รัชกาลที่ 9
นอกเหนือจากการจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้กับเกษตรกรที่ยากไร้ 2.9 ล้านราย รวม 3.7 ล้านแปลง คิดเป็นพื้นที่ 36.2 ล้านไร่ อีกทั้งยังจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2562 จำนวน 74 พื้นที่ 17 จังหวัด เนื้อที่ 74,679.85 ไร่ อีกหนึ่งการทำงานที่ ส.ป.ก.ได้ดำเนินการควบคู่ไปด้วย คือ การพัฒนาอาชีพเกษตรกร เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเน้นให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ ซึ่งโครงการส่งเสริมและสร้างทักษะในการประกอบอาชีพ ทั้งในและนอกภาคการเกษตร ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ส.ป.ก.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งการทำงานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและอาชีพของเกษตรกร นำมาซึ่งการอยู่ดีกินดี กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นการดำเนินการของส.ป.ก.ที่มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยน้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการและพัฒนาพื้นที่ทำกิน เน้นการจัดการที่ดินและน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามความเ
โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาสระแก้ว-ปราจีนบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มาจากพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อทรงได้รับทราบถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ราบเชิงเขา ตามแนวสันเขาบรรทัดที่เชื่อมติดต่อกับสาธารณรัฐกัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว ที่นอกจากต้องประสบปัญหาพื้นที่เสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ส่งผลให้ราษฎรตกอยู่ในสภาพยากจนแล้ว ยังต้องอยู่ในอันตราย และหวาดกลัวภัยจากอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่เคลื่อนไหวปฏิบัติการในพื้นที่ จากความทุกข์เข็ญที่เกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการช่วยเหลือและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ุ องคมนตรีประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินงานพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ โดยได้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2521 เป็นต้นมา พร้อมทรงพระราชทานแนวทางการพัฒนาหลัก 3 ด้าน คือ การพัฒ
“เดิมนั้นผมทำงานเป็นพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง แต่เนื่องจากสุขภาพไม่แข็งแรง จึงตัดสินใจลาออกมา แล้วก็มาทำเกษตรในพื้นที่ของพ่อแม่ ปลูกข้าวและอ้อย แต่ประสบปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และเกิดโรคระบาด การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนั้นพอมีปัญหาเกิดขึ้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เลยครับ เพราะเราไม่มีรายได้ทางอื่นมาจุนเจือ ส่งผลให้ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการลงทุน ขาดทุนตลอด แต่โชคดีว่า ต่อมาผมได้รับคัดเลือกให้มีสิทธิ์เข้าเช่าที่ดินทำกินจาก ส.ป.ก. ทำให้ชีวิตเปลี่ยนเลย” นายนวนศรี บุตรโคตร หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบผู้ประสบความสำเร็จ ที่วันนี้ได้รับคัดเลือกจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองบัวลำภู ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตั้งอยู่เลขที่ 114 หมู่ที่ 5 บ้านโนนสง่า ตำบลโนนเมือง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ย้อนอดีตเมื่อครั้งเริ่มต้น แม้ลำบาก แต่ไม่ย่อท้อ “สำนักงาน ส.ป.ก. จังหวัดหนองบัวลำภู ถือว่ามีส่วนร่วมอย่างมากในการช่วยเหลือผม ให้สามารถยกระดับความรู้ ยกระดับความคิด เปิดโลกทัศน์ผมให้กว้างขึ้น ทั้งจากการพาไปศึกษาดูงานตามศูนย์เรีย
“เดิมนั้นทำงานรับจ้างอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2552 ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ จะใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุดไปอบรมความรู้เรื่องการเกษตร ไปทั่วทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อย่าง อยุธยา อ่างทอง ลพบุรี ไปหมด เพราะเรามีใจรักและมีความฝันว่า วันหนึ่งต้องกลับบ้านเกิด สร้างรายได้ด้วยการทำเกษตร” นางผ่องพรรณ พินิตปวงชน อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 10 ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ 087-108-3482 เป็นหนึ่งในเกษตรกรของอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ที่ได้รับเอกสารสิทธิจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ในเนื้อที่ 30 ไร่ กล่าวถึงสิ่งที่เป็นความฝันของชีวิตเมื่อครั้งอดีต “พอปี 2553 ได้ตัดสินใจกลับบ้านเกิด แม้อยู่กรุงเทพฯ จะมีเงินเดือนเข้ามาให้เราใช้ทุกเดือน แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา กลับบ้านดีกว่า ปล่อยให้สามีอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว เรากลับบ้านมาก็ใช้พื้นที่เท่าที่มีอยู่ในบ้านทำเกษตรเล็กๆ น้อยๆ อย่างทำนา ปลูกไผ่ ปลูกผักขาย ให้มีรายได้พอเลี้ยงตัวได้ และจุดที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนเลย คือ พ.ศ. 2555 ส.ป.ก. ได้คัดเลือกให้รับเอกสารสิทธิจากทางที่ดินทำกิน จำนวน 7 แปล
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2563 องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ในฐานะหน่วยงานที่สานต่อภารกิจ สนับสนุนพัฒนาองค์ความรู้แก่เกษตรกร เพื่อให้การเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรโคนมไทยมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 60 ปี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งยังคงทรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในขณะนั้น ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงาน “วันโคนมแห่งชาติ” โดยมี มร.นีล กุนา ซันเดอการ์ด ปูชนียบุคคลของวงการโคนมไทยเข้าเฝ้า ณ พลับพลาพิธีเปิดงาน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทน ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า การเสด็จมาเปิดงาน “วันโคนมแห่งชาติ” ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้น สร้างความปลาบปลื้มให้พสกนิกรชาวไทยและเกษตรกรชาวโคนมเป็นอย่างมากและจดจำภาพ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” ครั้งที่ 15 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไลเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” เป็นเวทีระดับชาติที่นำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีคุณภาพกว่า 300 ผลงาน โดยมุ่งเน้นเชื่อมโยงบูรณาการองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม/ชุมชน และพาณิชย์/อุตสาหกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มงานวิจัยได้แก่ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ และงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อน BCG Economy Model ในปีนี้ ได้
นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบริหาร ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงาน เรื่อง “บทบาทและภารกิจของจังหวัดสกลนคร และจังหวัดมุกดาหารในการบริหารจัดการงบประมาณจังหวัด/กลุ่มจังหวัด แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติด การบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำก่ำ และการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร” โดยมี นายไพจิต ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปการบริหารจัดการงบประมาณจังหวัด/กลุ่มจังหวัด การแก้ไขปัญหายาเสพติด แนวนโยบาย สภาพปัญหาหรือข้อขัดข้องในการดำเนินการแก้ไขปัญหา พร้อมรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และจังหวัดมุกดาหาร ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัด จังหวัดสกลนคร ทางคณะกรรมาธิการฯ ยังได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ศึกษาเส้นทางการระบายน้ำและการผลักดันน้ำบริเวณลุ่มน้ำก่ำอีกด้วย โครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร จัดสร้างขึ้นเพื่อพัฒ
เกษตรกรของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีชีวิตมั่นคง รับการถ่ายทอดนำไปปฏิบัติ มีกินมีใช้ ยิ้มได้เมื่อยามมีภัย เผยดินเค็ม น้ำเปรี้ยวไม่ใช่ข้อจำกัด ปรับปรุงปลูกพืชเลี้ยงปลา ทำให้มีกินมีขายเป็นรายได้ครอบครัวแม้เกิดวิกฤติโควิด-19 ระบาด ดังเช่น นางสาวชาคริยา วิวรวงษ์ เกษตรกรที่ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เป็นหนึ่งของสมาชิกเกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส นางสาวชาคริยา กล่าวว่า เดิมนั้นทำการเกษตรด้วยการปลูกมะนาว และเลี้ยงปลาน้ำจืดแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากพื้นที่เดิมเป็นป่าพรุดินมีความเค็มปลูกพืชไม่ได้ น้ำก็เปรี้ยวเลี้ยงปลาไม่ได้ ทั้งปลาและพืชตายหมด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่มาแนะนำ การปรับปรุงดินด้วยระบบแกล้งดินตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 นอกจากนี้ยังแนะนำการแก้ไขปัญหาน้ำเปรี้ยว จึงทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากดินมาทำการเพาะปลูกได้ น้ำก็ดีขึ้นสามารถนำมาใช้รดต้นไม้และเลี้ยงปลาได้ดี จึงเริ่มปลูกมะนาวด้วยระบบวงบ่อที่สามารถกำหนดปริมาณดินที่จะปลูก รวมทั้งระบบการให้น้ำของต้นมะนาวได้
“ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับพระราชทานที่ดินทำกินผืนนี้” นางสาวนุกูล ใหม่เจริญ เกษตรกรแห่งอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา สะท้อนความรู้สึกถึงการมีที่ดินทำกิน ในฐานะเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาผืนดินพระราชทานเพื่อเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินจากพระมหากรุณาธิคุณที่ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็น 1 ใน 5 จังหวัด อันเป็นที่ตั้งของผืนดินพระราชทาน ที่ประกอบด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดนครปฐม จังหวัดนครนายก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่ดินของประเทศไทยภายใต้โครงการพัฒนาผืนดินพระราชทานเพื่อเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการพร้อมทั้งขับเคลื่อนกิจกรรมสู่เกษตรกรที่อยู่ในผืนดินพระราชทาน เพื่อสืบสานพระปณิธานแผ่นดินของพ่อ ปัจจุบันมีเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินบนผืนดินพระราชทาน 3,264 ราย โดยทาง ส.ป.ก. ได้น้อมนำพระราชดำริ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฏีใหม่ หลักการทรงงานมาเป็นแนวทาง
โครงการฝายคลองท่าแพรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เป็นโครงการในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำจังหวัดสตูล ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรพระราชทานพระราชดำริให้วางโครงการเพื่อช่วยเหลือราษฎรซึ่งขาดแคลนน้ำใช้ในการเกษตร โดยโครงการฝายคลองท่าแพรฯ เป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาวสันฝาย 13.10 เมตร สูง 1.50 เมตร ควบคุมการทดน้ำและระบายน้ำโดยใช้บานระบาย ชนิดบานโค้ง มีคลองส่งน้ำ จำนวน 7 สาย ความยาวรวม 37.189 กิโลเมตร และมีคลองระบายน้ำ 2 สาย ความยาวรวม 18.840 กิโลเมตร โครงการฝายคลองท่าแพรฯ สามารถส่งน้ำเข้าช่วยพื้นที่การเกษตรให้แก่ราษฎรในเขต ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน ตำบลควนโพธิ์ ตำบลฉลุง ตำบลบ้านควน อำเภอเมือง รวม 4 ตำบล 17 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตร ประมาณ 10,000 ไร่ และส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งประมาณ 600 ไร่ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 18 -19 กันยายน 2520 ให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการพัฒนาลุ่มน้ำทั้งหมดในเขตจังหวัดสตูลไว้เป็นแผนแม่บท (Master Plan) และพระราชท
