เกษตรพอเพียง
คุณลุงทองปาน พิมพานิช วัย 65 ปี และภรรยา คุณป้าเคี่ยม พิมพานิช อายุ 63 ปี ที่มีความทะมัดทะแมงแข็งแรงทำงานได้สบายๆ คุณลุงทองปาน เล่าว่า ยึดอาชีพทำนา ทำสวน มาจากบรรพบุรุษ เดิมอยู่บ้านบัวสว่าง ต่อมาเมื่อมีการมาตั้งหมู่บ้านที่นี่จึงออกมา เพราะว่ามีที่ดินอยู่ที่นี่ คุณลุงทองปาน มีลูก 6 คน ชาย 2 หญิง 4 คน แต่งงานมีครอบครัว ก็ยึดอาชีพทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ส่วนแม่บ้านยามว่างก็หันมาทอผ้าใช้เอง ไม่ได้ซื้อหาเหมือนปัจจุบัน ผ้าส่วนใหญ่ที่ทอ ผ้าคราม ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ใช้เองในครอบครัว อินทผลัมกินผล ฐานะครอบครัวค่อนข้างลำบาก แม้จะมีที่ดินทำนา ทำสวน ทำไร่ ก็ตาม เพราะการทำการเกษตรนั้นส่วนใหญ่จะรอน้ำจากฝนที่ตกลงมา ไม่ได้พัฒนาเหมือนปัจจุบัน ลูกหลายคนถามว่า จะให้เรียนหนังสือแล้วไปรับราชการทำงานหรือไม่ จึงบอกไปว่า การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราฉลาด แต่เป็นส่วนประกอบของความสบายระดับหนึ่งเท่านั้น คิดว่าลูกๆ ทุกคน ประกอบอาชีพการเกษตรดีกว่า เพราะคนทุกคนบนโลกนี้จะต้องกินข้าว กินน้ำ แม้จะมีเงินก็ต้องกินขาดไม่ได้ จึงช่วยกันทำนา ทำสวน เรื่อยมา การเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น เมื่อ ปี 2540 คุณลุงทองปาน บอกว่า มีผู้นำ
“แต่ก่อนเคยทำไร่ข้าวโพด 20 ไร่ ต้องใช้ยาและปุ๋ยเคมีมาก อีกทั้งแรงงานหายาก เมื่อขายผลผลิตแล้ว หักลบต้นทุนกำไรไม่คุ้มค่า จึงน้อมนำเอาศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำการเกษตรแบบพอเพียงในพื้นที่ 2 ไร่กว่า สามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญา 2 คน” เป็นคำกล่าวที่ภาคภูมิใจของ คุณบุญหย่วน ดีคำวงศ์ เกษตรกรวัย 60 ปี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เมื่อปี 2535 ได้เริ่มนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่ 2 ไร่กว่า บริเวณบ้านของตนเอง โดยทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล เลี้ยงไก่ จิ้งหรีด และกบ ใช้แรงงานภายในครอบครัว ไม่ต้องจ้างแรงงาน ทุกอย่างที่ปลูกและเลี้ยงได้นำมาประกอบอาหารในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายเป็นรายได้ ปัจจุบันทุกวันจะมีรายได้จากพืชผัก 300 บาท ในรอบเดือนมีรายได้จากการจำหน่ายจิ้งหรีด 4,000-6,000 บาท และในรอบปีจะจำหน่ายลูกกบได้กว่า 50,000 บาท พร้อมกับจำหน่ายผลไม้ในสวนอีกประมาณ 20,000 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เรื่องปุ๋ยและยาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพใช้เอง รวมทั้งการป้องกันกำจัดศัตรูพืชด
นายสุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ชาวสุโขทัย เปิดเผยว่า อาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพของบรรพบุรุษ เนื่องจากพ่อ แม่และญาติพี่น้องส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประกอบกับมีใจรักในการเกษตร อยากปลูกผักปลอดสารพิษ ไว้บริโภคเอง เหลือจากแบ่งปันให้เพื่อนบ้านก็แบ่งจำหน่าย จึงได้ศึกษาจากแปลงที่ประสบผลสำเร็จ แล้วได้ดำเนินกิจกรรมไร่นาสวนผสมด้วยตนเอง โดยในระยะแรก ทำในพื้นที่ของครอบครัวเป็นหลัก หลังจากได้สมรสก็ได้ลงมือทำในกิจกรรมของตนเองอย่างเต็มที่ ได้นำความรู้จากการศึกษาด้วยตนเอง และดูแบบอย่างที่ประสบผลสำเร็จมาปรับใช้ในแปลง ของตนเอง มีการเพิ่มเติมกิจกรรมเรื่อยมา เน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กิจกรรมมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ลดต้นทุน โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิตเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน ด้วยการ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เพื่อลดความเสี่ยงและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ตื่นมาไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายนอกบ้าน แต่กลับกันทำให้เรามีรายได้ทุกวันจากผลผลิตที่ปลูกและเลี้ยงไว้ ทั้งผักสดปลอดสารพิษ กบ ปลา ไข่ไก่ ชาวบ้านสามารถมาเดินเก็บ หรือจ
ตำราเคลื่อนที่ด้านเศรษฐกิจพอเพียง อย่าง คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ ปราชญ์ของแผ่นดิน จังหวัดระยอง หรือเรียกกันว่า ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ในวัย 66 ปี นับเป็นแบบอย่างที่ดีงามสำหรับผู้คนในยุคนี้ ในยุคที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย เหลือเพียงแต่พระราชปณิธานและพระราชดำริ รวมทั้งพระราชดำรัสอีกจำนวนมาก ให้พสกนิกรชาวไทยได้ปฏิบัติเพื่อความผาสุกและความร่มเย็น ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ได้เดินตามรอยพ่อในทุกมิติ จนประสบความสำเร็จ และมีวันนี้ได้เพราะน้อมนำพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้อย่างจริงจัง ทั้งศึกษาภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้รู้อย่างถ่องแท้ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ เพราะหากนำพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ จะพบว่า “ความรวย” อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และใครๆ ก็รวยได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง โดยผู้ใหญ่สมศักดิ์แนะทางรวยตามวิถีพึ่งพาตนเอง โดยให้เริ่มต้นทำเรื่องของตัวเองก่อน และต้องทำตัวเองให้รอด จึงจะแบ่งปันผู้อื่นได้ “แต่ก่อนจะทำเรื่องของคนอื่น แต่ทำไม่ได้ เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน ผลสุดท้ายก็กลับมาทำเรื่องของตัวเอง เอาตัวเองให้รอด พอตัวเองเริ่มรอด แต่กว่าจะรอดก็นา
จากปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้ คุณสอาด คำทราย จำต้องเกษียณตัวเองออกราชการก่อนกำหนด ทั้งๆ ที่ใจยังรักอยากจะทำงานต่อ แต่เพราะกลัวความเครียดจากการทำงานที่เพิ่มขึ้นตามภาระงานที่ได้รับ ซึ่งเป็นสาเหตุเร่งเร้าทำให้สุขภาพทรุดโทรม จึงตัดสินใจเกษียณตัวเองจากอดีตเจ้าพนักงานการเกษตร อำลาหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้แก่เกษตรกรมา 31 ปี คุณสอาด คำทราย อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 6 บ้านปงวัง ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง สัมผัสชีวิตเกษตรมาโดยตลอด เมื่อเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมลำปาง (ปัจจุบัน เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดลำปาง) ปี พ.ศ. 2520 ในระดับ ปวช. และ ปวส. จบปี พ.ศ. 2524 (ต่อมาจบปริญญาตรี วท.บ. เทคโนโลยีการเกษตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ปี พ.ศ. 2535) ในปี พ.ศ. 2524 ได้บรรจุเป็นเจ้าพนักงานการเกษตรที่อำเภอลอง จังหวัดแพร่ และย้ายมาอยู่จังหวัดลำปาง เมื่อปี พ.ศ. 2531 ระหว่างรับราชการอยู่ที่จังหวัดลำปาง ได้ใช้พื้นที่หลังบ้านตนเอง ประมาณ 400 ตารางเมตร ยกแปลงปลูกผักเป็นแปลงๆ เริ่มปลูกได้ก็แจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน เมื่อมีมากขึ้นจึงมีแม่ค้าใกล้เคียงมาซื้อกัน ส่วนใหญ่เป็นผักตามฤดูกาล ในเวลานั้นไม่ได้
คุณสุพรรณ คำเถิง เจ้าของ “ สุพรรณฟาร์ม ” ตำบลแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พลิกชีวิตจากข้าราชการครูมาประกอบอาชีพเกษตรกรอย่างพอเพียง เริ่มจากเลี้ยงกบและไก่พื้นเมือง เพื่อนำมาเป็นอาหารสำหรับบริโภคในครัวเรือน ก่อนพัฒนาเป็นอาชีพหลัก สร้างได้ให้กับครอบครัวอย่างยั่งยืน ฟาร์มกบ คุณสุพรรณ กล่าวว่า ทางสุพรรณฟาร์ม ได้เริ่มต้นเลี้ยงกบ ตั้งแต่ปี 2549 โดยใช้เวลาว่างช่วงรับราชการครูมาทำฟาร์มเลี้ยงกบในบ้าน ลงทุนสร้างบ่อซีเมนต์ จำนวน 10 บ่อสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร พื้นเทปูนหนาเพื่อรองรับน้ำ และมีท่อระบายน้ำตรงส่วนที่ลาดที่สุด ก่อนนำกบลงเลี้ยงจะทำการล้างบ่อซีเมนต์ให้สะอาดด้วยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ ใส่ทิ้งไว้ 2-3 วัน ถ่ายน้ำออกล้างให้สะอาด ตากบ่อทิ้งไว้ให้แห้ง 1-2 วัน จึงค่อยนำกบมาลงเลี้ยงในบ่อ โดยปีแรกซื้อลูกกบมาเลี้ยงในราคาตัวละ 3 บาท ในปีที่สองสามารถเพาะพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์เองได้ จึงลดต้นทุนการผลิตลง หลังจากที่ได้พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์กบแล้ว บ่อที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วจะนำใบหญ้าหรือพันธุ์ไม้น้ำสำหรับเป็นที่เกาะของไข่ บ่อขยายพันธุ์ต้องอยู่กลางแจ้งได้รับแสงแดดเพียงพอเพื่อช่วยให้ไข่ฟักเป็นตัวเร็วขึ้น
“รายได้จากการทำเกษตรอย่างเดียวตอนนี้ เลี้ยงคน 9 คน ควาย 4 ตัว หมา 7 ตัว” เป็นโจทย์ที่เล็กทั้งสองตั้งไว้และกำลังเดินหน้าอย่างเต็มพลัง ด้วยสองแรงฮึดจากความฝันบวกกับแรงต้านจากคนรอบข้าง ทั้งสองเดินหน้าอย่างช้าๆ แต่มั่นคง สร้างอาหารปลอดภัยให้กับตนเอง คนรอบข้าง รวมถึงชุมชน ก็ถึงวันที่ทั้งสองเชื่อมั่นว่าเส้นทางที่เดินมานั้นถูกต้องและยั่งยืนแน่นอนแล้ว จึงชวนครอบครัวน้องๆ มาร่วมเดินไปด้วย “เล็กเชื่อมั่นแน่นอนเหรอว่าจะพาหลากหลายชีวิตให้เดินไปกับเราจนถึงฝั่งฝัน” “แน่นอนพี่ เล็กฝ่าด่านใหญ่มาได้แล้ว ก่อนนั้นแม่จะเป็นคนแรกที่ขวางเราอยู่เสมอ ออกมาทำเกษตรแล้วจะได้อะไร จะกินอะไร เงินเดือนก็มากมาย จะมาเหนื่อยทำไม” “อะไรทำให้มั่นใจ” “แววตาของแม่จ้า ในวันที่แม่มาช่วยกำผักเตรียมไปขาย วันนี้แม่มีรอยยิ้มที่มีความสุขมาก พูดไม่หยุดปากเลย” “แล้วน้องๆ มาอยู่ด้วย จะมีงานอะไรให้ทำเหรอ” “พี่รู้ไหม งานในฟาร์มในแต่ละวัน เราแทบไม่มีเวลาว่างเลยนะ กิจกรรมหลัก กิจกรรมรองมีมาให้ได้ลงมือไม่หยุดหย่อน” “มีอะไรบ้าง” “หลักๆ นะพี่ จุดทำปุ๋ยหมัก ที่นี่เราจะทำตามสูตรแม่โจ้ เป็นปุ๋ยหมักไม่กลับกองตามอาจารย์ลุง จุดเผาถ่าน ได้ทั้งถ่า
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คำพูดที่เรามักจะได้ยินจากคนยุคสมัยรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ในยุคก่อน ซึ่งในปัจจุบันความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้หาได้ยากเต็มที อย่างที่เขาพูดกันว่า ยิ่งมีความเจริญเท่าไร ความเป็นธรรมชาติก็จะลดลง ผู้คนรักสบายมากขึ้น บวกกับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี เช่น ด้านเกษตรกรรม เกษตรกรก็หันพึ่งสารเคมีในการปลูกพืชผลกันมากขึ้น และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความอุดมสมบูรณ์หายไป แต่ก็ยังมีเกษตรกรอีกหลายคนที่ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาธรรมชาติ ดังเช่น คุณพีระพงษ์ สุดประเสริฐ หันทำเกษตรแบบอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกพืชผักไว้กินเอง ได้สุขภาพ มีเงินเหลือเก็บ มีแบ่งปัน คุณพีระพงษ์ สุดประเสริฐ อาจารย์พิเศษ ภาควิชาสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อดีตข้าราชการ หันยึดหลักเกษตรพอเพียง อยู่ได้แบบไม่เดือดร้อน คุณพีระพงษ์ เล่าว่า ตนก็ใช้ชีวิตเหมือนกับคนทั่วไปสมัยเด็กตื่นเช้าหิ้วกระเป๋าไปเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงจบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ สาขาพืชศาสตร์ จบมาเข้าทำงานที่กรมส่ง
เรียนจบโบราณคดี เคยทำงานอยู่กับทีวี บูรพา การที่ต้องมาทำธุรกิจ บนพื้นที่สวนปาล์ม วิชาการที่ร่ำเรียนมาและประสบการณ์การทำงานในสายงานการสื่อสาร จึงแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับการจัดสรรพื้นที่สวนเกษตรที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาเนิ่นนาน ให้สามารถทำเป็นธุรกิจได้ คุณเอกจิตรา กฤษณสุวรรณ หรือ คุณเตย วัย 31 ปี เจ้าของสวน Tonphet และเจ้าของเรื่องราวข้างต้น เธอเล่าให้ฟังว่า “สวน Tonphet แห่งนี้ มันเริ่มมาจากการที่มีพื้นที่อยู่แล้ว ประมาณ 10 ไร่ อยู่ที่จังหวัดระนอง เมื่อประมาณ 25 ปีก่อน พื้นที่นี้เคยเป็นสวนทำพริกไทย แต่ด้วยสภาพพื้นที่ทำให้การปลูกพริกไทยไปไม่รอด เพราะพื้นที่จังหวัดระนองมีฝนมาก แดดไม่เพียงพอต่อการที่จะทำให้พริกไทยแห้งได้ จึงนำเอาปาล์มมาปลูกในพื้นที่นี้แทนตามธรรมชาติ สวนแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่ว่าง ที่คุณพ่อมาใช้พักผ่อนในยามที่แกรู้ตัวป่วยเป็นโรคมะเร็ง เมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เตยตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อกลับมาอยู่บ้านเกิด ตอนเริ่มต้นที่ตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างที่สวนนี้ ก็ทำเป็นร้านอาหาร การตอบรับถือว่าดีมากๆ แต่มันกลับไม่ตอบโจทย์พื้นที่ ที่เราต้องการให้เป็นจ
คุณอิงณภัสร์ วงษ์สิทธิชัย อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 6 ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้วทำงานประจำอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาเริ่มรู้สึกเบื่อกับงานทางด้านนี้ โดยก่อนหน้านั้นคุณย่ารู้สึกคิดถึงเธอจึงอยากให้มาหางานทำอยู่ใกล้บ้าน เพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่กันอย่างใกล้ชิด จึงทำให้เธอตัดสินใจและย้ายมาอยู่บ้านเกิดในเวลาต่อมา “ช่วงที่ลาออกจากงาน ก็กลับมาอยู่ที่บ้านก่อน ช่วงนั้นก็คิดว่าเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง ก็เลยมีความคิดที่จะทำเกี่ยวกับเรื่องเกษตร แต่ก็รู้สึกหนักใจ เพราะเราเองไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย แต่ก็มีใจที่อยากจะทำ ก็มาเห็นว่าส่วนใหญ่พื้นที่นี้จะทำนากันส่วนมาก ก็เลยมีแนวความคิดที่จะทดลองทำนา โดยที่อยากจะทำแบบไม่ใช้สารเคมี เรียกว่าทำแบบอินทรีย์ ก็เลยตั้งใจทำอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา” คุณอิงณภัสร์ เล่าถึงที่มาด้วยใบหน้าปนรอยยิ้ม ก่อนที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง คุณอิงณภัสร์ เล่าว่า ได้ไปศึกษาหาความรู้จากแหล่งที่เป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการเกษตร โดยกินนอนอยู่ที่นั้นเป็นเวลาถึง 6 เดือน จึงทำให้ได้เรียนรู้วิถีชิวิตการทำนาในระบบอินทรีย์ และการปลูกพืชผักปลอด
