เอสซีจี
ใครจะเชื่อว่าพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้และแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตแห่งผืนป่าคู่ชุมชนแห่งนี้ ครั้งหนึ่งจะเคยเป็นพื้นที่ภูเขาหัวโล้นอันแห้งแล้งมาก่อน แต่หลังจากการน้อมนำแนวพระราชดำริ ผสานกับพลังชุมชนที่ช่วยกันฟื้นฟู ความสำเร็จด้านการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนจึงเกิดขึ้น “ผมรู้สึกสงสัยจริงๆ ว่า เราทำโรงงาน แล้วจะไปยุ่งกับป่าไม้ทำไม ทำไมเราไม่คิดว่า จะทำกำไรให้บริษัทได้อย่างไร” คุณบวร วรรณศรี ผู้จัดการชุมชนสัมพันธ์และอนุรักษ์ธรรมชาติ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ให้สัมภาษณ์ในกิจกรรม “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวของความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่โรงงานปูนซิเมนต์ จังหวัดลำปาง ที่ย้อนกลับไปกว่า 23 ปีที่แล้ว นับตั้งแต่ เสาเอกอาคารหลังแรกของโรงงานตั้งขึ้น พนักงานในยุคบุกเบิกที่มีเพียง 7 ชีวิต ต้องทำงานสำรวจ ผลิต วางแผนการผลิตปูนซีเมนต์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนประเทศในยุคนั้น คู่ไปกับการพลิกฟื้นพื้นที่ภูเขาหัวโล้น แห้งแล้ง และกันดาร ซึ่งได้รับมอบมาจากกรมป่าไม้ โดยมีพันธสัญญา
เพราะมีเยาวชนส่วนหนึ่งในประเทศที่ยังไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม เนื่องจากโรงเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ในการสร้างหรือปรับปรุงอาคารเรียน รวมทั้งสิ่งก่อสร้างสำคัญอย่างห้องน้ำ ตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยและเหมาะสมต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ “มูลนิธิเอสซีจี” องค์กรสาธารณกุศลที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเน้นที่เด็กและเยาวชน จึงได้ดำเนิน “โครงการค่ายอาสา โดยมูลนิธิเอสซีจี” ร่วมกับ “ชมรมอาสาพัฒนาเอสซีจี” มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษ ด้วยความตั้งใจที่จะปลูกฝังให้พนักงานเอสซีจีได้มีจิตอาสา ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านต่างๆ รวมถึงมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและตอบแทนสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมจนกลายเป็น DNA ของชาวเอสซีจีทุกคน โดยเสียสละวันหยุดพักผ่อนประจำปีเพื่อเป็นอาสาสมัครร่วมเดินทางกับมูลนิธิเอสซีจีไปก่อสร้างอาคารเรียนให้แก่โรงเรียนในท้องถิ่นทุรกันดารที่ขาดแคลนอาคารเรียน ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิเอสซีจี และการสนับสนุนวัสดุก่อสร้างจากบริษัทในเครือเอสซีจี เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้เด็กๆ ได้มีสถานที่เรียนรู้ที่พอเพียงมากยิ่งขึ้น ในปี 2560 มูลนิธิฯ จึงได
นอกจากพ่อแม่ผู้ปกครองจะเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลส่งเสริมพัฒนาการให้กับบุตรหลานอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยแล้ว ยังมีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการทำหน้าที่ดูแลเด็กๆ ด้วยความใส่ใจเมื่อถึงวัยที่พวกเขาต้องเข้าโรงเรียน นั่นก็คือ ‘คุณครูอนุบาล’ ที่ในแต่ละวันจะต้องคอยเฝ้าสังเกต และเรียนรู้ลักษณะนิสัยใจคอของเด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ เหล่านั้นให้เติบโตขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ มูลนิธิเอสซีจี ซึ่งยึดถืออุดมการณ์เชื่อมั่นในคุณค่าของคนมาโดยตลอด จึงจัดการอบรมเวิร์คช็อปเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ให้กับตัวแทนคุณครูอนุบาลทั่วประเทศกว่า 70 คน เพื่อให้เหล่าแม่พิมพ์ของชาติสามารถนำกระบวนการเรียนรู้และเครื่องมือต่างๆ ไปใช้เสริมสร้างพัฒนาการของเด็กๆ ได้อย่างถูกต้องต่อไป สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี ได้กล่าวว่า “มูลนิธิเอสซีจี เล็งเห็นความสำคัญของบุคลากรผู้ทำหน้าที่ดูแลและใกล้ชิดกับเด็กเล็กเป็นอย่างมาก จึงได้ขยายแนวคิดเรื่องการใช้หนังสือภาพและกระบวนการ ‘เล่านิทาน อ่านหนังสือ’ ไปสู่กลุ่มคุณครูอนุบาลเหล่านี้ เพื่อจุดประกายให้พวก
หลังจากเอสซีจี ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกรุงเทพมหานคร ติดตั้งสุขาเพื่อประชาชนจุดแรก บริเวณท้องสนามหลวง ใกล้พระบรมมหาราชวัง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและมีประชาชนเข้ามาใช้บริการมากกว่า 5,000 คนต่อวัน จึงขยายความร่วมมือขยายจุดให้บริการสุขาเพื่อประชาชนจุดที่ 2 ณ สวนสันติพร (หน้ากองสลากเดิม) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้พิการได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากใกล้กับป้ายรถประจำทางและจุดจอดรถรับ-ส่ง โดยเปิดให้ใช้งานได้แล้ววันนี้ นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “หลังจากที่เอสซีจีได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกรุงเทพมหานครเพื่อติดตั้งสุขาเพื่อประชาชนแห่งแรกที่บริเวณท้องสนามหลวง เราพบว่ามีประชาชนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก เฉลี่ยกว่า 5,000 คนต่อวัน ทางทีมงานเอสซีจีรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการประชาชนที่มาเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงร่วมแรงร่วมใจกันผลิตและติดตั้งสุขาเพื่อประชาชนแห่งที่ 2 บริเวณสวนสันติพร เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ประชาชน เนื่องจากเป็นจุดที่อยู่ในบริเวณใกล้เ
