เกษตรกรไทย
ในแวดวงของนักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์แป้นรำไพและพันธุ์แป้นดกพิเศษ (พันธุ์แป้นดกพิเศษมีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่า 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากันและมีการติดผลเป็นพวง) เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด เนื่องจากพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบางและมีปริมาณน้ำในผลมาก มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ที่สำคัญมะนาวทั้ง 2 สายพันธุ์ดังที่ได้กล่าวมา สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่ายมาก ที่ผ่านมาในอดีตการปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำโดยคิดว่าต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรงเพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่มักจะพบปัญหาว่าต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากที่ภาระเลี้ยงผลมาก อีกทั้งกิ่งตอนมะนาวเกือบทั้งหมดที่ขยายพันธุ์มาปลูกมักจะมีโรคไวรัสทริสเทซ่าและโรคกรีนนิ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรมเร็ว ผลผลิตต่ำและมีอายุสั้นลง อีกทั้งยังพบปัญหาเรื่องโรคโค
นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่ร่วมประชุมสัมมนาการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระดับพื้นที่สู่การปฏิบัติ ร่วมกับนายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรฯ ผู้บริหารฝ่ายการเมือง ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดและอำเภอในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งหมด พาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ จ.อุบลราชธานี เพื่อชี้แจงนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ แก่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ และเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่บูรณาการการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ นายกฤษฎา กล่าวว่า วันนี้เรามาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคเกษตรและของประเทศไทย หากเราต้องการผลลัพธ์ใหม่ ทีมกระทรวงเกษตรฯ ต้องทำร่วมกันทำสิ่งใหม่ ปรับวิธีคิด วิธีทำงานกันใหม่อย่างไร้รอยต่อ แบ่งเป็น 4 สิ่งที่ ต้อง ทำ คือ 1. ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด 2. ต้องรู้ลึก รู้จริง ทำได้จริง ลงพื้นที่จริง ให้ได้มากกว่าเกษตรกรหรืออย่างน้อยต้องรู้เท่าทันเกษตรกร 3. ทุ่มเทและมุ่งมั่นในการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ธันวาคม 2560) ที่แปลงปลูกมันสำปะหลัง ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางสาวชุติมา บุญยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ภายในงานได้มีการจัดแสดงเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อนำไปใช้ในการเกษตรมากมาย อาทิ เทคโนโยลีการใช้โดรนบินถ่ายภาพพื้นที่ เพื่อจัดทำแผนที่แปลงเกษตร และกำหนดพิกัดด้วย GPS เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการจัดการน้ำ ปุ๋ย การรักษาพืช และการบันทึกข้อมูลทางการเกษตร, วิธีติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูลแบบ Maltispectral และ Thermal Infrared ส่งข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อตรวจวัดและบันทึกการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การเกษตร, วิธีติดตั้งเครื่องตรวจวัดปริมาณความต้องการของน้ำจากสถานีตรวจอากาศ เพื่อคำนวณความต้องการของพืชจากค่าการคายระเหย และวิธีสำรวจศัตรูพืชด้วยเครื่องร่อน UAV เป็นต้น นอกจากนี้ภายในงานยังมีการโชว์นวัตกรรมรถแทรกเตอร์ไร้คนขับ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งได้มีการพัฒนาวิจัยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับคันต้นแบบ เพื่อนำไปใช้
กระทรวงเกษตรฯ วางแนวทางรองรับพัฒนาเกษตรกรทุกระดับ ปูรากฐานการผลิตควบคู่การพัฒนาคนแบบระยะยาว เน้นนำวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ มั่นใจ เกษตรกรรายย่อยสามารถก้าวสู่เกษตรกร 4.0 ได้แน่ และมีภูมิคุ้มกัน สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรของประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรรายย่อย และมีระดับการพัฒนาที่หลากหลาย ทำให้การพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรต้องอาศัยการกำหนดนโยบายและแผนที่สอดคล้องกับลักษณะของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม ข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้กำหนดแนวทางรองรับการพัฒนาเกษตรกร โดยกลุ่มเกษตรกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีความก้าวหน้าในการทำการเกษตร มีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อยอดสู่เกษตร 4.0 ได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลผลการศึกษาของสถาบันการศึกษาหลายสถาบันเห็นพ้องต้องกันว่า เกษตรรายย่อยซึ่งยังมีจำนวนอยู่มาก ยังไม่สามารถก้าวข้ามเกษตร 2.0 ไปได้ จำเป็นต้องมีแนวทางและนโยบายในการพัฒนาเฉพาะ เช่น การสนับสนุนการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็ง ศูนย์เรียน
กลุ่มผู้นำด้านเกษตรกรรมไทยและภูมิภาคแสดงจุดยืน ให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับเกษตรกรไทยเป็นอันดับแรก ยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เร่งพิจารณาให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อันสอดคล้องต่อการนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 กลุ่มผู้นำด้านเกษตรกรรมไทย โดย นางสาววัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทย (ส.อ.ท.) ดร. ชาตรี พิทักษ์ไพรวัน อดีตนายกสมาคมอารักขาพืชไทย นายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร และ ดร. วีรวุฒิ กตัญญูกุล อดีตนายกสมาคมคนไทยธรกิจเกษตร พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกร นายนิวัติ ปากวิเศษ ประธานชมรมผู้ปลูกมะนาวแห่งประเทศไทย และนายวัลลภ ปริวัฒน์ รองนายกสมาคมการส่งออกทุเรียน มังคุด แห่งประเทศไทย ออกแถลงจุดยืนแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนเกษตรกรไทย ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอันทันสมัยต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพของพวกเขา ซึ่งรวมถึงการใช้สารอารักขาพืช ที่มีประสิทธิภาพด้วยความรับผิดชอบ หลังจากการพิจารณาทบทวนของภาครัฐ ที่อาจมีผลทำให้มีการห้ามใช้หรือการจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิดในการปกป้องพืชผล นายปราโมทย์ ติรไพรวงศ์ นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวว
น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร ซึ่งหากเปรียบเทียบจำนวนประชากรภาคเกษตรกับประชากรทั้งประเทศในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ไทยมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรจาก 59.46 ล้านคน ในปี 2538/39 เป็น 65.13 ล้านคน ในปี 2558/59 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.40 ต่อปี ในขณะที่ประชากรภาคการเกษตรมีแนวโน้มลดลงร้อยละ 0.91 ต่อปี โดยปัจจุบันภาคเกษตรไทยมีครัวเรือนเกษตรประมาณ 5.9 ล้านครัวเรือน พื้นที่ถือครองทางการเกษตร 149.23 ล้านไร่ ภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร ปีเพาะปลูก 2538/39 ถึง 2558/59 ปี 2559/60 – ปี 2560/61 คาดว่ารายได้ครัวเรือนเกษตรจะเพิ่มขึ้นจากผลผลิตเกษตรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวย และภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัจจัยสนับสนุนภายในจากนโยบายภาครัฐที่มีแผนงาน/โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ และระบบการส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่โดยใช้รูปแบบประชารัฐ เช่น แผนบริหารการผลิตการตลาดข้าวครบวงจร เกษตรคุณภาพ/อินทรีย์ แปลงใหญ่ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ตาม Agri-Map เพิ่มระบบส่ง/กระจายน้ำ และโครงการ 9
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เกาะติดโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ 29 จังหวัด เผย ภาพรวมเกษตรกรพึงพอใจโครงการในระดับมาก สามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการได้ 163,094 ตัน มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 300 บาทต่อไร่ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 279.25 ล้านบาท นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินผลโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดพื้นที่และผลผลิตข้าว โดยให้เกษตรกรเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งในพื้นที่นาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี นำไปสู่การปรับระบบการปลูกข้าวที่ถูกต้อง และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทน โดยผลการติดตามในพื้นที่ 29 จังหวัด (ร้อยละ 82.86 ของจังหวัดเป้าหมายรวม 35 จังหวัด) พบว่า ปริมาณการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการได้เฉลี่ย 1,095 กิโลกรัมต่อไร่ รวม 163,094 ตัน มูลค่า 827.20 ล้านบาท โดยเกษตรกร ร้อยละ 57.39 ขายผลผลิตให้ภาคเอกชนที่ร่วมโครงการ เฉลี่ย 9,437 กิโลกรัม/ราย ราคาที่จำหน่ายได้เฉลี่ย 5.18 บาท/กิโลกรัม
ทุกวันนี้ สินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกมีมูลค่ารวม 3 ล้านล้านบาท มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงปีละ 20% อันเป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น การผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จูงใจให้เกษตรกรทั่วโลกหันมาปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์กว่า 318 ล้านไร่ ใน 183 ประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 3 แสนไร่ ตัวเลขพื้นที่ปลูกมากเป็น อันดับที่ 8 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 60 ของโลก สินค้าเกษตรอินทรีย์สำคัญของไทย ได้แก่ กะทิ เครื่องแกง ซอส มูลค่า 1,201 ล้านบาท ข้าว 552 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น มะพร้าวน้ำหอม ชา กาแฟ และสมุนไพร 558 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวม 2,310 ล้านบาท มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 10% ดังนั้น “ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์” จึงเป็นโอกาสและความหวังของเกษตรกรและรัฐบาลไทย ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในอนาคต รัฐบาลจึงกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อผลักดันปร
สมาคมอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยรับเกียรติบัตรจากกระทรวงแรงงานยกย่องและขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนำแนวทางปฏิบัติที่ดีต่อแรงงาน (Good Labour Practices: GLP) ไปส่งเสริมในฟาร์ม ปศุสัตว์อย่างจริงจัง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย ด้านสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกฟาร์มไก่เนื้อได้นำหลักการ GLP ไปใช้ในฟาร์มไก่แล้ว ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรเตรียมขยายผลต่อในฟาร์มสุกร เตรียมทำหลัก GLP สำหรับฟาร์มสุกรแล้วเสร็จภายในปีนี้ นายประเสริฐ อนุชิราชีวะ เลขาธิการ สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ให้ความร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมปศุสัตว์และสมาชิกของสมาคมฯ ร่วมจัดทำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีสำหรับฟาร์มและสถานที่ฟักไข่สัตว์ปีกขึ้นแล้วเสร็จเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา และได้ร่วมพัฒนาวิทยากรด้าน GLP เพื่อช่วยเผยแพร่และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงไก่ที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้มีการจัดการแรงงานที่เหมาะสมเป็นไปตามมาตรฐานสากล สำหรับปีนี้ สมาคมฯ ยังเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการ ฟาร์มของสมาชิกทั่วประเทศสามารถดูแลจัดการแรงงานได้อย่างถูกต้อง
