สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่มังคุดตำบลแสลง เกิดจากการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมังคุด จำนวน 53 ราย เมื่อปี 2561 มีพื้นที่ปลูกมังคุดรวม 663 ไร่ มีพื้นที่ปลูกมังคุดเฉลี่ย 13 ไร่ต่อครัวเรือน โดยมี นายเด่น หลิวอ๋ง เป็นประธานแปลงใหญ่ จากการดำเนินงานของกลุ่มในระยะที่ผ่านมาประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาแปลงใหญ่ 5 ด้าน ได้แก่ 1. กลุ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้บริหารจัดการภายในสวน ประหยัดเวลาและลดต้นทุนจากการจ้างแรงงาน รวมถึงผสมปุ๋ยใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดิน สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ร้อยละ 5 คือ 11,980 บาทต่อไร่ต่อปี จากเดิมที่มีต้นทุนเฉลี่ย 12,650 บาทต่อไร่ต่อปี 2. ทางกลุ่มได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์มาบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ปลูก สามารถเพิ่มผลผลิตได้ร้อยละ 6 คือ 478 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี จากเดิมที่มีผลผลิตเฉลี่ย 450 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี 3. ยกระดับคุณภาพสินค้า สมาชิกกลุ่มทุกคนผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และต่ออายุใบรับรองเพื่อเป็นมาตรฐานรับรองผลผลิตของแปลงใหญ่ยกระดับ โดยกลุ่มได้ให้ความสำคัญและปฏิบัติเพื่อรักษามาตรฐานผลผลิตตามความต้องการของตลาด 4. ด้านการตลาด กลุ่มเป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและเ
“ไร่เตียวิเศษ” อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นับเป็นต้นแบบของพลิกโฉมฟาร์มไก่ไข่และแปลงผักเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ภายใต้แนวคิด Zero Waste และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างยั่งยืน จนได้รับรางวัลมาตรฐานการท่องเที่ยว STG Star ระดับ 4 ดาว ประจำปี 2567 จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไร่เตียวิเศษก่อตั้งปี 2553 บนพื้นที่ครอบครัว 3 ไร่ ดำเนินงานโดย นางสาวดวงเด่น เตียวิเศษ โดยพัฒนาเป็นเกษตรผสมผสาน มีไก่ไข่ 500 ตัว (โรงเรือน 186 ตารางเมตร) และแปลงผัก 1 ไร่ รวมถึงไม้ผลหลากชนิด ปรับเปลี่ยนสู่เกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2554 และได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ปี 2560 พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้สำหรับชุมชน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้ติดตามความสำเร็จของ ไร่เตียวิเศษ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนเศรษฐศาสตร์ธุรกิจเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โมเดลไร่เตียวิเศษเป็นตัวอย่างการออกแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค หรือการผลิตที่ยึดความต้องการของตลาดเป็นหลัก (Demand-oriented) ใน 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) ผู้บริโ
ท่ามกลางความผันผวนของโลกในห้วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ แม้จะดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจกลับส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคการเกษตรของไทยซึ่งเชื่อมโยงกับทั้งพลังงาน ปัจจัยการผลิต และการค้าโลก จึงไม่อาจหลีกพ้นจากแรงกดดันดังกล่าวได้อย่างแท้จริง นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สะท้อนภาพสถานการณ์ว่า แม้สงครามจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเป็น “ผลกระทบระดับโลก” โดยเฉพาะต้นทุนด้านพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลก รวมถึงก๊าซแอลพีจีและพลังงานรูปแบบอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญในทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เมื่อพลังงานมีราคาแพงขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ต้นทุนการขนส่ง” ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เส้นทางขนส่งสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซเผชิญกับความไม่แน่นอน ทำให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบเพียงการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลโ
บางท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นที่ราบลุ่มที่แม่นํ้าตาปีและแม่นํ้าพุมดวงไหลมาบรรจบกันก่อนออกสู่ทะเล มีสภาพเป็นป่าชายเลน เป็นพื้นที่ราบลุ่มนํ้าท่วมขังเป็นเวลานาน ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ ถูกเรียกว่า คนเมืองใน เพราะอพยพย้ายถิ่นฐานมาจากทางภาคกลางตอนใต้ ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี และนครปฐม เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้เมื่อปี พ.ศ. 2505 เนื่องจากพื้นที่ที่จับจองอยู่ในทําเลที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพในการทํามาหากินตํ่า ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีจึงประสบกับปัญหาในการประกอบอาชีพ จากภัยธรรมชาติ ต้นทุนการผลิตสูง ราคาผลผลิตตกตํ่า เจ้าหน้าที่ของสํานักงานเกษตรอําเภอพุนพิน และสำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตพืชผักปลอดภัยเพื่อการบริโภคและจำหน่ายสร้างรายได้ ทำให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นต้นแบบชุมชนที่เข้มแข็งให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง รวมกลุ่ม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำสวนผสมผสานแบบยั่งยืนบางท่าข้าม ได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ในปี 2558 โดยมี นายสิทธิพล โตประศรี เป็นประธานวิสาหกิจชุมชน ต่อจากนั้นในปี 2560 ได้จัดตั้งเป็นแปลงใหญ่ผักบางท่าข
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และข้อกำหนดทางการค้าที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญของภาคเกษตรไทยที่ต้องเร่งปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกสินค้าพืชเศรษฐกิจ (ปาล์มน้ำมัน)” โดยมีเป้าหมายเพื่อประเมินศักยภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตปาล์มน้ำมัน เพื่อจัดทำข้อมูลเชิงประจักษ์สนับสนุนการกำหนดนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง BCG Model สำหรับการศึกษาครั้งนี้ สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8, 9 และ 10 ได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรในปีการผลิต 2567 ในพื้นที่แหล่งผลิตปาล์มน้ำมันที่สำคัญของประเทศไทย จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร พังงา ระนอง นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล และประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดประชุมผู้บริหารและบุคลากร เพื่อสื่อสารแนวทางการทำงาน “9 เรื่องใน 365 วัน” โดยมุ่งพัฒนางานวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตรให้ทันต่อสถานการณ์ เปรียบเทียบได้ และตรวจสอบได้ พร้อมพัฒนาการสื่อสารสาธารณะให้ชัดเจน เข้าใจง่าย และใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการทำงานร่วมกับเครือข่ายทุกภาคส่วน นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า สศก. จะเน้นการทำงานเชิงระบบ โดยเพิ่มคุณภาพ “ข้อมูล-การวิเคราะห์-การสื่อสาร” ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น พร้อมพัฒนาเครื่องมือและกระบวนการทำงานให้ทำซ้ำได้ ลดความซ้ำซ้อน และยกระดับมาตรฐานรายงานให้เทียบเคียงแนวปฏิบัติสากล ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ใช้ข้อมูล ได้แก่ เกษตรกร ประชาชน หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน สามารถเข้าใจภาพรวมเศรษฐกิจเกษตรและแนวโน้มสำคัญได้ชัดเจนขึ้น ในโอกาสนี้ สศก. ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติ “9 เรื่องใน 365 วัน” เพื่อขับเคลื่อนงานสำคัญ ดังนี้ 1. พัฒนารายงานคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจรายปี ให้มีความรอบด้านและเปรียบเทียบได้ โดยใช้ชุดแ
นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “Agrivolution : พลิกเกมเกษตรทันอนาคต” ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ในการนี้ นายพีรพันธ์ ได้นำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทย โดยระบุว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3.2 โดยการเติบโตยังคงมีความเปราะบางจากความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวร้อยละ 2.0 จากแรงหนุนของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ในส่วนของภาคเกษตรไทยยังต้องเผชิญกับ “5 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ” ได้แก่ 1) ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต 2) มาตรการกีดกันทางการค้าและมาตรฐานสินค้ารูปแบบใหม่ 3) สภาพอากาศแปรปรวนและภัยพิบัติทางธรรมชาติ 4) กระแสการเติบโตสีเขียว (Green Growth) และ 5) โครงสร้างประชากรสูงวัยที่ส่งผลต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภา
นางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ถึงสถานการณ์การผลิตกาแฟของไทยในปีเพาะปลูก 2568/69 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนตุลาคม 2568) ว่า มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 183,842 ไร่ ลดลงจากปีที่ผ่านมาจำนวน 3,025 ไร่ หรือร้อยละ 1.62 ผลผลิตต่อไร่ 90 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาจำนวน 4 กิโลกรัม หรือร้อยละ 4.65 และผลผลิตรวม 16,534 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 514 ตัน หรือร้อยละ 3.21 โดยปัจจัยหลักมาจากการดูแลรักษาที่ดีและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ปริมาณผลผลิตต่อไร่และคุณภาพเมล็ดกาแฟปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าพื้นที่ให้ผลผลิตภาพรวมจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม โดยปัจจุบันแบ่งเป็นกาแฟพันธุ์อาราบิกา ร้อยละ 67.46 และพันธุ์โรบัสตา ร้อยละ 32.54 สำหรับแหล่งผลิตสำคัญ 3 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และชุมพร ในส่วนของราคาที่เกษตรกรขายได้ ในรูปสารกาแฟ เฉลี่ยปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 123.01 บาท/กิโลกรัม สำหรับราคา ในปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 187.54 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 52.4 เนื่องจากผลผลิต ในปี 2568 ลดลงจากปีที่ผ่านมา และความต้อ
นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลการหารือที่สำคัญยิ่งจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองเบเลง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมระดับโลกดังกล่าว หัวใจสำคัญของการประชุม COP30 คือ การกำหนดท่าทีและแนวทางร่วมกันของนานาประเทศเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการเน้นย้ำให้ความสำคัญกับ “ภาคเกษตร” ซึ่งถือเป็นทั้งแหล่งผลิตอาหารที่จำเป็นต่อโลกและเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยด้วย ประเด็นหารือหลักด้านการเกษตรจึงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหารเป็นสำคัญ ที่ประชุมได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศก
นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ Head of Mission ในคณะกรรมการด้านการเกษตร (Committee for Agriculture: COAG) เข้าร่วมการประชุมเกษตรโลก (Global Forum on Agriculture: GFA) ประจำปี 2568 และการประชุมคณะกรรมการด้านการเกษตร (COAG) ครั้งที่ 186 ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีผู้แทนระดับสูงจาก 38 ประเทศสมาชิก และประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ร่วมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูล การประชุมเกษตรโลก (GFA) ประจำปี 2568 เป็นเวทีหารือระดับนโยบายเกษตรกรรม ซึ่งในแต่ละปีจะมีหัวข้อหารือแตกต่างกัน โดยในปีนี้วาระที่ถูกหยิบยกในการหารือคือ ประเด็นรับมือกับความท้าทายสำคัญในภาคเกษตร จากปัญหาเกษตรกรสูงวัย การสืบทอดอาชีพเกษตร การเพิ่มความน่าสนใจของภาคเกษตรสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ โอกาสในยุคดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นการเสริมสร้างความยั่งยืน ภายใต้ปฏิญญาว่าด้วยแนวทางแก้ไขสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อการเกษต
