วิถีชาวบ้าน
ในช่วงเวลานี้ (วันที่ 9-12 มกราคม ของปีนั้น) ได้มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ ไปดูหมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม ประทับใจในวิถีชีวิตของพี่น้องชาวบ้านที่มีอัตลักษณ์ รวมถึงศิลปวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน ได้เห็นแม่น้ำมูลที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ความทรงจำที่ประทับใจ ไฉนจะลืมเลือนได้ ตอนเช้า วันที่ลมหนาวพัดมาเอื่อยของปีนั้น บนริมฝั่งลำน้ำมูล ชายหนุ่มคนนั้นเดินทอดน่องชื่นชมวิวทิวทัศน์ตรงหน้า มองแม่น้ำมูลที่ไหลล่อง บนผิวน้ำมีหมอกขาวลอยอยู่จางๆ เหนือผิวน้ำ สะพานทอดข้ามลำน้ำมูล มองไปจากฝั่งตรงข้ามวัดโพธิ์ (วัดโพธิ์พฤกษาราม) ดูเด่นเป็นสง่า สะพานนี้ทอดสู่ถนนสามารถนำพาไปจังหวัดร้อยเอ็ด หากเลี้ยวขวา ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะไปอำเภอชุมพลบุรี ทะลุไปถึงอำเภอสตึก ของจังหวัดบุรีรัมย์ ถ้าหากจะไปในลานสวนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชินีนาถ หรือที่เรียกกันว่า สวนรัก ในเขตอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ต้นไม้ ทั้งไม้ใบ และไม้ดอกขึ้นเขียวไสว ต้นรักออกดอกสีม่วง เกิดจากการปลูกหรือลมพัดพาเกสรจากแดนไหน ถึงชูช่องามจับใจเช่นนั้น มองออกไปไกลๆ สุดตา เรือลำเล็กๆ สองสามลำ เจ้าของเรือคงออกหาปลาเพื่อทำเป็นอาหารและ
เสียงหัวเราะลั่นของเด็กๆ ยามวิดน้ำใส่กัน พวกเขาพยายามทรงตัวกลางสายน้ำเชี่ยว ทั้งๆ ที่ตื้นแค่เข่า แต่กระนั้นก็ยังยากจะทรงตัวเพราะความเชี่ยวของสายน้ำ ขณะที่เมฆฝนลอยผ่านไปอย่างช้าๆ เหนือขุนเขา เสียงน้ำครึกโครมแทรกผ่านหินผา ทุกอย่างคือความสุข คือสวนสนุกของเด็กๆ เพราะไม่มีสวนสนุกใดจะให้ความสุขได้อย่างละเมียดละไมแบบนี้ บางช่วงของต้นน้ำวังหีบคือลานสไลเดอร์ยาวร่วมยี่สิบเมตร เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความทรงจำของผู้ใหญ่หลายคนเมื่อครั้งยังเยาว์และมันจะเป็นความสุขของคนรุ่นต่อๆ มา ตราบที่ป่าและสายน้ำยังคงเดิม ที่วังหีบ คนรุ่นแรกต้องแลกชีวิต เพื่อมีที่ทำกินและป่ายังสมบูรณ์อยู่อย่างนี้ นั่นคือ การคัดค้านเอกชนที่สัมปทานไม้ “เราไม่ให้ใครเข้ามาตัดไม้ ตายเป็นตายก็ต้องสู้กัน” ลุงนิด ผาสุข ชายวัยแปดสิบกว่าบอกเล่าด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะ แกและเพื่อนๆ ผ่านเรื่องร้ายคราวนั้นมาได้ เพราะใจสู้ จนกระทั่งวันนี้ แกก็ยังต้องต่อสู้ แต่เป็นการต่อสู้กับรัฐที่ต้องการใช้พื้นที่ตรงนี้สร้างเขื่อน เมื่อราว 60 ปีมาแล้ว นายนิดและครอบครัวได้เข้ามาหักร้างถางพงเพื่อทำมาหากินตามประสาคนชนบท ในวังหีบแห่งนี้ยังมีความดิบเถื่อนครบทุกประการ
ชีวิตหลังเออร์ลี่รีไทร์หรือการเกษียณตัวเองออกจากงานที่เคยทำมานานนับยี่สิบปี คือความเปลี่ยนแปลงของชีวิตครั้งสำคัญ ในขณะที่มีอายุห้าสิบห้าปี จากชีวิตที่เคยนั่งโต๊ะภายในห้องแอร์ที่เย็นยะเยือก (บางครั้งร้อน) ชีวิตในออฟฟิศเป็นชีวิตอีกสไตล์ต้องมีเวลาให้กับขององค์กรอย่างน้อยวันละแปดชั่วโมง ใช้เวลากับการเดินทางอย่างน้อยวันละสามชั่วโมง บางวันอาจต้องใช้เวลาในการเดินทางถึงหกชั่วโมงเลย หากวันนั้นเกิดฝนตกหรือเหตุการณ์ผิดปกติบนท้องถนนต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน จากที่เคยต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ กระวีกระวาดเพื่อรีบไปตอกบัตรให้ทันเวลา ต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่หลากหลายความคิด และการเผชิญกับปัญหาต่างๆ จากที่เคยร่วมสุข ร่วมทุกข์ กับเพื่อนร่วมงาน สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นความรักความผูกพัน เป็นพี่เป็นน้องกัน ซึ่งแม้ว่าหลังจากเออร์ลี่รีไทร์ออกมาแล้วก็ยังคงคิดถึงกันอยู่ตลอดเวลา ชีวิตในออฟฟิศ ก็ได้อะไรให้กับตัวเองมากมาย อย่างน้อยๆ ก็เงินเดือนล่ะ ที่จะต้องได้ทุกเดือน การวางแผนชีวิตที่ดี เป็นตัวช่วยให้ชีวิตหลังเออร์ลี่รีไทร์หรือหลังเกษียณ มีความเป็นอยู่ที่ดี อย่างน้อยคือความประหยัด รู้จักเก
ชีวิตเราชาวบ้านมีความเชื่อเรื่องเร้นลับหลายอย่าง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดพฤติกรรมของเราชาวไทยขึ้นมารองรับความเชื่อ นานไปก็กลายเป็นประเพณี อย่างประเพณีผูกข้อมือด้วยด้ายมงคล ประเพณีผูกข้อมือ ไม่แน่ชัดว่าเกิดขึ้นมาแต่ปางใด แต่ที่แน่ๆ ต้องนานมาแล้ว และน่าจะเกิน 800 ปี ด้วยซ้ำไป เนื่องจากประเพณีนี้ นอกจากเราชาวไทยในประเทศไทยทำกันแล้ว “คนไท” ในประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นไทคำตี่ และไทพาเกในแคว้นอัสสัมก็มีประเพณีผูกข้อมือเหมือนกัน คนไทกลุ่มนี้ นักวิชาการสันนิษฐานว่า น่าจะแยกกับกลุ่มไทยอื่นๆ มาก่อนสมัยเกิดกรุงสุโขทัย หรือราวๆ 800 ปีมาแล้ว การผูกข้อมือของคนไทยพาเกมีหลายโอกาส อาทิ เมื่อลูกหลานจะออกจากบ้านไปทำงานแดนไกลก็จะผูกข้อมือให้เป็นมิ่งขวัญ ในทางกลับกันเมื่อลูกหลานกลับมาจากทำงานแดนไกลก็ผูกข้อมือให้เหมือนกัน เป็นการรับขวัญลูกหลาน นอกจากผูกข้อมือเพื่อรับขวัญแล้ว ยังผูกข้อมือเนื่องในโอกาสมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส หรือแต่งงาน คนไทพาเกเรียกประเพณีผูกข้อมือว่า “ผูกไหม” คำว่า ผูกไหม ทำให้เราเห็นร่องรอยประวัติศาสตร์บางประการ เป็นต้นว่า การใช้ไหมแสดงว่าก่อนที่เราชาวบ้านจะใช้สายสิญจน์มาผูกข้อมือเหมือนปัจจุบ
หากพูดถึงคนใต้แล้ว ทุกคนจะรู้จักกันดีว่า เป็นคนใจคอค่อนข้างจะหนักแน่น พูดเร็ว ทำเร็ว และอาหารใต้ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงลักษณะของคนใต้ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องรสชาติอาหารที่ เผ็ดจัด เค็มจัด ตลอดจนเปรี้ยวจัด อาหารใต้ที่เลื่องชื่อลือนาม เช่น แกงไตปลา แกงเหลือง น้ำบูดู น้ำพริก และอื่นๆ ที่ต้องบอกว่า รสชาตินั้นต้องเผ็ดร้อน จึงทำให้อาหารใต้ทุกๆ มื้อต้องประกอบไปด้วยผักสดต่างๆ เช่น สะตอ ลูกเนียง ลูกเหรียง ที่จะต้องมีติดไว้ในแทบทุกมื้อของอาหาร และนอกจากนั้นยังมีผักชนิดต่างๆ ทั้งบนดินและใต้น้ำ จะกินแบบสดๆ หรือจะเอามาชุบแป้งแล้วทอดกรอบๆ เพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนของอาหารใต้ หรืออาจกินเป็นอาหารว่าง อาหารกินเล่นๆ เช่น ใบเหลียง ใบเล็บครุฑ ใบชะพลู ที่เอามาชุบแป้งทอดกรอบๆ และยังมีผักอีกชนิดหนึ่งที่หน้าตาอาจจะดูแปลกๆ ชื่อ หญ้าช้อง สำหรับผู้เขียน มีโอกาสได้รู้จักกับพืชนิดนี้ครั้งแรกในจังหวัดระนอง และได้ลองลิ้มชิมรสชาติเมนู ทอดเบือหญ้าช้อง ที่อำเภอกะปง จังหวัดพังงา เป็นครั้งแรกเหมือนกัน รู้สึกว่ามันแปลกและอร่อยดี จึงต้องนำมาบอกต่อๆ ให้ทุกท่านได้รู้จักเมนูอร่อยๆ กันค่ะ พลับพลึงธาร หญ้าช้อง พืชแปลกชนิดนี้
เราชาวบ้านมักทำเครื่องไม้เครื่องมือเล็กๆ น้อยๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน สิ่งของเหล่านี้ ล้วนเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมและสืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาล เรามีกระบะแยกเหรียญและยังมีกระบะใส่เหรียญด้วย กระบะใส่เหรียญพวกพ่อค้าแม่ค้าและเราชาวบ้านที่ค้าขาย และอาชีพที่ได้เหรียญมาคราวละมากๆ มักทำเป็นกระบะแยกเหรียญออกจากกัน เป็นต้นว่า กระบะเหรียญสลึง กระบะเหรียญ 50 สตางค์ กระบะเหรียญบาท กระบะเหรียญ 5 บาท และกระบะเหรียญ 10 บาท เมื่อเราได้เหรียญมาก็โยนลงไป เท่ากับได้แยกเหรียญไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรก เมื่อต้องทอนให้ลูกค้า เราก็หยิบได้ง่าย สมมุติว่ามีคนให้แบงค์ 50 มาซื้อของไป 25 บาท เราก็หยิบ เหรียญ 10 จำนวน 2 เหรียญ ในกระบะเดียวกัน แล้วหยิบเหรียญ 5 จำนวน 1 เหรียญ ในอีกกระบะหนึ่ง รวมเป็น 25 บาท ทอนลูกค้าไป การใส่เหรียญลงในกระบะอย่างนี้ ทำให้ง่ายต่อการนับทอนและนับเก็บ กระบะใส่เหรียญเราชาวบ้านทำมาจากวัสดุหลายอย่าง บางคนใช้ไม้ไผ่สานเป็นตะกร้า ขณะที่บางคนใช้เศษไม้ เช่น เศษไม้ฝาบ้าน หรือเศษไม้กระดานบางๆ เอามาวัด ตัด และตอกด้วยตะปูเป็นรูปสี่เหลี่ยมแล้วทำพื้นด้วยวัสดุแผ่นเรียบ การทำกระบะใส่เหรียญเรานิยมทำ
ตลาดโบราณ 270 ปี ของดีบ้านตะปอนใหญ่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ตลาดแห่งนี้ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดตะปอนใหญ่ เป็นตลาดชุมชนพื้นบ้านแท้ๆ ไม่ใช่ตลาดนัดทั่วๆ ไป เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ตลาดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่น เน้นขายเฉพาะพืชผัก ขนม อาหารพื้นบ้าน ให้แม่ค้าพ่อค้าในชุมชนจริงๆ มาขายเอง ใช้ชุดแต่งกายแบบไทยๆ ใช้วัสดุธรรมชาติบรรจุอาหาร ไม่ใช้โฟม มีลานวัฒนธรรมที่ส่งเสริม อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสุข ทุกเพศ ทุกวัย เต็มไปด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพความเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลาดแห่งนี้เพิ่งเปิดเมื่อเดือนสิงหาคมนี้รวมระยะเวลาผ่านไป 4 เดือนเต็ม จัดเป็นตลาดฮิตติดดาวแห่งหนึ่งสำหรับผู้คนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ล่าสุดปลายเดือนธันวาคมจังหวัดจันทบุรีเลือกให้เป็นตลาดประชารัฐ ตลาดวัฒนธรรม “ชุมชนคุณธรรมวัดตะปอนใหญ่” ตลาดตั้งอยู่ในบริเวณวัดตะปอนใหญ่ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี สานพลัง บ้าน วัด โรงเรียน เปิดตลาดพื้นบ้านโบราณ 270 ปี คุณวีระพล ปุราณะ ประชาสัมพันธ์ และ คุณไว กิจปรีชา รองนายกอง
ภูมิปัญญาของชาวบ้าน คือความรู้ที่คนโบราณคิดค้นขึ้นและได้ถ่ายทอดส่งต่อกันมาทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับคนรุ่นหลัง โดยให้เหมาะสมกลมกลืนกับการดำเนินชีวิตให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข โดยผ่านศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละท้องถิ่น กลายเป็นภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อให้เกิดความรัก ความภูมิใจในท้องถิ่น มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในท้องถิ่นของตนเอง วัดท่าราบ ตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี แหล่งรวมมรดกวัฒนธรรมเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่าแห่งหนึ่งที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้สำรวจและจัดทำทำเนียบข้อมูลวรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันตกไว้เพื่อการสืบค้นทางการศึกษา ได้แก่ ตำรายาแพทย์แผนไทย การวินิจฉัยโรค สรรพคุณของสมุนไพร อดีตเจ้าอาวาสพระครูวิทิตวรเวช (หลวงพ่อสละ) หรือนามปากกาว่า ส.เปลี่ยนสี ได้รวบรวมตำรายาแพทย์แผนไทย เคยเขียนเผยแพร่ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเล่มนี้จนโด่งดัง ทำให้วิชาแพทย์แผนโบราณของวัดท่าราบเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป นอกจากนี้ วัดท่าราบยังมีชื่อเสียงโด่งดัง วัดท่าราบ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านท่าราบ พื้นที่ตำบลบางแพ อำเภอบาง
ใครก็ไม่รู้ ว่าไว้ว่า ถ้าจะเขียนอะไร จะเล่าอะไรที่เป็นความเรียงให้ได้ดีนั้น จะต้องเล่าเรื่องใกล้ตัวเป็นดีที่สุด วิถีชาวบ้านฉบับนี้เลยต้องว่าด้วยเรื่องแมว เพราะเป็นคนรักแมวและนอนกับแมวทุกคืน บางคนที่ไม่ชอบแมวอาจร้องยี้ สกปรกบ้าง ขนจะเข้าจมูกบ้าง แต่สำหรับคนรักแมว เพียงได้นอนกอดแมว ได้เล่นกับแมว ความทุกข์ความเหนื่อยล้าต่างๆ ก็พลันหายไปในพริบตา นั่นก็เพราะความรักที่มีต่อแมว ความผูกพันกับแมว จำได้ว่ามีมาตั้งแต่เกิด เพราะตั้งแต่จำความได้ก็มีแมวอยู่ใกล้ๆ แล้ว จนอายุเข้าวัยหนุ่มใหญ่ ชีวิตก็ไม่เคยขาดแมว จริงๆ แล้ว เป็นคนรักทั้งหมารักทั้งแมว ถ้าหากเปรียบได้ รักหมานั้นจะรักเหมือนรักน้องชายหรือรักเพื่อนชาย แต่กับแมวจะรักเหมือนรักน้องสาวหรือเพื่อนสาว ว่าไปนั่น ฮา… คนรักแมว จะรู้ว่าแมวเป็นสัตว์ที่น่ารักขนาดไหน บางครั้งพูดจากันรู้เรื่อง แม้แมวจะเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง แต่ในเวลาที่เขาอ้อน ไม่ว่าจะด้วยความหิวหรือต้องการความอุ่น เขาจะร้องเมี้ยวๆ แล้วจะมองมาด้วยสายตาที่บริสุทธิ์ใสไร้เดียงสา จากที่กำลังหงุดหงิด จะกลายกลับเป็นใจที่อ่อนโยนขึ้นมาทันใด นิสัยของแมว ก็ไม่น่าจะต่างจากสัตว์โลกอ
ทันทีที่คณะอนุกรรมการการกฎหมาย ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เห็นชอบผ่อนปรนให้ปลูก และเคี้ยวใบกระท่อม แบบวิถีชาวบ้านดั่งเดิมได้ ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะคนสุราษฎร์ธานี พัทลุง และ นครศรีธรรมราช ต่างมีความรู้สึกที่ตรงกันคือ ได้มีโอกาสเคี้ยวใบกระท่อมอย่างถูกกฎหมาย ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ และราคาใบกระท่อมคงจะลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่กำละ (20 ใบ) 100-200 บาท ขณะที่ในอดีตกำละ 20 บาทเท่านั้น หากถามว่าใครบ้างที่เคี้ยวใบกระท่อมทุกวัน ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีแทบทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทหาร ปกครอง แรงงาน พ่อค้า และประชาชนทั่วไป ลองมาฟังความเห็นจากสาขาอาชีพต่างๆ ว่าการผ่อนปรน “กระท่อม” จะบวก จะลบอย่างไร รศ.ดร. รงค์ บุญสวยขวัญ นักวิชาการภาควิชารัฐศาสตร์ สำนักวิชาศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ให้ความเห็นว่า ตั้งแต่ผมเกิดมาก็เห็นคนเฒ่าคนแก่เคี้ยวใบกระท่อมทุกเช้า เวลามานั่งพูดคุยในวงน้ำชา ใครเก็บใบกระท่อมมาจะเอามาวาง 9-10 ใบ กลางวงน้ำชา เคี้ยวควบคู่การกินน้ำร้อน ถามว่ากินแล้วติดหรือไม่ ผมไม่เคยได้ยินข่าวว่า คนกินใบกระท่อมแล้วก่อคดีอาชญากรรม ฆ่าใคร จี้ใคร หรือขโมยทรัพ
