สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
กรุงเทพฯ, 8 พฤษภาคม 2569 – มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) โดย สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต (สพร.) ผนึกกำลัง 5 ภาคีเครือข่ายชั้นนำด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ จัดพิธี Kick-off เปิดตัวโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ “EEC Water Alliance : รู้-รับ-รอด” เพื่อสร้างกลไกการเรียนรู้และบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) มุ่งสกัด “ภัยจากความขัดแย้ง” ระหว่างภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และครัวเรือน ก่อนปรากฏการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2569 – 2570 และภาวะ “โลกเดือด” (Global Boiling) จะทวีความรุนแรง นักวิจัยในโครงการได้รับการแต่งตั้งจากหน่วยงานภาคีน้ำทั้ง 5 หน่วยงานและจากสำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต โครงการมีกำหนดดำเนินงาน 3 เดือน (พฤษภาคม – กรกฎาคม 2569) ดำเนินการในกลุ่มพื้นที่ 4 โซนยุทธศาสตร์ ได้แก่ มาบตาพุด ปลวกแดง-บ่อวิน แหลมฉบัง และฉะเชิงเทรา เพื่อส่งมอบข้อเสนอเชิงน
สทนช. เปิดเวทีเสวนาวิชาการ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิร่วมระดมสมองปิดจุดอ่อนมหาอุทกภัย ยกกรณีศึกษาเชียงใหม่และหาดใหญ่ บูรณาการนวัตกรรม หวังยกระดับระบบเตือนภัยน้ำท่วมและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันให้ชุมชน “รู้รับ-ปรับตัว” รับมือฤดูฝนอย่างเท่าทัน วันนี้ (24 เม.ย. 69) นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเสวนาถอดบทเรียนเพื่อเพิ่มศักยภาพการรับมือการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน ปี 2569 ครั้งที่ 2 หัวข้อ “จุดประกายจากตัวจริง/ของจริงกับมหาอุทกภัย” โดยมี นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สทนช. พร้อมด้วย ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สมาคม นักวิชาการ และบุคลากร สทนช. เข้าร่วม ณ ห้องสัมมนา อาคารสัมมนา สทนช. อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และทาง Facebook Live : สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ทั้งปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประช
ในปี 2569 ประเทศไทยเสี่ยงเผชิญภาวะฝนน้อย จากสภาวะเอลนีโญ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน–สิงหาคม 2569 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ในช่วงต้นฤดูฝน (ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569) กรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคกลางและภาคตะวันออก อาจต่ำกว่า 50% ของความจุเก็บกักรวม ส่วนเขื่อนแม่มอก เขื่อนคลองสียัด และเขื่อนวชิราลงกรณ มีแนวโน้มลดลงจนต่ำกว่าเกณฑ์กักเก็บน้ำต่ำสุด ทั้งนี้เพื่อรองรับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนสูงซึ่งยากต่อการคาดการณ์ และเก็บสำรองปริมาณน้ำต้นทุนให้มากที่สุด พร้อมรับมือกับวิกฤตเอลนีโญในอนาคต สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการข้อมูลโดยคาดการณ์ฝนล่วงหน้า 6 เดือนประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ และคาดการณ์น้ำไหลลงอ่างฯ ใช้บริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม2569 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกรกฎาคม2570 จึงปรับแผ
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Forecasting for risk – informed decision making and policy” ซึ่งการประชุมในครั้งนี้มีเป้าหมายสร้างความร่วมมือในการบูรณาการบริหารจัดการน้ำระหว่างหน่วยงานระดับภูมิภาคและภายในประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) รวมถึงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ปัจจุบันสภาพอากาศของประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะลานีญา และมีแนวโน้มจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงต้นเดือน พ.ค. 69 และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือน ก.ค. 70 ทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศจะต้องวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกกิจกรรมตลอดช่วงฤดูแล้ง ควบคู่ไปกับการประเมินความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนด้วย ดังนั้น สทนช. จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับบริหารจัดการน้ำตามแผน ควบคู่กับการประเมินความเสี่ยงจ
สทนช. เผย ไทยได้รับอิทธิพลจากพายุ 7 ลูก ทำให้ฝนตกยาวนานต่อเนื่องจนถึงต้นฤดูหนาว แม้มีการปรับแผนระบายน้ำล่วงหน้าตั้งแต่ต้นปีเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับฝน แต่มีน้ำไหลเข้าสะสมในเขื่อนใหญ่ต่อเนื่อง ปัจจุบันกำลังเร่งคลี่คลายสถานการณ์อุทกภัย เพื่อเข้าฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปี 2568 พี่น้องประชาชนหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ยาวนานกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต บ้านเรือน และทรัพย์สิน ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบและให้ระดับน้ำกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยในปีนี้ แม้ว่าหน่วยงานได้มีการเตรียมพร้อมระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่ล่วงหน้าตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 โดยปรับเป้าหมายให้เขื่อนมีปริมาณน้ำในช่วงสิ้นสุดฤดูฝน ร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก จากเป้าหมายเดิมที่มุ่งเก็บน้ำให้เต็มความจุ เพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มช่องว่างรองรับน้ำของเขื่อนให้มากขึ้น และยังคงมีการทยอยระบายน้ำในช่วงระหว่างฤดูอย่าง
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศเตือน มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ตอนบน ประกอบกับจะมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออกเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคใต้ ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 17 – 22 พ.ย.นี้ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 สทนช. ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประชุมวิเคราะห์สภาพอากาศ สถานการณ์น้ำ และคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม พบว่ามีหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้เสี่ยงต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน ในช่วงวันที่ 17 – 22 พฤศจิกายน 2568 ดังนี้ 1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำเนื่องจากระบายไม่ทัน บริเวณ จังหวัดชุมพร (อำเภอสวี ทุ่งตะโก พะโต๊ะ ละแม และหลังสวน)
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศ ฉบับที่ 3/2568 ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้คาดการณ์ว่า มีพื้นที่บางส่วนเสี่ยงต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำเนื่องจากระบายไม่ทัน ในช่วงวันที่ 10 – 13 พฤษภาคม 2568 ดังนี้ 1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง ในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำเนื่องจากระบายไม่ทัน บริเวณ จังหวัดนนทบุรี (อำเภอเมืองนนทบุรี บางใหญ่ บางกรวย และปากเกร็ด) จังหวัดปทุมธานี (อำเภอลำลูกกาและคลองหลวง) จังหวัดสมุทรปราการ (อำเภอเมืองสมุทรปราการ บางพลี บางบ่อ และพระสมุทรเจดีย์) และกรุงเทพมหานคร 2. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ดังนี้ 2.1 ภาคเหนือ บริเวณ จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อำเภอปาย และปางมะผ้า) จังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอแม่แตง เชียงดาว เวียงแหง พร้าว แม่อาย ฝาง ไชยปราการ จอมทอง สะเมิง แม่วาง และแม่ริม) จังหวัดเชียงราย (อำเภอเมืองเชียงราย แม่ฟ้าหลวง แม่สรวย แม่สาย เชียงแสน เทิง และพาน) จังหวัดพะเยา (อำเภ
สทนช. ชี้ 2 สัปดาห์แรกของเดือน ต.ค. 67 ฝนภาคเหนือและอีสานจะลดลง ขยับลงมาตกในพื้นที่ภาคกลางและใต้ เร่งวางแผนทุกลุ่มน้ำเพิ่มพื้นที่รองรับฝนปลายฤดู พร้อมยังคงต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงในการเกิดพายุช่วงฤดูฝนนี้อีก 1 ลูก เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 67 นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุมติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำประจำสัปดาห์ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน การประปานครหลวง สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นต้น เข้าร่วมการประชุม ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. เปิดเผยผลการประชุมว่า จากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและ สสน. พบว่าในช่วง 2-3 ต.ค.67 ยังมีฝนตกหนักในพื้นที่ จ.เชียงใหม่และเชียงราย จึงต้องเฝ้าระวังอย่า
สทนช. ขานรับนโยบาย “รองนายกฯ ภูมิธรรม” ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลสถานการณ์น้ำฝนและน้ำท่า วางแผนรับมืออุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เฝ้าระวังควบคุมปริมาณน้ำ 4 จุดเสี่ยง พอใจผลซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ มั่นใจจะช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร นิคมอุตสาหกรรม พื้นที่เศรษฐกิจ และปกป้องโบราณสถานมรดกโลกได้อย่างแน่นอน ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ตามที่ สทนช. ได้บูรณาการติดตามสถานการณ์น้ำฝนและน้ำท่า ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ปริมาณฝนในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน 2567 จะมีร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคกลาง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 20 และเมื่อรวมกับปริมาณฝนที่ตกสะสมมาตั้งแต่ต้นฤดู จะส่งผลให้ปริมาณน้ำในลำน้ำต่างๆ ยกระดับสูงขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะน้ำหลากในช่วงเดือนสิงหาคมและมีความเสี่ยงน้ำมากในช่วงเดือนกันยายน โดยเฉพาะบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำไหลหลาก บวกกับอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุนสูง จึงเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจะเกิดสถานการณ์อุทกภัยได
สทนช. บูรณาการวางแผนเชิงรุกรับมือฤดูฝนลุ่มน้ำเจ้าพระยาพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เผยปรากฏการณ์ลานีญาเริ่มชัดเจนมากขึ้น คาดฝนตกหนักช่วงปลายฤดูเดือนสิงหาคม-กันยายน เตรียมจัดจราจรการระบายน้ำ ใช้พื้นที่บางระกำ บึงราชนก และบึงบอระเพ็ด เป็นแก้มลิงหน่วงน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด พร้อมดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำและสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา สถานการณ์ฝนได้ตกเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่ง ในพื้นภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำของ 4 เขื่อนใหญ่ (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนไม่มากนัก น้อยกว่าปริมาณน้ำที่ระบายออก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ปริมาณความชื้นในดินยังไม่อิ่มตัว ฝนที่ตกลงมาจะซึมลงในดินเกือบทั้งหมด ทำให้มีปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำยังน้อยก
