รัชกาลที่ 9
ชาวสวนยางพาราในอดีตปลูกทุกอย่างที่กินหรือใช้ในครอบครัว ทำงานอยู่ในสวนยางประมาณ 10-12 ชั่วโมง ต่อวัน สวนยางในอดีตจึงเปรียบเสมือนซูเปอร์มาร์เก็ตและตู้เย็นที่มีชีวิต มักพูดกันติดปากว่า อยากได้อะไรก็ไปหาจากป่ายาง แต่ระยะหลังเกษตรกรหันมาปลูกยางในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว ทำให้วิถีชีวิตชาวสวนยางแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเจอวิกฤตยางพาราราคาตกต่ำ ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่าย ปี 2557 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จึงกำหนดนโยบายให้สงเคราะห์ปลูกยางพาราทดแทนแบบผสมผสาน โดยปลูกยางพันธุ์ดีไม่น้อยกว่า 40 ต้น ต่อไร่ ร่วมกับไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เกษตรกรหลายรายตัดสินใจลงทุนทำ “สวนวนเกษตรยางพารา” (Rubber Agroforestry) ซึ่งเป็นการปลูกยางพาราโดยมีพืชอื่นๆ ปลูกร่วมและปลูกแซม ทำให้ภายในสวนยางพารามีความหลากหลายของพืชและสัตว์เพิ่มมากขึ้น มีแมลงช่วยผสมเกสร ตัวเบียน ช่วยกินศัตรูพืช จุลินทรีย์ดินช่วยย่อยสลาย ไส้เดือนช่วยทำให้ดินร่วนซุย ฯลฯ สวนวนเกษตรห้วยหาด บังหมัดฉา หรือ คุณหมัดฉา หนูหมาน เจ้าของสวนวนเกษตรห้วยหาด เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการสร้างป่าในสวนยางพารา บังหมัดฉา อาศ
วัดดอยท่าเสา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพึ่งตนเอง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ตามวิถีการแห่งศาสตร์พระราชา ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงใช้เป็นวิธีการทรงงานมาตลอดรัชสมัย พระครูสุภัทรสันติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสา ในฐานะผู้นำชุมชนคุณธรรมวัดดอยท่าเสา ได้นำธรรมะและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพึ่งพาตนเอง มาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความสุขและความมั่นคงให้ชุมชน โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ผลงานดังกล่าวทำให้ พระครูสุภัทรสันติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสา ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ เผยแพร่และสืบทอดพระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ปราชญ์เกษตรทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2562 ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ปทุมธานี วิถีชุมชนดอยท่าเสา ตั้งแต่ในอดีต ชาวบ้านในชุมชนดอยท่าเสา ยึดอาชีพทำนาทำไร่เลี้ยงดูครอบครัว ต่อมา พระครูสุภัทรสันติคุณ เจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสา ในฐานะผู้นำชุมชนคุณธรรมว
เมื่อครั้งที่ไปเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตข้าวพันธุ์ดีครบวงจร ตำบลห้วยเตย อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มชาวนา ภายใต้การนำของ คุณบุญมา พลภักดี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลห้วยเตย เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีในท้องถิ่น พวกเขารวมกลุ่มกันเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงขึ้น การเดินทางในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้เห็นความสมัครสมานสามัคคีของชาวนาต้นแบบแห่งชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านอีสานที่ขยันทำงานอีกด้วย ผู้ใหญ่บุญมา พลภักดี บอกว่า ที่นี่เป็นชุมชนเกษตรกรที่ขยันในการทำมาหากิน เกษตรกร 1 คน ทำงาน 4 อย่าง คือ ทำนา เป็นพืชหลัก เพื่อใช้เป็นอาหารในครัวเรือน และผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ออกขาย เหลือกินจึงค่อยขายข้าว อาชีพที่สองคือ ปลูกมันสำปะหลัง เพื่อจำหน่าย อาชีพที่สาม ปลูกอ้อยส่งโรงงาน และอาชีพที่สี่ เลี้ยงโค กระบือ เป็นเงินออมในครัวเรือน เรียกว่า เกษตรกร 1 คน ในชุมชนแห่งนี้ ทำ 4 อาชีพ ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บุญมา แนะนำให้ผู้เขียนได้เยี่ยมสว
“เนื่องจากในปัจจุบัน เกษตรกรของจังหวัดตราดจำนวนไม่น้อยได้หันมาปลูกทุเรียน แทนการปลูกยางพารา เนื่องจากขายได้ราคาดี มีตลาดต่างประเทศรองรับ ที่สำคัญมีแหล่งน้ำเพียงพอในการนำมาบำรุงต้นทุเรียน เช่น ที่บ้านคลองมะนาว ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ มีอ่างเก็บน้ำคลองมะนาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นเขื่อนดินยาว 630.0 เมตร สูง 10.80 เมตร สันเขื่อนกว้าง 6.00 เมตร ความจุ 650,000 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์มีน้ำอย่างเพียงพอตลอดทั้งปีกว่า 650 ไร่” นายชยุธกฤดิ นนทแก้ว เกษตรจังหวัดตราด เปิดเผยถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการทำการเกษตรในพื้นที่จังหวัดตราด ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมสนองงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เกษตรจังหวัดตราด กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกับภาคใต้ คือ ฝน 8 แดด 4 เมื่อฝนตกลงมาอ่างเก็บน้ำคลองมะนาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริลูกนี้ ได้ช่วยเก็บกักน้ำเอาไว้ให้เกษตรกรได้ใช้ในช่วงที่เกิดฝนทิ้งช่วงและช่วงหน้าแล้ง ทำให้พืชที่ปลูกไม่ขาดแคลนน้ำ ยังผลให้ผลผลิตออกมาดี มีคุณภาพตรงตามควา
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน ลมหนาวพัดมาวอยๆ พัดเอาหัวใจไอ้หนุ่มบ้านนาไปหาสาวบ้านไกล ระอุไอจากกองไฟที่ก่อผิงกันหนาว นึกถึงบรรยากาศยามที่อยู่บ้านนอก รอบกองไฟ นอกจากคนในครอบครัว ญาติๆ กระทั่งเพื่อนบ้านแวะมาพูดคุยกันแล้ว หมาใหญ่หมาน้อยก็มาเบียดหาไออุ่นอยู่ข้างๆ เสมอ บรรยากาศการพูดคุย จิบชากาแฟกันบ้าง มีมันมีเผือกมาปิ้งมาย่างกินกัน ผมมองเห็นความงามที่ไม่ต้องเสกสรรปั้นแต่งใดๆ เป็นความงามในการดำรงชีวิต แต่เหมือนฝันสลายในหน้าหนาว โควิดรอบสองกรายมา เริ่มตั้งแต่เชียงใหม่ เชียงราย ในช่วงต้นเดือนธันวาคม และมาเปรี้ยงปร้างก็ที่ตลาดกุ้งสมุทรสาคร ที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อจำนวนเกินครึ่งพัน เท่านั้นแหละ เหมือนโลกหยุดหมุนและหล่นลงมาทับเราจนหายใจหายคอไม่ออก ก็แหม! ช่วงวันหยุดยาว ช่วงเข้าเทศกาลแห่งความสุข ไม่ว่าจะเป็นคริสต์มาส ปีใหม่ ล้วนแล้วแต่เป็นช่วงเฉลิมฉลอง แต่แล้วความสุขของทุกคนก็ถูกข่าวโควิดช่วงชิงเอาไป เรื่องราวต่างๆ ที่ทำท่าจะสดใสก็กลับฟุบไปอีกรอบ ไม่รู้จะสงสารใครดี ผมมีโอกาสเดินทางไปเปิดศูนย์เรียนรู้ BDP บุรีรัมย์เดทปาล์ม แหล่งศึกษาและหน้างานจริงของฟาร์มเกษตรผสมผสานที่ อำเภอกระสัง จังห
มะละกอพันธุ์ขอนแก่น 80 ชื่อนี้มีที่มาคือ เลข “80” นั้น เป็นการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่มีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา และ “ขอนแก่น” เพื่อบอกที่มาของแหล่งปรับปรุงพันธุ์ มะละกอพันธุ์ขอนแก่น 80 เป็นลูกผสมระหว่าง มะละกอพันธุ์ฟลอริด้า โทเลอแรนต์ กับ พันธุ์แขกดำ มีลักษณะประจำพันธุ์คือ ดอกเริ่มบาน เมื่ออายุ 74 วัน หลังปลูก ลำต้นสูง 132 เซนติเมตร เมื่ออายุครบ 7 เดือน ผลมีรูปทรงยาวรี ส่วนก้นป่องออกมามากกว่าส่วนหัว น้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 700 กรัม ต่อผล ผลสุกแก่ เนื้อสีแดงเข้ม รสหวาน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 13-14 องศาบริกซ์ ให้ผลผลิต 6,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ต้านทานโรคไวรัสจุดวงแหวนได้ดี จะแสดงอาการเพียงเล็กน้อยที่ใบ แต่ไม่ปรากฏให้เห็นที่ผล เปลือกหนา ผิวมัน ไม่บอบช้ำง่ายในขณะขนส่ง ด้วยมีขนาดผลเล็กพอเหมาะ ลักษณะเด่น มะละกอ “ขอนแก่น 80” มะละกอพันธุ์ขอนแก่น 80 มีการเจริญเติบโตทั่วไปดีและสม่ำเสมอ ดอกแรกบานเมื่ออายุ 74 วัน และติดผลแรกเมื่ออายุ 81 วัน ความสูงของต้นเมื่ออายุ 7 เดือน เฉลี่ย 132 เซนติเมตร ผลแรกเริ่มสุก เมื่ออายุ
คุณสุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จังหวัดสุโขทัย เลือกทำอาชีพเกษตรกรรม ตามรอยพ่อ แม่และญาติพี่น้องส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประกอบกับเขามีใจรัก อยากปลูกผักปลอดสารพิษไว้บริโภคเอง แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน เหลือก็แบ่งจำหน่าย คุณสุทินได้ศึกษากิจกรรมไร่นาสวนผสมด้วยตนเอง โดยในระยะแรกทำในพื้นที่ของครอบครัวเป็นหลัก หลังจากแต่งงาน คุณสุทินได้ลงมือทำเกษตรผสมผสานของตนเองอย่างเต็มที่ โดยนำความรู้จากการศึกษาด้วยตนเองและศึกษาดูงานสวนเกษตรที่ประสบผลสำเร็จเป็นต้นแบบ นำมาปรับใช้ในแปลงเกษตรของตนเอง คุณสุทินเน้นการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทุกกิจกรรมมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ดี คุณสุทินได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิต เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน ด้วยการ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เพื่อลดความเสี่ยงและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ตื่นมาไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายนอกบ้าน แต่กลับกันทำให้เขามีรายได้ทุกวันจากผลผลิตที่ปลูกและเลี้ยงไว้ ทั้งผักสดปลอดสารพิษ กบ ปลา ไข่ไก่ ชาวบ้านสามารถมาเดินเก็บ หรือจับขึ้นมาชั่งกิ
“ชา” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงราย เป็นแหล่งผลิตใบชาคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยส่งออกในลักษณะชาเขียว ชาดำ และชาสำเร็จรูป ส่งขายในตลาดอาเซียน จีน เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี แต่ละปีสร้างรายได้ก้อนโตเข้าสู่ประเทศ จังหวัดเชียงราย มีลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อต่อการปลูกชา ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 350-2,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ชาเชียงราย เป็นใบชาสดที่มีคุณภาพดี เพราะเกษตรกรผู้ปลูกชาจะเก็บชา 1 ยอด และ 2 ใบชา ยอดกับก้านจะให้รสฝาด ใบแรกรองจากยอดจะให้รสขม ใบที่สองจะให้ความหอม จะได้ความฝาด-ขม-หอม รวมเป็นหนึ่ง รสชาติหอมละมุน กลมกล่อม ยอดชาที่เก็บเกี่ยวถูกส่งเข้าโรงงานทันทีเพื่อควบคุมคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) สมาคมชา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงราย กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ชาเชียงราย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 โดยสินค้าชาเชียงรายที่ได้มาตรฐาน จีไอ คือผลิตภัณฑ์ชาเขียว (ชาที่ไม่ผ่านกระบวนการหมัก) และชาอู่หลง (ชาที่หมักเพียงบางส่วน) ที่ได้จากพันธุ์ชาอัสสัม และพันธ
เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (5 ธันวาคม 2563) กรมชลประทาน ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่เป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดการครองราชย์กว่า 70 ปี เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงชนชาวไทย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น กรมชลประทาน ขอนำเสนอความทรงจำ กษัตริย์ นักพัฒนา “น้ำ” ที่สถิตในดวงใจของชาวชลประทานทุกคน ซึ่งเป็นประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญา พัฒนาแหล่งน้ำทั่วแผ่นดินเพื่อนำความผาสุก และความมีเสถียรภาพมั่นคงทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจสู่ประเทศไทยอย่างแท้จริง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทอื่น ทรงให้ความสำคัญในลักษณะ “น้ำคือชีวิต” ดังพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า “ …หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าผลพวงจากโครงการอันเนื่องมาจากพระดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่มีกว่า 4,000 โครงการนั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของราษฎรไทยดีขึ้น เพราะมีอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน อีกทั้งครอบครัวมีความสุข ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา องค์กรหนึ่งที่มีบทบาทในการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็คือ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่มี ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ซึ่งได้เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องการทำมาหากินในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่น่าน อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ เพชรบุรี อุทัยธานี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ในการทำงานของสถาบันปิดทองหลังพระฯ นั้นมุ่งดำเนินงานตามพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน นั่นคือ เน้นการพัฒนาชุมชนตามหลักการองค์ความรู้ ใน 6 มิติ ได้แก่ ดิน น้ำ เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม โดยจะปรับน้ำหนักของแต่ละเรื่องตาม
