ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)
หนู เป็นศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับสวนปาล์มน้ำมันทุกระยะ โดยหนูพุกใหญ่ และหนูนาใหญ่ มักกัดทำลายต้นกล้าปาล์มน้ำมันในแปลงเพาะชำและต้นปาล์มปลูกใหม่ นอกจากนี้ ยังมีหนูป่ามาเลย์ ที่เข้าทำลายปาล์มน้ำมันในช่วงให้ผลผลิต กัดกินตั้งแต่ช่อดอกอ่อน ผลปาล์มอ่อน ผลดิบ และกินกระทั่งเนื้อเปลือกผลสุก เกษตรกรหลายพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากหนูป่ามาเลย์ ที่กัดกินทะลายปาล์มสดเสียหายสะสมรุนแรง ทำให้ขายผลผลิตไม่ได้ราคา รวมทั้งยังต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีเพื่อกำจัดหนูค่อนข้างสูง แต่ก็ยังไม่สามารถปราบหนูได้ ซึ่งมีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทำการศึกษาวิจัย การใช้ “นกแสก” กำจัดหนูในสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งพบว่าได้ผลดีมาก นกแสก เป็นนกประจำถิ่นของไทยซึ่งมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และเป็นนกกลางคืนที่อาศัยอยู่ใกล้ชุมชน ปกติใช้โพรงไม้และช่องใต้หลังคาเป็นรังวางไข่ กินหนูเป็นอาหาร มีพฤติกรรมล่าเหยื่อในที่โล่ง ทุ่งหญ้า ไร่นา และสวนปาล์มน้ำมัน มีการผสมพันธุ์ในช่วงเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ เลี้ยงลูก 2 ครอก ติดต่อกัน จำนวนไข่ รังละ 5-7 ฟอง จำนวนต่ำสุด 2 ฟอง สูงสุด 15 ฟอง เพศเมียจะฟักไข่ประมาณ 30 วัน ใ
ครูเปลื้อง เกษตรสิงห์ ข้าราชการบำนาญ วัย 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 7 บ้านโนนหมากแงว ตำบลน้ำคำ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบัน อยู่กับภรรยา มีลูกชาย 2 คน เป็นนายแพทย์ด้านกระดูก ที่โรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนอีกคน ทำงานด้านเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ หลังเกษียณอายุราชการ ครูสนใจประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง โดยเข้าเป็นสมาชิกโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร เลี้ยงโคลูกผสมชาร์โรเล่ส์ กับอเมริกันบราห์มัน ในพื้นที่ 15 ไร่ แบ่งเป็นโรงเรือนเลี้ยงวัว 3 ไร่ แปลงหญ้า 3 ไร่ บ่อน้ำและคันบ่อปลูกหญ้า 3 ไร่ ปลูกกล้วยหอมทอง 1 ไร่ บ้านพักอาศัย 1 ไร่ โรงเรือนเก็บหญ้าแห้ง ฟางแห้ง โรงสีข้าว เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องบดหญ้าสด 1 ไร่ ที่เหลือเป็นที่ว่างเปล่าให้วัวเดินเล่น ออกกำลังกาย และป่าไม้ใช้สอย ไม้ธรรมชาติ ครูเปลื้อง เล่าให้ฟังว่า งานเกษตรหลังเกษียณสนุกมาก เพราะหลังจากวางกล่องชอล์กจากความเป็นครู ทำงานในฟาร์ม เป็นเรื่องใหม่ ทำให้ตนเองศึกษาไปเรื่อยๆ ทั้งด้านการปฏิบัติ ด้านวิชาการ ไม่เหงา ทำงานกับภรรยา แรงงานจ้างบ้างเมื่อยามจำเป็น โคขุน สร้างเงินงามมาก
“แถวนี้มีผ้าไหมด้วยเหรอ?” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตรัสถามชาวบ้านที่ทูลเกล้าถวายผ้าไหม เมื่อครั้งพระองค์ท่านเสด็จมาเยี่ยมราษฎรเชื้อสายภูไท ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน อำเภอห้วยตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปี 2536 เหตุการณ์ในวันนั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้ผ้าไหมบ้านอ่างเตย ได้นำไปจัดแสดงผลงานในวังจิตรลดา และถูกพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพเสริมรายได้ของกลุ่มแม่บ้านเกษตร เมื่อว่างเว้นจากการทำนา กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้าบ้านอ่างเตย ได้รับการพัฒนา เป็น Smart Farmer ต้นแบบให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกได้เป็นอย่างดี สร้างอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคงจากการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ชุมชนกว่าปีละ 2 ล้านบาท อ่างเตย หมู่บ้านพอเพียงต้นแบบ “อยู่ดี กินดี” เนื่องจากทำเลที่ตั้งของบ้านอ่างเตย หมู่ที่ 9 ตำบลท่าตะเกียบ อำเภอห้วยตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีลักษณะเป็นอ่าง ที่ดินทำกินแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเตยป่าที่ขึ้นอยู่ในลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงเรียกพื้นที่แห่งนี้ว่า “บ้านอ่างเตย” มาจนถึงทุกวันนี้ ประชากรส่วนใหญ
“เดิมนั้นผมทำงานเป็นพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมือง แต่เนื่องจากสุขภาพไม่แข็งแรง จึงตัดสินใจลาออกมา แล้วก็มาทำเกษตรในพื้นที่ของพ่อแม่ ปลูกข้าวและอ้อย แต่ประสบปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ และเกิดโรคระบาด การปลูกพืชเชิงเดี่ยวนั้นพอมีปัญหาเกิดขึ้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เลยครับ เพราะเราไม่มีรายได้ทางอื่นมาจุนเจือ ส่งผลให้ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการลงทุน ขาดทุนตลอด แต่โชคดีว่า ต่อมาผมได้รับคัดเลือกให้มีสิทธิ์เข้าเช่าที่ดินทำกินจาก ส.ป.ก. ทำให้ชีวิตเปลี่ยนเลย” นายนวนศรี บุตรโคตร หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบผู้ประสบความสำเร็จ ที่วันนี้ได้รับคัดเลือกจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองบัวลำภู ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตั้งอยู่เลขที่ 114 หมู่ที่ 5 บ้านโนนสง่า ตำบลโนนเมือง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ย้อนอดีตเมื่อครั้งเริ่มต้น แม้ลำบาก แต่ไม่ย่อท้อ “สำนักงาน ส.ป.ก. จังหวัดหนองบัวลำภู ถือว่ามีส่วนร่วมอย่างมากในการช่วยเหลือผม ให้สามารถยกระดับความรู้ ยกระดับความคิด เปิดโลกทัศน์ผมให้กว้างขึ้น ทั้งจากการพาไปศึกษาดูงานตามศูนย์เรีย
นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก.3 ระยอง) กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้เร่งขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในปี 2563 จำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำแก่พืชอย่างเพียงพอ ภายใต้แนวทางการส่งเสริมให้เกษตรกรได้วางแผนเพาะปลูกพืชอย่างเหมาะสม รวมทั้งวางแผนจัดการน้ำสำหรับทำการเกษตรที่ดี เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ภาคเกษตรต้องเผชิญแทบทุกปี เพราะน้ำนับเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับอาชีพการเกษตรในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ สสก.3 ระยอง ได้ดำเนินการวางแผนก่อสร้างแปลงเรียนรู้ด้านบริหารจัดการน้ำแก่พืชต่างๆ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ภาคตะวันออกเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) นายดำรงฤทธิ์ กล่าวว่า ในปี 2563 สสก.3 ระยอง ได้ดำเนินการโครงการดังกล่า
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ลงพื้นที่ติดตามโครงการส่งเสริมการหยุดเผาวัสดุการเกษตร โดยใช้กลไกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแม่ข่ายขับเคลื่อน พบเกษตรกรพึงพอใจและให้ความร่วมมือ เผยประโยชน์จากวัสดุการเกษตรมีคุณต่อดิน และสามารถแปรสภาพเพื่อใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้มากมาย นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้มอบหมายให้ นางอุบล มากอง ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ พร้อมด้วย นางสาวอิสรี เก่งนอก นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ นางสาวผกาพันธุ์ ละมัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรพื้นที่จังหวัดนครนายก พร้อมเก็บข้อมูลงานวิจัยในการศึกษาทดสอบด้านการเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการในพื้นที่ ในการจัดการพื้นที่ การปฏิบัติในแปลง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการเผาในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดนครนายก ณ แปลงสาธิตการเรียนรู้ของเกษ
กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้มาจากพลังงานฟอสซิส (น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน) ซึ่งเชื้อเพลิงดังกล่าว นับวันจะมีปริมาณน้อยลงทุกทีและมีโอกาสหมดไปในอนาคต ประกอบกับราคาเชื้อเพลิงกลุ่มดังกล่าวมีความผันผวนสูงขึ้นตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก ขณะเดียวกันเชื้อเพลิงกลุ่มนี้ยังปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาล เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก แถมสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พอห่อหุ้มโลกหนาเข้าๆ ก็กลายเป็นสภาวะเรือนกระจก แสงแดดที่ส่องเข้ามาจากดวงอาทิตย์ถูกกักความร้อนเอาไว้ ไม่สะท้อนออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทำให้มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นถี่กว่าเดิมถึง 5 เท่า อีกด้วย หากประเทศไทยพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงกลุ่มเดิมๆ แต่เพียงอย่างเดียว ก็เสี่ยงเจอปัญหาขาดแคลนพลังงานได้ และอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการพัฒนาของประเทศไทยได้ในระยะยาว ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาของไทยจึงพยายามนำพลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล น้ำขึ้น-น้ำลง พลังงานไฮโดรเจน ฯลฯ นำมาใช้เป็น
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2563 สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก.3) นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมความสำเร็จขนุนแปลงใหญ่ ตำบลหนองเหียง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี หนึ่งในวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยยึดหลักตลาดนำการเกษตรอย่างครบวงจร ส่งออกจีน และยุโรป สร้างรายได้แก่ชุมชน เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ขนุนหนองเหียง นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก.3) เปิดเผยว่า อำเภอพนัสนิคม มีเกษตรกรผู้ปลูกขนุนในพื้นที่เกือบทุกตำบล และปลูกมากในพื้นที่ตำบลหนองเหียง โดยปลูกอย่างจริงจังเป็นอาชีพสามารถส่งจำหน่ายเป็นรายได้หลักและรายได้เสริมเป็นอย่างดี ที่สำคัญเป็นขนุนคุณภาพ ตั้งแต่ขนาด ปริมาณ เนื้อผิว และรสชาติ เป็นที่ยอมรับของตลาด เกษตรกรมีการจัดการด้านการตลาดอย่างเด่นชัด ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบผลสดและแบบแกะเนื้อแช่แข็ง ส่วนผลอ่อนขนาดเล็กที่ไม่ได้คุณภาพจะนำมาแปรรูป โดยผลสุกได้นำมาแปรรูป อาทิ ขนุนลอยแก้ว ขนุนเชื่อมอบแห้ง แยมขนุน เป็นต้น ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างมาก “สสก.3 จังหวัดระยอง
“สับปะรด โดยทั่วไปจะเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่ายปีละครั้ง แต่ผมสามารถทำสับปะรดนอกฤดู ขายผลสดคุณภาพ ออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี” เป็นความภาคภูมิใจของ คุณกฤษณะ สิทธิหาญ เกษตรกรต้นแบบ Smart Farmer ผู้ปลูกสับปะรด เจ้าของแปลงเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (สับปะรด) จังหวัดลำปาง เคล็ดลับการทำสับปะรดนอกฤดู เกษตรกรโดยทั่วไปที่ปลูกสับปะรด จะเริ่มปลูกลงหน่อพร้อมกันทั้งแปลง และอีกประมาณ 12-16 เดือน ก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายสู่ตลาดพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตมาก ราคาไม่ดี ถึงแม้จะนำไปแปรรูปก็ไม่ทัน เกิดการเน่าเสีย เป็นปัญหาและความเสี่ยงของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ทำอย่างไร จะทำให้สับปะรดกระจายออกสู่ตลาด ผู้บริโภคสามารถรับประทานได้ตลอดทั้งปี ไม่กระจุกออกพร้อมกัน เป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับ คุณเอก หรือ คุณกฤษณะ สิทธิหาญ วัย 42 ปี และหลังจากการทดลองทดสอบอยู่ 3 ปี ก็ได้คำตอบคือ การทำสับปะรดนอกฤดู โดยทยอยปลูก ทยอยเก็บ สำหรับเคล็ดลับการทำสับปะรดนอกฤดู มีวิธีการดังนี้ การเตรียมดิน จะไถกลบ 2-3 รอบ สังเกตถ้าหญ้าหรือวัชพืชขึ้น แสดงว่าดินดี ที่ตรงไหนหญ้าหรือวัชพืชไม่ขึ้น แสดงว่าดินไม่ดี ต้องเติมปุ๋ยหรือธาตุอาหา
ณ บ้านเลขที่ 144 หมู่ที่ 1 บ้านสถาน ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เป็นที่ตั้งสวนมีสุข ของเกษตรกรหัวก้าวหน้า เจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (เครือข่าย) ทำการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการทำบัญชีครัวเรือนมาช่วยวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางการผลิตและอุดช่องโหว่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น คุณนิคม วงศ์ใหญ่ เล่าถึงประวัติส่วนตัวว่า จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านสถาน ตำบลภูซาง เมื่อปี พ.ศ. 2532 พอจบก็เข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ โดยไปอยู่กับญาติ ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านอาหาร เงินเดือนตอนนั้น 1,500 บาท เพราะความรู้น้อย เปรียบเทียบกับเด็กเสิร์ฟด้วยกันแต่เขาจบ ม.3 หรือ ม.6 ปรากฏว่ารายได้มากกว่า ด้วยวุฒิการศึกษาจึงคิดได้ว่าถ้าตนเองมีความรู้สูงกว่านี้รายได้จากการทำงานก็จะสูงกว่านี้ คุณนิคมจึงตัดสินใจกลับมาบ้านไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วไปเรียนต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่วิทยาลัยเทคนิค เมื่อจบ ปวส. ก็มาพบกับ คุณชาลินี ตกลงใช้ชีวิตคู่กัน คุณนิคมพูดถึงคนอื่นว่าเริ่มต้นชีวิตครอบครัวจาก 1 หรือ 10 เพราะมีมรดกตกทอด แต่คู่
