันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ 2565 ตั้งแต่เวลา เวลา 08.00 – 17.00 น. จัดเต็มกับองค์ความรู้และไอเดียการเกษตร แบบไม่มีจำกัด เปิดประสบการณ์ชม ช้อป เที่ยวงานในรูปแบบ Onsite ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดปทุมธานี และทาง Online ผ่านทาง Facebook พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯเปิดเผยว่า พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เตรียมจัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียงเกษตร D.I.Y เพื่อเป็นอีกหนึ่งพื้นที่การเรียนรู้การทำเกษตรที่ทำได้ด้วยตนเอง ภายใต้แนวคิด “ทำให้ง่าย” ซึ่งเป็นหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงใช้เป็นแนวทางในการทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุงและพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริที่ดำเนินไปด้วยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สอดคล้องกับวิถีความเป็นอยู่และสภาพสังคมของชุมชนนั้นๆ ผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้จะได้พบกับไอเดียการทำเกษตรที่หลากหลายสอดคล้องกับวิถีของตนเอง เช่น การปลูกผักจากวัสดุเหลือใช้ การปลูกผักจากท่อพีวีซี การปลูกผักคอนโด ซ
นายสุรชัย รุ่งรัตนพงษ์พร ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่ในโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่ในโครงการฯ มี 20 ครอบครัว โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบทในการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่เชิงพาณิชย์ในระบบปิด โดยเกษตรกรจะได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไก่ไข่สำหรับเลี้ยงจำนวนเล้าละ 4,300 ตัว และทางโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สนับสนุนพื้นที่ในการก่อสร้างฟาร์ม ปัจจุบันมีไข่ไก่ที่ออกจากฟาร์มสู่ตลาดวันละประมาณ 80,000 ฟอง “รายได้ถือว่ามั่นคง อย่างผมลูกสาวเรียนจบปริญญาตรี 2 คน ในการทำงานภายในฟาร์มนั้นแต่ละวันเกษตรกรจะเข้ามาในฟาร์มดูแลเล้า ประมาณช่วงตีสี่ถึงตีห้า ปัดกวาดเล้า ดูแลเรื่องน้ำดื่มไก่ ตลอดจนการให้อาหาร จากนั้นจะออกจากโรงเรือนส่งบุตรหลานไปโรงเรียน จะเข้ามาที่เล้าไก่อีกครั้งประมาณ 8 โมงเช้า เพื่อเก็บไข่รวบรวมไปไว้ที่โรงคัด และรถขนส่งไข่จะมารับไข่ไก่ ประมาณ 9 โมงเช้าเพื่อนำไปส่งโรงคัดอีกครั้ง ที่นั้นจะคัดแยกขนาดของไข่ไก่ออกมาตามเบอร์ต่างๆ ในการจำหน่ายเกษตร
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรไทย และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโคนมอาชีพพระราชทาน ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่ 60 ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ที่พัฒนาอาชีพโคนมให้มีความยั่งยืน และเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรทั่วประเทศมาโดยตลอดว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี นั้นทรงให้ความสนพระทัยในการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้แก่ราษฎร เห็นได้จากพระราชภารกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดโครงการอันเป็นประโยชน์ต่อราษฎรสาขาอาชีพต่างๆ มากมาย ซึ่งโครงการต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นไปตามแนวพระราชดำริ และมีส่วนส่งเสริมต่อการพัฒนาประเทศโดยรวมให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่เกษตรกร ทรงให้ความสนพระทัยและในหลายคราที่ได้เสด็จพระราช
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหนึ่งในพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ให้ประชาชนคนไทยได้น้อมนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ยึดหลักความพอเหมาะพอดี มีเหตุมีผลและไม่ประมาท ทรงใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับประชาชนคนไทยในหลายยุคหลายสมัย ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นวิกฤติต่าง ๆ ไปได้อย่างราบรื่น และทรงชี้แนะแนวทางให้ทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลักการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ดำเนินธุรกิจ และเผยแพร่สู่สมาชิกเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพ ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงและสามารถพัฒนาองค์กรให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน โดยในแต่ละปีจะมีการคัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรต้นแบบที่น้อมนำไปประยุกต์ใช้จนประสบผลสำเร็จ และมีรูปแบบการบริหารจัดการเป็นแบบอย่างสำห
10 มกราคม 2564 ที่ลานริเวอร์พาร์ค ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ : อว.จัดใหญ่ “ดนตรี อว.เทิดพระเกียรติ” ขนทัพวงดนตรี ม.เกษตร มาโชว์กันอย่างอิ่มเอม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้บริหาร และประชาชนตบเท้าเข้าร่วมงานกันไม่ขาดสาย ด้านนิสิตศิลปินไทยผงาด แสดงความสามารถและศักยภาพทางดนตรี เทียบเท่าระดับสากล เพื่อขับเคลื่อนความสุขสู่ประชาชน ไฮไลท์ภายในงาน ที่ลานริเวอร์พาร์คไอคอนสยาม จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ประชาชนได้อิ่มเอมไปกับบทเพลงพระราชนิพนธ์ และบทเพลงร่วมสมัยจากนิสิตภาควิชาดนตรี วงดุริยางค์เครื่องลมแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือ KU Win Symphony ที่มีชื่อเสียงจนสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองเกียรติยศ จากเวที World Music Contest ครั้งที่ 17 และ18 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ มาครอง ควบคุมการบรรเลง โดย ดร.นิพัต กาญจนะหุต หัวหน้าภาควิชาดนตรี มก. พร้อมด้วยนักร้องรับเชิญจาก The golden Song เวทีเพลงเพราะยกกำลัง3 คือ นพ.วิภู กำเหนิดดี และ คุณหมิว ชนิตา แดงสำราญ โดยหนึ่งในบทเพลงที่สำคัญ คือ เพลงเกษตรศาสตร์ ซึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9ได้ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองไว้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศ
ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3480 สายกาญจนบุรี อำเภอหนองปรือ จะพบกับชุมชนและแปลงปลูกพืชเศรษฐกิจตลอดทาง จวบจนเข้าเขตอำเภอหนองปรือ เลี้ยวซ้ายสู่ตำบลสมเด็จเจริญ ตลอดเส้นทางมีไม้ยืนต้นน้อยใหญ่นานาพันธุ์ สร้างความเขียวขจี ความร่มรื่นให้แก่พื้นที่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ตลอดสองฝั่งถนนภายในโครงการมีบ้านเรือนตั้งอยู่เรียงราย ที่แปลกตาคือแต่ละบ้านมีแปลงปลูกพืชผักสวนครัวและไม้ผลปลูกอยู่ในบริเวณเกือบทุกหลังคาเรือน เช่น ผักชี สะระเเหน่ ไปจนถึงเผือก กล้วยน้ำว้า ส้มโอ และขนุน บางแปลงเป็นแปลงเกษตรแบบผสมผสานที่ปลูกตามหลักวิชาการเกษตรเชิงอิงอาศัย ดังเช่นบ้านของ นายชรินทร์ กลั่นแฮม เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัย จากโครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยนำที่ดินที่ได้รับการจัดสรรมาจัดทำแปลงปลูกพืชชนิดต่างๆ ที่สามารถสร้างรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี ลักษณะของการปลูกพืชแต่ละชนิดจะต้องอิงอาศัยเกื้อกูลกัน อาศัยร่มเงากัน ส่งผลให้พืชที่ปลูกในแปลงเดียวกันทุกชนิดมีผลผลิตสมบูรณ์ “ได้รับสิทธิ์เข้าทำกินในที่ดินโครงการ เมื่อปี 2
ธุรกิจสมุนไพรและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ที่เคยสร้างรายได้สะพัดวันละแสน หลังเจอปัญหาวิกฤตทางการเมือง ปี 2554 สินค้าขายไม่ออก ขาดทุนสะสมจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต แต่ “ศุภธิดา ศรีชารัตน์” ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค เธอปรับตัวสู้ชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต จนสามารถปลดหนี้เงินล้านได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี ศุภธิดา เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร ในหมู่บ้านหนองกอง หมู่ที่ 3 อำเภอโดด อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ เธอเห็นพ่อแม่ทำนามาตลอดชีวิตแต่ไม่รวยสักที หลังเรียนจบมัธยมจึงตัดสินใจไปทำธุรกิจค้าขายที่กรุงเทพฯ โดยเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ที่ห้างเซ็นทรัล สาขาบางนา และที่อิมพีเรียล สำโรง ระยะแรกธุรกิจเติบโตดีมาก สร้างรายได้สูงถึงวัน 100,000- 200,000 บาท แต่การใช้ชีวิตในสังคมเมืองหลวงมีภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทั้งค่ากินอยู่ ค่าเช่าที่ ค่าจ้างคนงาน ฯลฯ หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วแทบไม่เหลือผลกำไร ต่อมาเกิดวิกฤตทางการเมือง สินค้าขายไม่ดี เกิดหนี้สินก้อนโตกว่าล้านบาท ช่วงปลายปี
