แปรรูป
นายธนวัฒน์ จันทร์ทอง ผู้ใหญ่บ้านบ้านงิ้ว หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านสาง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ปัญหาขยะล้นเมืองกำลังเป็นปัญหาสำคัญของทุกชุมชนในบ้านเรา ดังนั้น กลุ่มแม่บ้านบ้านงิ้วที่มีสมาชิกประมาณ 20 คน จึงได้ช่วยกันออกแบบนำขวดนมพลาสติกที่เป็นขวดเก่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรแล้วมาทำเป็นแบบในการถักผ้าพันคอ สำหรับการถักดังกล่าว ทางกลุ่มแม่บ้านฯ เรียกลายขวดนม เนื่องจากใช้ขวดนมเป็นโครงสร้างในการถัก โดยใช้เส้นด้ายขนแกะที่มีความนุ่มและสวยงาม สามารถนำไปใช้ประโยชน์สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี จำหน่ายผืนละ 100 บาท หากพ่อค้าแม่ค้ารายใดต้องการรับไปขาย สามารถติดต่อที่กลุ่มแม่บ้านบ้านงิ้วได้ “ในอนาคตกลุ่มแม่บ้านได้หารือกันว่าจะออกแบบถักผ้าชนิดต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น เช่น ผ้าคลุม สามารถใช้คลุมกันหนาว หรือใช้ประโยชน์ได้สารพัด ถือว่าเป็นการส่งเสริมทักษะการถักของกลุ่มแม่บ้านให้เป็นแรงงานฝีมือคุณภาพด้านการถักผ้าด้วย” นายธนวัฒน์ กล่าว ด้าน นางภัทชนก จันทร์ทอง ประธานกลุ่มแม่บ้านบ้านงิ้ว ซึ่งเป็นผู้ออกแบบใช้ขวดนมเป็นแบบถักผ้าพันคอ กล่าวว่า มีแม่บ้านส่วนหนึ่งรับงานไปทำที่บ้าน หลังจากที่ได้
“ปัญหายางพาราราคาตกต่ำ” ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ ภาครัฐและเกษตรกรพยายามที่หาทางรอด ด้วยการเปลี่ยนพืชหลักใหม่ๆ เช่น ปาล์ม ทุเรียน หรือพืชชนิดอื่นๆ หรือเปลี่ยนอาชีพไปเลย หรือพยายามต่อสู้ต่อด้วยการเพิ่มมูลค่าน้ำยางพาราด้วยการนำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ถ้าโปรเจ็กต์ยักษ์น่าจะเป็นการทำถนนที่ภาคใต้ ที่เห็นค่อนข้างเกร่อเต็มตลาดคือ ทำหมอนยางพารา ด้วยตลาดมีความต้องการทั้งในและต่างประเทศ จึงมีการผลิตตามๆ กัน แข่งขันกันด้วยราคา ไม่คำนึงถึงคุณภาพที่ได้มาตรฐาน การผลิตที่ได้คุณภาพเป็นที่ยอมรับและพยายามมองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายผู้ผลิตที่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นพึ่งตนเอง ไม่กู้ธนาคาร เน้นกระจายรายได้ชุมชน มีรายได้ปันผลทันที คุณเกรียงไกร เทพินทร์อารักษ์ ประธานสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด เล่าว่า เดิมสหกรณ์ของกลุ่มยางพาราเนินดินแดง ตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 ช่วยเหลือเกษตรกรผลิตยางรมควันขาย แต่เห็นว่ายังเป็นการแก้ปัญหาที่กลางน้ำ เพราะไม่สามารถกำหนดราคาได้ จากข้อมูลการผลิตยางพาราวัตถุดิบส่งต่างประเทศ 90% และนำมาแปรรูปในประเทศเพียง 10% เป็นการเสียโอกาสอย่างยิ่ง ดังนั้น ในเดือนตุลาคม 2
เพื่อนสนิทของผมคนหนึ่งเคยบอกไว้นานแล้วว่า “ความรู้เป็นที่มาของความรู้สึก” คือเขาเชื่อว่า เมื่อใดเราล่วงรู้เรื่องราว รายละเอียด เงื่อนไขข้อแม้ต่างๆ ไม่ว่าจะของคน สัตว์ หรือสิ่งของก็ตาม เราจะ “รู้สึก” ต่อสิ่งนั้นได้มากขึ้น ในแง่นี้ ความรู้จึงมีสถานะเป็นเครื่องปรุงแต่งทางอารมณ์ชนิดหนึ่ง แม้ว่าในทางปฏิบัติ มันจะต้องอาศัยสิ่งอื่นๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของความรู้นั้นๆ กระทั่งการยอมเปิดใจที่จะรับรู้ ซึ่งก็ย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคน เรื่องนี้ผมเชื่อเพื่อนมาตั้งแต่แรกได้ยินเขาพูด และในกรณีของกับข้าวกับปลา วัตถุดิบ การปรุงรสอาหาร ฯลฯ ที่ก็อาจนับว่าเป็นศาสตร์อันลึกซึ้งละเอียดอ่อนนั้น ผมคิดว่าคำพูดของเขาช่างเป็นเรื่องจริงเอาเสียจริงๆ ความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่ความรู้สึกเชิงโภชนารมณ์นั้นเป็นของที่ยังมีอยู่มาก และหลายครั้งก็อยู่รอบๆ ตัวเรานี้เอง … กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมได้อาศัยติดตามคณะทำงาน “กินเปลี่ยนโลก” มูลนิธิชีววิถี ไปดูขั้นตอนการทำซีอิ๊วขาวและเต้าเจี้ยว ตราช้อนทอง ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปแม่บ้านสันป่ายาง อำเภอแม่แตง เชียงใหม่ ทั้งซีอิ๊วขาวและเต้าเจี้ยวที่
