สภาเกษตรกรแห่งชาติ
นายรัตนะ สวามีชัย เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวในการเป็นประธานเปิดโครงการอบรม “การจัดการความรู้ (Knowledge Management)” ผ่านระบบประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Conference) ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพฯ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด 77 จังหวัด มีพนักงานเข้าร่วม 257 คน ว่า สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบงานด้านธุรการและทำหน้าที่เป็นเลขานุการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ และเลขานุการของสภาเกษตรกรจังหวัด ดำเนินการ รวบรวมศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรจังหวัด สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติและสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด ภารกิจหลักคือการประสานดำเนินงานกับเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินงานจะต้องติดต่อสื่อสาร ประสานงานและเข้าร่วมการประชุมในวาระต่างๆ ดังนั้น เรื่องการเขียนหนังสือราชการและรายงานการประชุม จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติงานและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งต้องมีเนื้อหา คว
นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ และ เลขาธิการคณะทำงานด้านข้าวและชาวนา สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวในการเปิดประชุม “โครงการส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและการมีส่วนร่วมของชาวนาในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน” และบรรยายพิเศษ หัวข้อ ‘ลดต้นทุนการผลิต ก้าวแรกทางรอดชาวนาไทย” ณ ห้องประชุมสมาคมผู้พิการจังหวัดอ่างทอง ตำบลศาลาแดง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง โดยคณะทำงานด้านข้าวและชาวนา ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดนครปฐม ราชบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสี เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น จำนวน 70 คน ว่า เริ่มต้นโครงการนี้คืออยากจะได้ทั้งชาวนา โรงสี และผู้ส่งออก มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อรวบรวมแล้วจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืนและครบวงจร ซึ่งเวทีที่จังหวัดอ่างทองถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่อาจจะปรับเป็นการลงพื้นที่เพื่อหารือถึงมุมมองปัญหาและแนวทางร่วมกันของโรงสี และผู้ส่งออก คณะทำงานด้านข้าวและชาวนาจะนำแนวทางไปปรับเพื่อเวทีในภาคอื่นต่อไป โดยมองว่
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังประชุมหารือแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสินค้าเกษตร ร่วมกับ นายหวาง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ กรุงเทพฯ ว่าสภาเกษตรกรแห่งชาติต้องขอขอบคุณ นายหวาง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ ที่กรุณามาหารือกัน โดยมี 3 เรื่องที่สภาเกษตรกรแห่งชาติต้องดำเนินการต่อจากนี้คือ เรื่องบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน สภาเกษตรกรแห่งชาติจะขอนัดหมายกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อผลักดันเร่งรัดให้เกิดบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกันโดยเร็ว, การพูดคุยกับเกษตรกรเพื่อให้ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เหมาะสมสำหรับการส่งออก และเรื่องการประสานงานความร่วมมือกันระหว่างเกษตรกรไทยและเกษตรกรจีน ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติจะพยายามประสานพร้อมผลักดันต่อไป ขณะที่ นายหวาง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึก
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ร่วมกับคณะทำงานแก้ไขปัญหาโรคระบาดในสุกร พร้อมและยินดีสนับสนุนให้ความร่วมมือและให้กำลังใจกับส่วนราชการและภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการในการขับเคลื่อนเพื่อช่วยแก้ปัญหาโรคระบาดในสุกร ซึ่งสภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดทำหนังสือข้อเสนอเชิงนโยบายโครงการฟื้นฟูเยียวยาและปรับโครงสร้าง การเลี้ยงสุกรของเกษตรกรรายกลางถึงรายย่อยทั้งประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันแบบยั่งยืน โดยเสนอให้แก่รัฐบาลเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2564 ด้วย มาตรการเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที ได้แก่ 1. เร่งจ่ายเงินเยียวยาเพื่อชดเชยความเสียหายจากโรคระบาดกับเกษตรกรรายกลาง รายเล็ก รายย่อย ที่ทำลายซากสุกรไปแล้ว โดยขอให้กรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้กับเกษตรกรที่ได้ทำลายซากไปแล้ว ซึ่งปัจจุบันพบว่ายังมีเกษตรกรส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับค่าชดเชยทั้งที่เวลาได้ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว กับขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในการชดใช้ราคาสุกรเพื่อเฝ้าระวังป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร(ASF) เพื่อรอการดำเนินการตามแผนลดความเสี่ยงต่อโรคระบาดสำคัญในสุกร 2
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันวิกฤตการณ์ที่หลากหลายยังคงรุมเร้าเกษตรกรและยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น โรคระบาดที่ปรับสายพันธุ์ ราคาพืชผล ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติที่ผันผวน การแข่งขันทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งความรวดเร็วในการนำส่งสินค้า เป็นต้น ทำให้เกษตรกรอาจอ่อนล้ากับหลากปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม ขอให้พี่น้องเกษตรกรติดตามข่าวสารให้ใกล้ชิด หากมีเพื่อน กลุ่ม หรือทีมงาน ให้ช่วยกันดูข้อมูลแล้ววิเคราะห์ ใช้โอกาสก้าวสู่ปีใหม่นี้ในการปรับตัว เปลี่ยนแปลงด้านการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปัญหาปัจจุบันให้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ผลิตผล ในพื้นที่เพาะปลูกให้มากขึ้นเพื่อลดและกระจายความเสี่ยง เช่น เกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมสาขาพืชควรมีการปลูกพืชอายุยืนอย่างไม้ผลให้มากขึ้น หากเกษตรกรมีความพร้อมด้านทุนก็สามารถเพิ่มกิจกรรมการเลี้ยงปศุสัตว์ หากเป็นปศุสัตว์อายุสั้นแนะนำให้เลี้ยงไก่พื้นเมือง ซึ่งใช้เวลาไม่กี่เดือนก็สามารถจำหน่ายช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในครัวเรือนหรือในกลุ่มได้ ขณะที่แพะ แกะ ใช้ระยะเวลาเลี้ยงปีเศษๆ ส่วนโค กระบือ ใช้ระยะเวลาที่
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคในสุกร ครั้งที่ 4/2564 ด้วยระบบการประชุมทางไกลผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (Zoom) ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ชั้น 6 อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดการประชุมหารือเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคในสุกร เช่น โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ที่มีการตรวจพบว่ากลายพันธุ์แพร่กระจายในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งต่างไปจากที่เคยตรวจพบในทวีปยุโรปและเอเชียมาก่อนหน้านี้, โรคกลุ่มอาการระบบสืบพันธุ์และทางเดินหายใจในสุกร (PRRS) เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง เกษตรกรต้องสูญเสียสุกรที่ป่วยตายจากโรคถึง 30% และไม่สามารถเลี้ยงสุกรต่อไปได้ เนื่องจากเชื้อโรคยังสะสมอยู่ในพื้นที่และทำให้เกิดโรคซ้ำในคอกหรือฟาร์มจนเกษตรกรรายย่อยหมดตัวไปแล้วก็มี และในอนาคตอาจถึงขั้นต้องสูญเสียอาชีพการเลี้ยงสุกรไปในที่สุด รวมทั้งยังกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อา
นายรัตนะ สวามีชัย เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์วิกฤตไวรัสโคโรนา 2019 ระบาด หลายหน่วยงานเห็นความสำคัญภาคการเกษตรและยื่นมือเข้าช่วย โชคดีที่ประเทศไทยไม่วิกฤตซ้ำซ้อนเรื่องของอาหารและเกษตรกรมีความเข้มแข็ง สภาเกษตรกรแห่งชาติมีหลักคิดต้องการที่จะพัฒนาธุรกิจให้กับกลุ่มคน 3 กลุ่ม คือ 1. เกษตรกรรายย่อย 2. วิสาหกิจชุมชน และ 3. ผู้ประกอบการ (MSMEs) จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้ “โครงการพัฒนาระบบให้เอกชนสามารถเป็นหน่วยงานส่งเสริม MSMEs ปีงบประมาณ 2563” เพื่อสร้างกลไกการสนับสนุนให้ผู้ให้บริการทางธุรกิจภาคเอกชนสามารถเข้ามามีบทบาทในการยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ MSMEs ในประเด็นที่ตรงกับความต้องการ เพื่อให้มีกระบวนการต้นแบบในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการ MSME ผ่านระบบผู้ให้บริการทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจของผู้ประกอบการ MSME มากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และ/หรือจดทะเบียนถูกต้องกับ ห
นายศรีสะเกษ สมาน รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้เสนอเชิงนโยบายการปลูกต้นไม้มีค่า 58 ชนิดต่อรัฐบาลจนมีผลบังคับใช้ รวมถึงการผลักดันเรื่องการปลูก “ไผ่” ด้วยใช้ประโยชน์ได้มากและหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย เฟอร์นิเจอร์ ไม้ใช้สอยประจำวัน จนถึงเรื่องพลังงาน สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งระยะสั้นและระยะยาว “โครงการธนาคารสีเขียว (Green Bank)” ซึ่งเป็นมติเห็นชอบในการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ครั้งที่ 2/2564 เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับทุกภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กร สถาบันการศึกษา ฯลฯ “สภาเกษตรกรแห่งชาติจะร่วมขับเคลื่อนโครงการธนาคารสีเขียว หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าโครงการมัดจำต้นไม้เพราะฟังดูไม่ไกลเกินไป เข้าใจง่าย โดยจะลงพื้นที่ไปสำรวจเกษตรกรที่มีความสนใจเข้าร่วมโครงการ และเตรียมความพร้อมเกษตรกรเข้าสู่การใช้ต้นไม้เพื่อการค้าปัจจุบันหรือค้าเป็นหลักทรัพย์ พร้อมกับเสนอให้คณะทำงานดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างแบบจำลองในจังหวัดอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อเป็นต้นแบบใ
นายรัตนะ สวามีชัย เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดอบรมระบบทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom) หลักสูตร “ฝ่าวิกฤตโควิด ธุรกิจเกษตร go online” ณ ห้องประชุมสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ชั้น 6 อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ทั้งนี้ เนื่องจากสภาเกษตรกรแห่งชาติได้พบปัญหาช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรของเกษตรกรได้รับผลกระทบในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้สำรวจปัญหาและความต้องการจากองค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ จำนวน 6,000 กลุ่ม ว่าได้รับผลกระทบและต้องการแก้ปัญหาในการประกอบอาชีพภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างไร จากนั้นได้ทำการคัดเลือกองค์กรเกษตรกรที่มีความต้องการพัฒนาการจำหน่ายสินค้าเกษตรในระบบออนไลน์ เช่น ต้องการเพิ่มช่องทางการตลาดผ่าน Facebook Line แพลตฟอร์ม (Platform)ต่างๆ เป็นต้น แล้วประสานไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจที่สอดคล้องกับความต้องการของเกษ
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วงสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รอบแรกคนไทยตื่นตระหนกทั้งประเทศ ล็อกดาวน์ เคอร์ฟิว การค้าขายถูกจำกัด ระบบขนส่งทั้งหมดแทบปิดลง เกษตรกรเดือดร้อนมากสภาเกษตรกรแห่งชาติจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาโดยตรงด้วยการจัดสรรเม็ดเงินลงไปคนละ 5,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 3 เดือน ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ฟังเสียงความเดือดร้อนของเกษตรกร ส่วนการระบาดรอบนี้ต้องบอกว่าภาครัฐหละหลวมเรื่องของการจัดการแรงงานต่างด้าวไม่ดีพอ แต่ก็จะเห็นได้ว่าเราเริ่มปรับตัว ตื่นตระหนกน้อยลง กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้ถูกปิดทั้งหมด เกษตรกรรู้วิธีป้องกัน ดูแลตัวเองและเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิดได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งการปรับตัวมาศึกษาเรียนรู้และทดลองค้าขายในระบบออนไลน์มากขึ้น โดยสภาเกษตรกรได้ลงไปให้ความรู้กับเกษตรกรเรื่องการใช้แอปพลิเคชันให้เป็นในปีแรก ปีถัดไปเกษตรกรต้องพยายามลงมือทำเองให้ได้ คาดว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 เรื่องกิจกรรมการเกษตรกับการขายสินค้าออนไลน์จะแพร่หลายมากขึ้นในกลุ่มเกษตรกร ทั้งนี้ จะมีเกษตรบางสาขาที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ เกษตรกรที่ผลิตพืชผักที่อายุก
