สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
“พลเอกประวิตร” ห่วงปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็มลุ่มน้ำแม่กลองกระทบวิถีชีวิตประชาชน สั่ง สทนช. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ รับฟังแนวทางการแก้ปัญหาจากประชาชน – ภาคส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ พร้อมเร่งศึกษาจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำแม่กลอง ก่อนสรุปเสนอกรอบแนวทางแก้ปัญหาน้ำเค็มรุก 4 ลุ่มน้ำติดอ่าวไทยเสนอ กนช.ต้น ก.ย.นี้ ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในโอกาสลงติดตามความก้าวหน้าแนวทางการแก้ไขปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็ม น้ำท่วม และน้ำแล้งในลุ่มน้ำติดอ่าวไทย และความก้าวหน้าผลการศึกษาการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำแม่กลอง บริเวณประตูระบายน้ำบางนกแขวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ว่า ตามที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ หรือ กอนช. มีความห่วงใยต่อปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็ม สั่งการให้ สทนช.เร่งบูรณาการหน่วยงานเกี่ยวข้องจัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำเค็ม น้ำท่วมและน้ำแล้งในลุ่มน้ำติดอ่าวไทย ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ที่สำคัญต้องเสนอแนวทางให้คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด และองค์กรผู้ใช้น้ำในระดับพื้นที่ ได้รับทราบเพื่อใช้เป็นข้
สทนช.ลงพื้นที่ติดตามเร่งรัดโครงการศึกษาการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำบางปะกง ณ ปตร.บางขนาก ตำบลบางขนาก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช.ได้วางเป้าหมายในการศึกษาและจัดทำผังน้ำสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน8ลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำชี มูล บางปะกง แม่กลอง สะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีนและบางปะกงและจะทยอยดำเนินการให้ครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำภายในปี 2566 สำหรับการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำบางปะกงนับเป็น 1ใน8 ลุ่มน้ำสำคัญที่สทนช.วางเป้าหมายเร่งดำเนินการเร่งด่วนซึ่งการดำเนินการอยู่ภายใต้ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ที่ได้บัญญัติไว้ให้ สทนช.) จัดทำผังน้ำ โดยวัตถุประสงค์ของการศึกษาประกอบด้วย 4 ด้านคือ 1.เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ การวิเคราะห์ และการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำบางปะกง ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำพ.ศ. 2561 2. เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำ 3.เพื่อใช้ข้อมูลผังน้ำประกอบการสนับสนุนแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง แผนป้องกัน และแก้ไขภาวะน้ำท่วม รวมถึงการจัดสรร การใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ ก
สทนช. จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นำเสนอร่างผังน้ำครั้งที่ 2 พื้นที่ภาคกลาง 4 ลุ่มน้ำสำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก สะแกกรัง และท่าจีน คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามแผน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผังน้ำครั้งที่ 3 พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ว่า สทนช. ร่วมกับกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาจัดการประชุมผังน้ำ ครั้งที่ 3โครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา ท่าจีน เพื่อนำเสนอร่างผังน้ำ และองค์ประกอบของผังน้ำ เป็นครั้งที่ 2 ให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบ พร้อมรับฟังความคิดเห็น-ข้อเสนอแนะโดยได้รับเกียรติจากนายพรพจน์ บัณฑิตยานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย คณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรผู้ใช้น้ำ และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมกว่า 200 คน นายปรีชา สุขกล่ำ กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมากลุ่มบริษัทที่
สทนช. ลุยศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน หวังใช้เป็นแนวทางปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดินในระบบทางน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการไหลของน้ำ เอื้อจัดการท่วม-แล้งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามความก้าวหน้างบกลางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ-เก็บกักน้ำเร่งด่วนให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ สทนช. เร่งรัดการจัดทำผังน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงให้มีการติดตามผลการดำเนินงานตามงบกลางของหน่วยงานต่างๆ รายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สทนช. ได้ลงพื้นที่ลุ่มน้ำวัง จังหวัดลำปาง และลุ่มน้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญในพื้นที่ตอนบนของประเทศ และส่งน้ำไปยังพื้นที่ภาคกลางที่เป็นแหล่งชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ สภาพปัญหาที่พบประจำ ได้แก่ พื้นที่ชุม
เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 2 ได้จัดประชุม “จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2565 ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระดับลุ่มน้ำ และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง น้ำท่วม” โดยมี คุณไพฑูรย์ เก่งการช่าง ผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งตะวันออก คุณธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์ ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งตะวันออก คุณธารทิพย์ จันทร์พิทักษ์ นักวิเคราะห์และแผน ชี้แจงแนวทางการจัดทำแผน และ ผศ.ดร.วศิน ยุวนะเตมีย์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์และรักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตจันทบุรี มหาวิทยาลัยบูรพาและคณะเป็นวิทยากรจัดทำแผน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย กรรมการลุ่มน้ำ อนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดจันทบุรี ตราด อ่างเก็บน้ำจันทบุรีเก็บไม่ถึง 50% หวั่นภัยแล้งรุนแรง เสนอโมเดล 10 ไร่ : 1.5 ไร่ คุณไพฑูรย์ เก่งการช่าง กล่าวว่า สภาพแหล่งน้ำในจังหวัดจันทบุรีปีนี้และปี 2564 มีแนวโน้มจะขาดแคลนน้ำอย่างน่าเป็นห่วง ประเมินจาก
กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งหนักในรอบ 40 ปี พร้อมสร้างการรับรู้แนะเกษตรกรดูแลพืชผลอย่างถูกวิธี นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ โดยในรอบปี 2562 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งปีที่แล้วมีฝนตกทั้งปี 1,342.6 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับปีที่แล้งมากคือ ปี 2558 มีฝนตก 1,419.6 มิลลิเมตร จะเห็นได้ว่าปี 2562 ฝนตกน้อยกว่า ปี 2558 และจากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยานับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา ยังพบว่า ปี 2562 มีฝนตกน้อยที่สุดในรอบ 40 ปี โดยเฉพาะฤดูฝนในช่วงเดือนพฤษภาคม – เดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมา มีฝนตกทั้งประเทศเพียง 1,114 มิลลิเมตร น้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 12 ทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งมีน้ำใช้การเหลือน้อยไม่เกินร้อยละ 30 ของความจุอ่าง จำนวน 14 แห่ง เมื่อฝนตกน้อยน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติก็มีเหลืออยู่น้อยเช่นกัน จึงไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกตามปกติได้ แม้ระยะนี้จะมีฝนตกลงมาบ้างก็ตามแต่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย
สทนช. ลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง บูรณาการความร่วมมือโครงการวิจัยร่วมบริหารจัดการน้ำแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย – น้ำรวก ระหว่างไทยและเมียนมา พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัยปรับใช้เพื่อความยั่งยืน หวังความสำเร็จของโครงการช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน 2 ประเทศ เม่ื่อวันที่ 27 มกราคม 2563 ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการวิจัยร่วมเพื่อการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนด้านอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย-น้ำรวก ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (Joint assessment of Thailand and Myanmar on flood and drought for transboundary water resources management) ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า การลงนามความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน เพื่อดำเนินโครงการวิจัยร่วมเพื่อการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดนด้านอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำสาย-น้ำรวก ระห
จากสภาพอากาศของประเทศที่เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้ในหลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร รวมถึงน้ำใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคแล้ว นอกจากนี้ยังมีบางหน่วยงานกังวลว่า หน้าแล้งใน ปี 2562 นี้ จะหนักกว่าทุกปี ซึ่งจากข้อกังวลดังกล่าวทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเริ่มออกมาให้ข้อมูล เตรียมพร้อมสำหรับการช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศแล้ว ⦁ สทนช. ยันแล้งนี้ไม่วิกฤต ประเด็นที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าปีนี้ประเทศไทยจะแล้งหนักสุดในรอบ 30 ปี จากปรากฏการณ์เอลนิโญ จะรับมือไหวหรือไม่ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ให้คำตอบว่า กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนิโญจะยังคงอิทธิพลต่อเนื่อง แต่เป็นเอลนิโญกำลังอ่อน และจะเข้าสู่สภาวะเป็นกลางช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 คาดว่าจะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติ 10-20% เฉพาะเดือนเมษายน 2562 ปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 10% และคาดว่าปริมาณฝนจะกลับมามีค่าใกล้เคียงกับสภาวะปกติในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มฤดูเพาะปลูกในปีนี้ได้หลังจากผ่านช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว “ย
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท ติดตามการขับเคลื่อนโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา เร่งรัดการปรับปรุงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา 930 ลบ.ม./วินาที แก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เพื่อติดตามการขับเคลื่อนโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท โดยมี นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ ณ วัดอินทาราม (วัดตลุก) ตำบลตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สภาพพื้นที่ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างครอบคลุมเนื้อที่ 33 ล้านไร่ มีแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นพื้นที่ที่มักเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำ โดยมีน้ำท่วมครั้งใหญ่หลายครั้ง เช่น ในปี 2538, 2545, 2549 และปี 2554 ซึ่งมี
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สวก. กรมชลประทาน และ ภาคีเครือข่ายด้านน้ำ จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ ประจำปี 2019 ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่มุ่งสู่ความมั่นคงด้านน้ำ พลังงาน อาหาร และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย หรือ THA 2019 International Conference on Water Management and Climate Change towards Asia’s Water-Energy-Food Nexus and SDGs เพื่อเปิดเวทีให้นักวิจัย วิศวกร นักวิชาการ ระดับหัวกะทิในภูมิภาคอาเซียน ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลงานวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้แชร์แนวคิด และประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการน้ำ ชลประทาน การจัดการภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างน้ำ-พลังงาน-อาหาร เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยมีนักวิจัยทั้งชาวไทยและตัวแทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้ความสนใจเข้ามาร่วมอย่างคับคั่ง และในการนี้ได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง นักวิ
