สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดศูนย์เฉพาะกิจร่วมกรมชลประทานเพื่อร่วมกันบูรณาการข้อมูลน้ำ ล่าสุด ในวันนี้ ( 6 ส.ค.2561 ) ได้แถลงข่าวสถานการณ์น้ำ พร้อมเปิดเผยแผนที่การไหลของน้ำล้นเขื่อนแก่งกระจาน ตั้งแต่ เวลา 10.00 น. เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค. 2561 จึงขอให้ชาวเพชรบุรีเตรียมเคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ โดยคาดการณ์ว่า น้ำล้นเขื่อนแก่งกระจาน จะเคลื่อนตัวถึงเขื่อนเพชร ในช่วงเวลา 22.00 น. คืนนี้ และมวลน้ำจะเคลื่อนตัวเข้าพื้นที่อำเภอบ้านลาดและอำเภอเมือง ในวันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.) เวลา 22.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพรัตน์ ทับประเสริฐ ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เรื่อง ขอแจ้งการปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่เกิดฝนตกหนักจากอิทธิพลของดีเปรสชั่นและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์เป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำกักเก็บ 7,403 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 83.56% ของความจุ สูงกว่าเกณฑ์การควบคุมที่กำหนดไว้ เขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาณน้ำกักเก็บ 15,338 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 86.44% ของความจุ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มอบหมายให้กรมชลประทาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ปรับแผนการระบายน้ำเพื่อพร่องน้ำออกจากเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมในระดับที่สมดุล สำหรับรองรับปริมาณน้ำฝนใหม่ที่จะตกลงมาเพิ่มในช่วงเวลา 2 – 3 เดือนข้างหน้า โดยเขื่อนวชิราลงกรณจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเดิมวันละ 36 ล้านลบ.ม. เป็น 39 ล้านลบ.ม. ในวันที่ 5 สิงหาคม 2561 และเพิ่มเป
จากปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามทุ่มเทกำลัง ความสามารถ รวมทั้งงบประมาณอย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ แต่ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรยังปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ และการเร่งรัดพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปัญหาทรัพยากรน้ำซับซ้อนมากขึ้นและมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างออกไปในทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และคุณภาพน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงเห็นว่า ข้อมูลเชิงพื้นที่ เป็นคำตอบสำคัญที่จะนำไปสู่การวางกรอบแนวทางเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาได้อย่างเหมาะสม และยั่งยืน นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช. ได้จัดให้มีการประชุมแนะนำโครงการและรับฟังความคิดเห็น “โครงการศึกษาติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ขึ้น ที่โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด จ.ขอนแก่น เมื่อเร็วๆ นี้ สทนช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เร่งดำเนินงานโครงการศึกษาติดตามและประเมินผลการบริหา
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดคณะลงพื้นที่เพื่อรับฟังความเห็นในการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก รวมไปถึงการทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำประเทศไทย 25 ลุ่มน้ำใหม่ โดยเริ่มต้นลงพื้นที่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของจังหวัดเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดย นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการลุ่มน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติน้ำ (สทนช.) กล่าวว่า ภาวะน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออก ทำให้ สทนช.ต้องทำโครงการศึกษาทบทวนแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำ (ภาคตะวันออก) และได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ จ.ฉะเชิงเทรา ลุ่มน้ำปราจีนฯ-บางปะกง พื้นที่ภาคตะวันออกมีลุ่มน้ำเดิม อาทิ ลุ่มน้ำปราจีนบุรีกับลุ่มน้ำบางปะกง มีอ่างห้วยโสมงอยู่ที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำบางปะกง ดังนั้นเมื่อจะกักน้ำเค็มจากบางปะกงจึงไม่สอดรับกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจจะยุบเป็นลุ่มน้ำเดียว เพราะตอนบนและตอนล่างเป็นคนละลุ่มน้ำ หรือบางลุ่มน้ำมีขนาดเล็ก ห่างไกลกัน เมื่อต้องห
สทนช.ประชุมหน่วยเกี่ยวข้องเร่งโรดแมปฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร ก่อนเสนอนายกฯ พิจารณา เตรียมเดินหน้าแผนระยะเร่งด่วนขุดลอกจุดวิกฤตก่อนน้ำหลาก หวังเป็นแก้มลิงรับน้ำจากน้ำยม – น้ำน่าน ชะลอผลกระทบพื้นที่ตอนล่าง นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำแผนบูรณาการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมเจ้าท่า กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมโยธาธิการและผังเมือง และองค์การบริหารจังหวัดพิจิตร เพื่อหารือแผนการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร จ.พิจิตร หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 โดยได้มอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานกลางบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนพัฒนาแม่น้ำพิจิตร เพื่อให้แม่น้ำพิจิตรเป็นแหล่งเก็บกักน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและชัดเจนเป็นรูปธรรมโดยเร็วนั้น เบื้องต้นที่ประชุมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปความก้าวหน้าการดำเนินการที่ผ่านมา และงานที่จะดำเนินการในระยะต่อไปตามภารก
สทนช. เปิดสำนักงานต้อนรับ แกนนำชุมชนตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เข้าพบเลขาธิการ สทนช. เสนอแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำยมตามแบบสะเอียบโมเดล เพื่อจัดการน้ำตามแบบฉบับของชุมชน พร้อมมอบโล่เกียรติยศและเกียรติบัตรนวัตกรรมประชาธิปไตย ให้กับเลขาธิการ สทนช. นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดโอกาสให้ นายสมมิ่ง เหมืองร้อง ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อน 4 หมู่บ้าน ตำบลสะเอียบ จ.แพร่ และผู้นำชุมชนตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เข้าพบแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาและจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยม ซึ่งเป็นการพัฒนาใช้หลักภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาแหล่งน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของชุมชน ด้านนายสมมิ่ง กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการศึกษาหาทางออกแบบมีส่วนร่วม : กรณีศึกษาการพัฒนาแหล่งเก็บกักในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน ซึ่งเป็นการศึกษาเมื่อปี 2558 โดยกรมชลประทานประสานความร่วมมือในลักษณะภาคีเครือข่ายเพื่อหาทางออกร่วมกัน ประกอบด้วย กรมชลประทาน กองทัพภาคที่ 3 จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา จังหวัดลำปาง รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ราษฎรในพื้นที่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่ว
