วิถีชาวบ้าน
สังคมมนุษย์กับธรรมชาติ มีความผูกพันกัน เป็นความพึ่งพาอาศัย มนุษย์มีทั้งดูแลและทำลายธรรมชาติ ธรรมชาติเอื้อประโยชน์และอาจจะทำร้ายมนุษย์บ้าง ทั้งสองต่างมีความผูกพัน มีสัมพันธภาพที่ดีและร้ายต่อกันเสมอมา สมัยก่อนมีความเชื่อเกี่ยวกับการกินผักจากธรรมชาติเป็นอาหาร เป็นความเชื่อที่มีเหตุมีผล เช่น ห้ามหญิงตั้งครรภ์กินผักแว่น จะทำให้รกพันคอเด็ก ปวดท้องนาน ที่น่าเป็นเหตุเป็นผลที่แท้จริง เพราะผักแว่นเป็นพืชที่ขึ้นตามแอ่งน้ำขัง นาข้าว ถ้านำมากินโดยไม่ทำความสะอาดอย่างดี กินกันเป็นผักสดจะทำให้ท้องเสีย เพราะมีเชื้อโรค พยาธิหรือไข่พยาธิแฝงอยู่ ติดเข้าไปในท้องคนเรา มีโอกาสเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดท้อง แม้แต่คนธรรมดาที่ไม่ใช่หญิงตั้งครรภ์ ก็พึงระวัง เอ่ยถึง “ผักแว่น” หลายคนคงรู้จัก เช่นเดียวกับหลายคนที่ไม่รู้จัก ในยุคสมัยนี้ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง ตามท้องไร่ท้องนาที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ ที่ว่าค่อนข้างบริสุทธิ์ เพราะว่าทุกพื้นที่ ทุกหนแห่งเดี๋ยวนี้มักจะมีอันตราย มีสารพิษแอบแฝงเจือปนอยู่ไม่มากก็น้อย น้ำบางแห่งในไร่นา ไม่อยากวักมาล้างหน้าล้างมือเลย สงสารก็แต่ปู ปลาซิว กุ้งฝอย หอยที่อยู่แถวนั้น อยู่กันไม่ได้ แต่ผักพืชน้
ราวยี่สิบกว่าปีก่อน ผมได้ไปสำรวจพื้นที่แถบอีสานใต้บ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็ไปดูโบราณสถานในเขตโคราช บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด พลอยได้รู้จักมิตรสหายแถบย่านนั้น เมื่อได้ไปพักค้างอ้างแรมที่บ้านพวกเขาบ่อยเข้า ก็มีโอกาสได้กินกับข้าวลาวเขมรแบบบ้านๆ อย่างกุ้งจ่อมปลาจ่อม ป่นไข่ต้ม วุ้นหมาน้อย ฯลฯ จนคุ้นเคย และสำหรับคนชอบกินของแปลกๆ มันก็แทบจะเป็นของที่น่าสนใจกว่างานหลักที่จะต้องมุ่งไปทำเอาเลยทีเดียว ภาพอดีตของใครก็มักดูรุ่มรวย หลากหลาย มีสีสันมากกว่าปัจจุบันขณะเสมอ ผมจำได้ว่า เย็นวันหนึ่ง ได้นั่งคุยกับ พ่อสมัย ขาวงาม พ่อของเพื่อน คือ ไพวรินทร์ ขาวงาม กวีชาวทุ่งกุลา ที่ใต้ถุนบ้านสาหร่าย อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เรื่องที่เราคุยกันคือเรื่องข้าวพันธุ์พื้นบ้านที่คนย่านนั้นกิน ผมเสียดายที่ไม่รู้ว่าเอาสมุดบันทึกเรื่องวันนั้นไปเก็บไว้ที่ไหนในบ้าน แต่จากความทรงจำก็คือ พ่อสมัย บอกว่า นอกจากข้าวหอมมะลิ ที่คนทุ่งกุลาแถบบ้านสาหร่าย บ้านตาหยวกปลูกขายได้ราคาดีกันนั้น คนเฒ่าคนแก่ ชาวบ้านย่านถิ่นดั้งเดิมมีข้าวที่พวกเขากินในมื้ออาหารจริงๆ ซึ่งไม่ใช่ข้าวหอมมะลิ “ชาวบ้านเราไม่กินหรอก ข้าวมะลิน่ะ” พ่อสมัยว่า “ได้แต
ต้นฤดูฝนเป็นช่วงที่เห็ดธรรมชาติผลิดอกเบ่งบาน เห็ดที่มนุษย์ยังเพาะปลูกในโรงเรือนไม่ได้มักมีรสอร่อย อย่างเช่น เห็ดละโงก เห็ดรวก เห็ดเผาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เห็ดโคน” (termite mushroom) ซึ่งในเมืองไทยมีมากกว่า 16 สายพันธุ์ อย่างเช่น เห็ดปลวกใหญ่ เห็ดปลวกตาบ เห็ดโคนขาไก่ เห็ดโคนข้าวตอก เห็ดปลวกไฟ เห็ดปลวกไก่น้อย เห็ดปลวกจิก ฯลฯ นั้น เป็นที่ยอมรับกันถึงรสชาติหอมหวานอันแสนโอชะ เนื้อกรอบแน่นหนึบกรึบ ไม่เละ ทั้งมีกลิ่นดินอันโดดเด่น เห็ดโคนจึงยังคงยึดครองราคาขายสูงสุดกว่าเห็ดธรรมชาติอื่นๆ เป็นที่หมายปองของบรรดานักกินเห็ดเสมอมา แน่นอนว่า เห็ดโคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในเมืองไทยคือ เห็ดโคนเมืองกาญจนบุรี นักกินเห็ดส่วนใหญ่นิยมกันว่าเป็นเห็ดดอกโต หมวกเล็ก แต่ต้นอวบหนา รสชาติดี จึงอาจขายปลีกราคากิโลกรัมละกว่าหนึ่งพันบาท แถมมีการดองใส่โหลขายนอกฤดูกาลแพงกว่าเห็ดสดขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี เห็ดโคนเมืองกาญจน์ก็มีเรื่องเล่าซุบซิบคล้ายคลึงกับมะขามหวานเมืองเพชรบูรณ์ หรือมะนาวท่ายาง เช่น เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า เมื่อเขาเก็บหาเห็ดโคนจากป่าในอำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ได้มากพอ ก็จะรีบเอาเห็ดใส่ท้ายรถยนต์บ
เพื่อนพ้องในวงการเกษตรอินทรีย์ เก็บของป่า มักปรับทุกข์กันบ่อยๆ ว่า ปัญหาใหญ่ของการรณรงค์ความรู้สู่ทางการมีสุขภาพดีผ่านพืชผักอินทรีย์ ก็คือ ผู้บริโภคไม่รู้ว่าจะเอาวัตถุดิบดีๆ ปลอดสารเคมี ที่อุตส่าห์ปลูก อุตส่าห์เก็บหากันมาอย่างยากลำบากเหล่านี้ ไปทำกับข้าวอะไรกินกัน เรื่องทำนองนี้คงโทษใครไม่ได้นะครับ ในเมื่อเราเคยมีพืชผักกระแสหลักในตลาดมากมายเกินพอ ความรู้บางส่วน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผักบ้านๆ ก็ย่อมหดหายไปบ้างเป็นธรรมดา ไหนจะตำราทำกับข้าวเกือบทั้งหมดในเวลานี้ก็ย่อมผูกวิธีปรุงอาหารอยู่กับวัตถุดิบตลาด ทำให้การเลือกปรุง เลือกใช้วัตถุดิบแบบอื่นๆ ดูเป็นเรื่องยากเย็นผิดปกติไปหมด แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ ก็คือความสามารถในการปรับตัวเมื่อเผชิญปัญหาต่างๆ สำหรับเรื่องวัตถุดิบอาหารตอนนี้ ถึงจะยังไม่เข้าขั้นทุพภิกขภัยอดอยากยากแค้น แต่ก็อาจเป็นโอกาสดี ที่จะลองทบทวนความรู้ และหนทางการได้มาซึ่งพืชผักสดตามธรรมชาติ ซึ่งในสภาพภูมิประเทศบางแห่งยังสามารถหาเก็บหากินได้อยู่ เหมือนอย่างคำอธิบายเรื่องผักจิ้มน้ำพริกของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ผู้เขียนและพิมพ์หนังสือตำราแม่ครัวหัวป่าก์ เมื่อ
ถ้าเราอธิบายความเป็นมาเป็นไปของโลกตามกรอบคิดแบบไตรภูมิ ก็จะพบว่า โลกที่เรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ เหมือนอยู่ใน “ขาลง” แทบทุกอย่าง อากาศก็ร้อนขึ้น ป่าไม้ลดลง ขยะล้นโลกพอๆ กับจำนวนประชากร ข้างพระศาสนาหรือก็ดำเนินมาเนิ่นนานจนใกล้ถึง พ.ศ. 5000 อันเป็นเวลาสิ้นสูญเข้าไปทุกขณะจิต ทางออกที่คนโบราณบอกก็คือ ให้ทำบุญทำทาน ทำความดีมากๆ จะได้ไปเกิดใหม่ทันศาสนาพระศรีอาริย์ในอีกสองพันกว่าปีข้างหน้าเท่านั้น บางครั้ง เมื่อเผลอๆ ผมก็อดคิดแบบนี้ไม่ได้ คือดูเหมือนว่า อะไรๆ ที่เรารู้สึกว่าเป็นของดีๆ ทำไมมันเพิ่งสูญหายหมดสิ้นไปก่อนหน้าเราแป๊บเดียวทุกทีเลย เช่น เมื่อปลายปีก่อน ผมได้ไปที่บ้านสามเรือน อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา ได้กินกับข้าวชาวบ้านอร่อยๆ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องถามพวกเขา เหมือนที่ถามมาแล้วหลายต่อหลายหมู่บ้าน ว่าเดี๋ยวนี้ยังทำกะปิน้ำปลากินเองกันอยู่หรือเปล่าครับ คำตอบก็เหมือนๆ กับที่เคยได้ยิน คือ “เพิ่งจะเลิกทำไปไม่กี่ปีนี้เองแหละจ้า” เห็นไหมครับ ดูน่าโมโหไหมที่ทำไมเราต้องมาช้าไปทุกทีเลยกับเรื่องแบบนี้ เค้าโครงคำอธิบายแบบไตรภูมินี้ ทางหนึ่งดูเหมือนครอบงำวิธีคิดของคนไทยส่วนใหญ่ ให้ยอมๆ กับเรื
ใครไม่รู้จัก หอยเชอรี่ ถือว่าเชย หอยเชอรี่คือ ผู้แซงคิวหอยโข่งจนตกขอบเวที เดี๋ยวนี้หอยโข่งแทบจะหายไปจากแหล่งน้ำของไทย คิดๆ แล้วก็สงสาร หอยโข่ง ครั้งหนึ่ง หอยเชอรี่ ถือเป็นศัตรูพืชตัวฉกาจ เกษตรกรชาวนาพากันรังเกียจ เพราะหอยเชอรี่หากมีอยู่ในที่นาใครแล้ว มันจะกัดกินต้นข้าวในระยะปักดำใหม่ๆ ได้เป็นแปลงๆ เลยทีเดียว และขยายพันธุ์ได้เร็วมากๆ สร้างความชอกช้ำให้ชาวนามาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ว่ากันว่า หอยเชอรี่ เป็นหอยที่มาจากต่างประเทศโน่น เป็นสัตว์ที่มีอยู่ในพื้นถิ่นอเมริกาใต้ แต่ได้เข้ามาในประเทศไทยโดยผ่านทางประเทศญี่ปุ่น เขาว่ากันมาอย่างนั้น คนที่นำเข้ามา ก็คงไม่ใช่ตามี ยายมา หรอกนะ แต่นำเข้ามาโดยคนที่มีฐานะ เป็นคนรวยว่างั้น นัยว่านำมาเพื่อไว้ให้กินตะไคร่น้ำในตู้ปลา ด้วยรูปลักษณ์ ที่เหมือนหอยโข่งทุกอย่าง แต่มีเปลือกที่บางกว่า สีจะอ่อนกว่า หากไม่สังเกตก็จะไม่รู้ว่าเป็นหอยโข่งหรือหอยเชอรี่ มีเนื้อข้างในก็เหมือนๆ กับหอยโข่งทุกอย่าง บางคนจึงเรียก หอยเชอรี่ว่า หอยโข่งอเมริกาใต้ บางคนเรียก หอยเป๋าฮื้อน้ำจืด มีคนเคยทำฟาร์มเลี้ยงหอยเชอรี่ขึ้นมา แต่ผลปรากฏว่าไม่เป็นที่นิยมของนักบริโภค เมื่อลงทุนทำฟาร์มห
จังหวัดกระบี่มีชายหาดและเกาะแก่งมากมายที่เป็นสถานที่นิยมของนักท่องเที่ยว ทั้งนักท่องเที่ยวบ้านเราเองหรือนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกหรือแม้แต่ชาวจีนโพ้นทะเล แต่ละปีมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาชมความงามของชายฝั่งทะเลอันดามันของจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่กันปีละหลายล้านคน ซึ่งหมายถึงจำนวนเม็ดเงินที่นักท่องเที่ยวนำมาจับจ่ายใช้สอยอีกจำนวนมาก รายได้ส่วนใหญ่ของ 3 จังหวัดนี้ จึงมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก นอกจากความสวยงามของธรรมชาติทางทะเลแล้ว ความเป็นธรรมชาติของเรือกสวนไร่นาของจังหวัดกระบี่ก็ยังมีความเป็นธรรมชาติของท้องถิ่นให้ดูอีกด้วย เรามีโอกาสได้ไปดูความงามตามวิถีความเป็นอยู่จากหน้าเมืองโดยจะต้องข้ามเรือเพราะเป็นเกาะที่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ประมาณ 200 กว่าเมตรเท่านั้น มาย้อนดูวิถีชีวิตแบบชุมชนเก่าของบ้านเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ชุมชนบ้านกลางเป็นหมู่บ้านในตำบลคลองประสงค์ที่มีพื้นที่ลุ่มพอที่จะปลูกข้าวนาได้ เดิมก็ได้ปลูกข้าวเพื่อบริโภคภายในชุมชนอยู่แล้ว ด้วยวิถีชีวิตชาวบ้านสมัยก่อนที่ไม่ได้ใช้สารเคมีในการปลูก คุณประวัติ คลองรั้ว ประธานกลุ่มชาวนาตำ
ไม่ชอบเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าตามตลาดนัดหรือตลาดน้ำ หากมีเวลาหรือวันไหนที่ไม่ร้อนมากนัก เป็นต้องไปทุกครั้ง ตามตลาดน้ำ ตลาดนัดมีของให้ดูให้ชม โดยเฉพาะตลาดน้ำ มีของให้ชิมมากมาย ส่วนมากก็เป็นพืชผลผลิตของชาวบ้าน พืชผักพื้นถิ่นบางชนิด ไม่คุ้นตา ไม่รู้จัก ก็ได้แต่ทายทัก ไถ่ถามแม่ค้าอารมณ์ดีที่เป็นชาวบ้านแถวนั้น แม่ค้าบางคนถ้าพูดจาถูกปากถูกคอ ทั้งแจกทั้งแถมกันเลยทีเดียว ตลาดน้ำจึงเป็นตลาดของชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านและชาวเราโดยแท้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้แวะเวียนไปตลาดน้ำวัดลำพญา ซึ่งอยู่ในจังหวัดนครปฐม ไปถึงแทบจะหาที่จอดรถไม่ได้ แน่นไปหมด ผู้คนมาจากสารทิศ ซึ่งดูได้จากป้ายทะเบียนรถของแต่ละคัน ลงจากรถเดินดุ่มสู่ตลาด ของกินของใช้ ของสด ของแห้ง ดูละลานตา หันไปเห็นยอดฟักข้าวและเสาวรส เลยซื้อติดมือมาอย่างละกำ ด้วยแม่ค้าหน้าตาดี อายุน่าจะเจ็ดสิบ พูดจาฉอเลาะ ริมฝีปากแดงเปรอะไปด้วยน้ำหมาก จึงได้พูดคุยกันถูกคอ และซักไซ้ไล่เลียง จนได้ความว่า สามีเป็นคนปลูก (มีสามีซะแระ) ไว้ตามรั้วบ้าน ด้วยบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำ พวกผักเหล่านี้จึงอวบอูมงดงาม อยากไปเยี่ยมชมถึงเรือนชาน แต่ก็ให้เกรงใจสามีของเธอ แต่ไหนแต่ไรมา
แดดยามสายแผดกล้าขึ้น เมื่อปลายสายตาไปยังทะเลที่เห่คลื่นอยู่ตรงหน้าก็จะต้องหยีตาเล็กน้อย ด้วยแดดเป็นตัวเต้นระยิบอยู่นั่น ทว่าตรงครัวที่แม่ครัวทั้งสี่กำลังทำครัวกันอย่ารื่นเริงนี้ มีร่มเงาหลังคาและใบมะพร้าวพอให้ไม่ร้อนนัก แถมด้วยลมทะเลที่โบกมาเบาๆ ตลอดเวลา เสียงหารือกันว่า มะพร้าวแก่น่าจะไม่พอ ด้วยว่านอกจากจะใช้ในการหุงข้าวมันแล้ว ยังต้องใช้สำหรับทำขนมและนำมาแกงอีกด้วย แกงที่กำลังจะลงมือทำกันนี้นอกจากใส่กะทิคั้นสดยังต้องใส่มะพร้าวคั่วตำละเอียดอีกด้วย มะพร้าวแก่จึงไม่น่าจะพอ แต่เรื่องหามะพร้าวเพิ่มไม่มีปัญหา เพราะแถวนี้มีมะพร้าวมากมายให้ไปเลือกซื้อจากต้น “แกงกะทิถ้าไม่ถึงกะทิก็ไม่อร่อย” เสียงแม่ครัวคนใดคนหนึ่งเปรยมาตามสายลม “ถ้าทำแล้วต้องให้ถึง ไม่งั้นอย่าทำเลย” ได้ยินดังนี้แล้วคนหามะพร้าวต้องรีบกระวีกระวาดอย่าให้ช้าเลยทีเดียว พูดถึงการทำครัวที่ต้องทำอาหารหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงครัวในงานเลี้ยงงานบุญ งานแต่งงาน งานบวช ขึ้นบ้านใหม่ สมัยก่อนไม่ได้สั่งอาหารประเภทโต๊ะจีนหรือบุพเฟ่ต์มาจากร้านอาหารภัตตาคาร แต่จะรวมแม่ครัวพ่อครัวมือเอกมาชุมนุมปรุงกัน บรรยากาศในครัวจะหรร
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างหนอในช่วงที่ผ่านมา เราต้องเจอกับเรื่องราวของฝุ่นที่คลุมเมือง เรื่องราวของหน้ากากกันฝุ่นที่หาซื้อไม่ได้ กระทั่งได้เห็นนวัตกรรมกำจัดฝุ่นใหม่ๆ ทั้งพ่นจากโดรนและเครื่องบินเล็กและจากตึกสูงต่างๆ อาจมีบางคนไม่ถูกใจในการแก้ปัญหาอยู่บ้าง แต่ความสำคัญในครั้งนี้ก็ได้เห็นน้ำใจของผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่รู้สิ ไม่ว่าเหตุการณ์ในประเทศจะมีปัญหาอะไร หากเมื่อมีภัยใดๆ เราคนไทยพร้อมที่จะร่วมมือกันเสมอ อยากทำความเข้าใจกันสักนิดสำหรับโลกในยุคใหม่ ที่เน้นผลการประกอบการและรุกรานธรรมชาติ เราเคยสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติไปมากมายเพื่อแลกมากับคำว่า พัฒนา และเราก็ไม่เคยนำเรื่องราวดังกล่าวมาเป็นบทเรียนอย่างแท้จริง ทุกวันนี้เหมือนเราเดินตามหลังปัญหา คอยแก้ไขเท่านั้น สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมและเพื่อนๆ มีโอกาสได้เดินทางไปที่จังหวัดพัทลุง โดยได้รับเชิญให้ไปเปิดสัมมนาการปลูกมะละกอครบวงจร เพื่อสร้างรายได้ทดแทนรายได้หลักจากยางพาราและปาล์มน้ำมัน ที่จัดโดย อบต.ทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง มะละกอ ยังเป็นพืชชนิดใหม่ของพื้นที่ เพราะอาชีพหลักของพี่น้องเกษตรกรก็คือสวนยางพาราและ
