สับปะรด
เกษตรกร อ.ท่าอุเทน นครพนม สร้างรายได้จากการหันมาปลูกสับปะรด เปรยผลผลิตไม่พอขาย เพราะพื้นที่ปลูกน้อย ช่วงก่อนหน้านี้เกษตรกรส่วนใหญ่เปลี่ยนมาปลูกยางพารา ตั้งเป้าส่งเสริมให้กลับมาปลูกสับปะรดมากขึ้น นายสุขสันต์ พรรษวงษ์ ผู้ใหญ่บ้านกุดกุมน้อย หมู่ 4 กล่าวว่า ตนมีพื้นที่ปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย 4 ไร่ แซมในสวนยางพาราที่เพิ่งอายุได้แค่ 3 ปี เริ่มปลูกช่วงต้อนฤดูฝน โดยใช้หน่อ 4,000-5,000 หน่อต่อไร่ ลงทุนเริ่มแรกอยู่ที่ประมาณ 60,000-70,000 บาท ข้อดีของสับปะรดอยู่ที่ให้ผลผลิตติดต่อกันถึง 3 ปี ให้ลูกดก รสหวานฉ่ำ ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. โดยจะมีพ่อค้าจาก มุกดาหาร อุบลฯ ร้อยเอ็ด และยโสธร มารับซื้อถึงสวน ซึ่งผลผลิตในปีนี้แทบไม่พอขาย เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่เปลี่ยนมาปลูกยางพารามากขึ้น ปีนี้ได้ผลผลิต 3-5 ตันต่อไร่ ราคาหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-25 บาทเป็นราคาที่พุ่งสูงในรอบ10 ปี คิดเป็นกำไรไร่ละ 50,000 บาท เตรียมขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 8 ไร่ ด้านนายมานะ บุญระมี กล่าวว่า เดิมทีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดอยู่ที่ ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน และ ต.นาใน อ.โพน
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศ มีพื้นที่รวมกว่า 402,905 ไร่ และยังเป็นแหล่งแปรรูปสับปะรดเพื่อการบริโภคและส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของโลก สร้างมูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 20,000 ล้านบาท จนถูกเรียกว่าเป็นเมืองหลวงสับปะรด พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากที่สุดคือ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย หรือที่เรียกกันว่า พันธุ์โรงงาน ซึ่งเป็นสับปะรดพันธุ์เศรษฐกิจมีปลูกกันมาอย่างยาวนาน ในปี พ.ศ. 2559 นี้ นับว่าเป็นปีทองของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด เนื่องจากสับปะรดมีราคาสูงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี ราคาเฉลี่ยในปัจจุบันอยู่ที่ กิโลกรัมละ 10 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของจังหวัดก็ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นปีที่ครบรอบ 105 ปี ของประวัติศาสตร์การปลูกสับปะรดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามข้อมูลได้บันทึกไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2454 มีพ่อค้าชาวปากีสถาน เดินทางมาค้าขายยังประเทศไทย โดยมาขึ้นฝั่งที่บ้านท่าข้าม ปัจจุบันคือ บ้านฝั่งท่า หมู่ที่ 5 ตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และมาพักค้างคืนที่บ้านของ ผู้ใหญ่ทอง อิ่มทั่ว ซึ่งทางผู้ใหญ่ทองก็ได้จัดอาหารและผลไม้เลี้ยงให้กับพ่อค้าชาวปากีสถานคน
นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า คาดว่าในปี 2559 ตลาดสินค้าสับปะรดในสหรัฐฯ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5 ถึง 8% คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มนำเข้าสินค้าสับปะรดเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งออกต่อไปยังประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ และแคนาดา เป็นต้น โดยสินค้าสับปะรดไทย ที่มีศักยภาพในการทำตลาดในสหรัฐฯ ได้แก่ สับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรด ซึ่งปัจจุบัน สหรัฐฯ นำเข้าสับปะรดกระป๋องจากไทยมากที่สุด คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 59% ตามมาด้วยฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ที่ 25 และ 9% ตามลำดับ ส่วนน้ำสับปะรด สหรัฐฯ นำเข้าน้ำสับปะรดจากไทยเป็นอันดับ 1 เช่นกัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 48% ตามมาด้วยฟิลิปปินส์และคอสตาริกาที่ 18 และ 17% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มความต้องการบริโภคสินค้าอาหารกระป๋องของคนอเมริกันลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับความนิยมในการบริโภคสินค้าอาหารปลอดสารพิษและสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะในกลุ่มมิลเลนเนียล และกลุ่มเบบี้ บูมเมอร์ส ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในสหรัฐฯ แต่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ มีแนวโน้มหันมาบริ
“สับปะรดสี” ไม้ประดับหลากสี หลายคนน่าจะรู้จักกันดี ในอตีดเป็นไม้ที่ปลูกกันเฉพาะกลุ่ม แต่ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์ จำหน่ายส่งขายให้กับร้านจำหน่ายต้นไม้และผ่านโลกออนไลน์ จัดเป็นไม้ประดับที่มีราคาแพง สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ คือไม้ทั่วไป และไม้คอแลคชั่น การเพาะขยายพันธุ์ สามารถทำได้ 2 วิธี คือ การตัดแยกหน่อ และการเพาะเมล็ด แต่ที่ได้รับความนิยม จะเป็นตัดแยกหน่อมาปลูก เนื่องจากจะได้ต้นไว้กว่า ส่วนการเพาะเมล็ด ก็ทำได้แบบชิวๆ เพียงแค่เก็บเมล็ดจากดอกนำมาเพาะในกระบะที่มีวัสดปลูกเป็นขุยมะพร้าว หรือ พีชมอสผสมทราย ซึ่งวิธีนี้ อาจจะได้สับปะรดสีพันธุ์ใหม่ขึ้นได้ สำหรับการดูแล จะให้น้ำวันเว้นวัน แต่หากเป็นช่วงฤดูฝนต้องหยุดให้น้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำมากเกินไป อาจจะทำให้รากเน่าได้ ให้สังเกตุจากกาบใบให้มีน้ำขังไว้ตลอดเวลาก็เพียงพอ วัสดุปลูกไม่ต้องเปียกตลอดเวลา ปุ๋ยใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท เดือนละ 1 ครั้ง โรยรอบๆต้น ตั้งไว้ในโรงเรือนที่พรางแสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ มีอากาศถ่ายเท ลมพัดผ่าน เท่านี้ต้นสับปะรดสีก็จะมีสีสันที่สวยงามตลอดเวลา ราคาจำหน่าย ไม้คลอแลคชั่น จำหน่ายตั้งแต่ 300-3,500 บาท ส่วนไม้ทั่วไป
