แปรรูป
มะพร้าวทับสะแก เป็นมะพร้าวที่นิยมเอามาใช้ทำกะทิแกงมาก เพราะว่ามีขนาดของผลใหญ่ให้เนื้อที่เยอะกว่ามะพร้าวทั่วไป เลยทำให้มะพร้าวทับสะแกเป็นที่นิยมปลูกกันแพร่หลาย ใครเดินทางลงภาคใต้ เมื่อออกจากตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ สองข้างทางเต็มไปด้วยแปลงปลูกมะพร้าวต้นสูงๆ ถึงแม้จะเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาก็ยังเห็นต้นมะพร้าวอยู่ เรื่อยไปจนเข้าสู่พื้นที่จังหวัดชุมพร มะพร้าวทับสะแก มีชื่อเสียงมานานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ จึงมีงานเกี่ยวข้องกับมะพร้าวมากมาย นอกจากมีการซื้อขายผลมะพร้าวแล้ว ยังมีงานแปรรูปมะพร้าวเป็นน้ำมัน งานแปรรูปเส้นใย ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวสับ ตลอดจนไม้แปรรูปมะพร้าวสำหรับงานก่อสร้าง คุณกรวสา ชามภูวราช อยู่บ้านเลขที่ 1/22 หมู่ที่ 4 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นคนที่โตมาพร้อมกับสวน จากนั้นย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ เพื่อทำงานบริษัทและเลี้ยงลูก จนส่งลูกเรียนจบ ก็กลับมาทำสวนที่บ้านต่อ เธอบอกว่า ที่จริงแล้วแต่เดิมที่บ้านทำสวนกล้วยไข่มาก่อน หลังจากนั้นก็มาปลูกสับปะรดเป็นเจ้าแรกๆ ของทับสะแก เดิมทำอยู่ประมาณกว่า 100 ไร่ พอหลังจากปลูกกล้วยไข่ ปลูกสับประรด ก็นำมะพร้าวมาปลูกตาม
ระหว่างรอการแก้ปัญหาราคาหมูจากหลายภาคส่วนที่ยังหาข้อยุติอย่างยั่งยืนไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงหมูต้องแบกรับภาระต้นทุนต่อไป ด้วยเหตุนี้ทางกรมปศุสัตว์จึงต้องเร่งหาทางออกเพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน ด้านสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบูรณ์ไม่รอช้านำแผนส่งเสริมเลี้ยงหมูดำมานำร่อง ชวนชาวบ้านในพื้นที่เลี้ยงในรูปแบบหมูอินทรีย์ พร้อมร่วมมือกับทางวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสร้างตลาดรองรับหวังดึงผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยสร้างแบรนด์ชูความโดดเด่นในชื่อ “หมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน” “หมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน” เป็นพันธุ์หมูที่มาจากการสร้างสายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยมีสายพันธุ์ตั้งต้น จาก 1. หมูดำเชียงใหม่ 2. หมูพันธุ์เบิร์กเชียร์ และ 3. หมูพื้นเมืองเพชรบูรณ์ (หมูกระโดน) ดังนั้น ด้วยคุณลักษณะเด่นของแต่ละสายพันธุ์ที่มารวมกันจึงทำให้หมูดำ เพ็ด-ซะ-บูน เป็นสุกรที่ให้เนื้อคุณภาพสูง มีเนื้อนุ่ม เส้นใยเนื้อมีความละเอียด อุ้มน้ำ มีวิตามินบีสูง คอเลสเตอรอลต่ำ ไขมันดีสูง เนื้อมีความหอมแตกต่างจากสุกรทั่วไป มีวิธีเลี้ยงแบบปล่อยในสถานที่กว้าง ช่วยให้หมูดำได้ออก
นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการตรวจราชการ “การบริหารจัดการลำไยภาคเหนือ” จ.ลำพูน ว่า ปี 2561 ผลผลิตลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน ลำปาง ตาก และแพร่ มีปริมาณออกสู่ตลาด 654,329 ตัน แบ่งเป็นลำไยในฤดู 381,498 ตัน คิดเป็น 60% และนอกฤดู 272,831 ตัน หรือ 40% โดยลำพูนมีความโดดเด่นในด้านการทำงานร่วมกับเกษตรกร ทำให้มีผลผลิตในฤดูและนอกฤดูเท่ากัน 50% เป็นผลจากการนำแนวความคิดเชิงรุกมาดำเนินการ ส่งผลให้ลำไยในฤดูลดน้อยลง ไม่กดดันเรื่องราคามากเกินไป ทั้งนี้ การบริหารจัดการปีนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.การบริโภคสด 28,084 ตัน 2.การแปรรูป 270,870 ตัน และ 3.การส่งออก 82,544 ตัน ได้มีการหารือกับคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) อยากให้จังหวัดมีการวางแผนการจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จ ผ่านกลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคมที่มีผลผลิตออกมากที่สุดถึง 62% นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า 8 จังหวัดภาคเหนือ มีพื้นที่ปลูกประมาณ
เมื่อปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เคยนำเสนอการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมในหลายจังหวัด ทั้งภาคกลางและภาคตะวันตก อาทิ กาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี ราชบุรี ปทุมธานี ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มเฉพาะแปลงที่ปลูกอินทผลัมแบบเพาะเนื้อเยื่อ เพื่อรักษามาตรฐานของผลผลิตอินทผลัมผลสดให้อยู่ในระดับเดียวกัน ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมในเมืองไทย และช่วยยกระดับผลผลิตให้เข้าสู่ตลาดโดยไม่แย่งกันจำหน่าย โดยใช้ชื่อว่า กลุ่มอินทผลัมภาคตะวันตก หรือ WDP 3 ปีแล้ว สำหรับการก่อตั้งกลุ่ม และรวมตัวเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม ปีที่ผ่านมามีสมาชิกประมาณ 30 ราย พื้นที่ปลูกอินทผลัมรวม 600 ไร่ ปัจจุบัน เปิดรับสมาชิกเพิ่มทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะภาคกลางหรือภาคตะวันตก ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่ม คิดเป็นพื้นที่ปลูกกว่า 1,000 ไร่ จำนวนกว่า 30,000 ต้น ทั่วประเทศ ให้ผลผลิตแล้วในปีนี้ ประมาณ 5,000 ต้น ปีที่ผ่านมา มีผลผลิตอินทผลัมผลสดออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 20 ตัน แต่ในปีนี้จะสูงถึง 150 ตัน และจะสูงถึง 300-400 ตัน ในปีหน้า ต้นอินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อ ถูกสั่งมาจากประเทศอังกฤษ เป็นสายพันธุ์บาร์ฮี (barhee / barh
วิกฤตราคา – อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราของประเทศไทย ได้รับผลกระทบหนักจากราคาที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องกว่า 9 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ของปี 2560ถึงปัจจุบัน สาเหตุสำคัญจากนโยบายการโค่นยาง และการพึ่งพาตลาดหลักจีนมากเกินไป อุตสาหกรรมไม้ยางพาราแปรรูปวิกฤตหนัก 9 เดือนอ่วม ราคาดิ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ วอนรัฐบาลอุ้มส่งเสริมการใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะหนุนหน่วยงานรัฐใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางภายในสถาบันการศึกษา-โรงเรียน พร้อมขอความชัดเจนนโยบายโรงไฟฟ้าชีวมวล ด้านคลัสเตอร์ยาง จ.ตรัง เผยโรงงานแปรรูป 30 ราย ปิดกิจการชั่วคราว ไปกว่า 50% แถมยังอาจทยอยปิดต่อเนื่อง นายวิถี สุพิทักษ์ อุปนายกสมาคมธุรกิจไม้ยางพาราไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาไม้ยางพาราที่ทยอยลดลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีทิศทางว่าราคาจะดีขึ้น ล่าสุดขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000-40,000 บาท ต่อไร่ ลดลงเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงที่ราคาดีเคยขึ้นไป ประมาณ 50,000-60,000 บาท ต่อไร่ โดยปัจจัยสำคัญมาจากการโค่นต้นยางจำนวนมาก บางปีมีปริมาณการโค่นต้นยางพุ่งขึ้นไปสูงถึงประมาณ 40
ตรัง – นางสาวนุชรีย์ หมวดเมือง ชาวบ้าน ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง กล่าวว่า ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการ 9101 โดยรวมกลุ่มกันเลี้ยงไก่บ้านจำหน่าย แต่ประสบปัญหาเนื่องจากพ่อค้า แม่ค้า ประชาชน ส่วนใหญ่จะซื้อไก่เนื้อ จึงนำไก่บ้านมาแปรรูปทำไก่ในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งไม่เหมือนใคร โดยนำมาสับเป็นชิ้นๆ ผสมคลุกเคล้ากับเครื่องสมุนไพร หมักไว้แล้วนำมาใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ นำกาบมะพร้าวกับใบตองปิดด้านบน จากนั้นนำไปเผาไฟให้สุกใช้เวลาครึ่งช.ม.ทำให้มีรสชาติดีขึ้น ถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่นำมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว จำหน่ายกระบอกละ 100 บาท ในแต่ละวันมีรายได้ 1,500-2,000 บาท สร้างรายได้ให้กับสมาชิก ขณะนี้มีอยู่ 8 คน ทั้ง 8 คนนี้มีอาชีพกรีดยางพารา และตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ 9101 มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก มีรายได้เพียงพอ เนื่องจากยางพาราแทบไม่ใช่อาชีพหลักแล้ว เพราะราคาตกต่ำอย่างมาก นับว่าโครงการ 9101 ได้สร้างอาชีพ ทุกคนที่เข้าร่วมโครงการต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เป็นอย่างมากและจะดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตลอดไป ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
การผลักดันและช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตเข้มแข็ง โดยหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์โอท็อป (OTOP), SMEs ในรูปแบบนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะผลผลิตภาคเกษตรที่ประเทศไทยได้ชื่อว่า “ครัวโลก” และ “เมืองผลไม้” หากเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ได้มีการนำผลไม้มาแปรรูปสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ นอกจากจะช่วยให้ผลผลิตที่ราคาตกต่ำหรือถูกปล่อยทิ้งให้เน่าเสียได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ที่ผ่านมาเกษตรกรบางกลุ่ม บางราย สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) โดนใจผู้บริโภค มีตลาดรองรับทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ เปลี่ยนและยกระดับสถานะเป็นผู้ประกอบการแถวหน้าของจังหวัดหรือระดับประเทศไปจำนวนมาก ซึ่งการเผยแพร่งานวิจัย “การแปรรูปผลไม้เพื่อการส่งออก” ของอาจารย์วรรณดี มหรรณพกุล กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้กับกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแม่บ้าน ชุมชนที่จังหวัดตราดเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการเผยแพร่งานวิจัยที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ
แม้ว่าราคาผลไม้ภาคตะวันออกจะดีดตัวสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น หมดปัญหาราคาตกต่ำแบบอดีตแล้ว แต่เกษตรกรเมืองจันท์ยังต้องหาทางแปรรูปเพื่อความยั่งยืน ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มมากขึ้น ร่วมกันคิด และทำสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งนี้ยังเป็นการแก้ไขปัญหาผลไม้ตกเกรด และออร์แกนิกที่ยังมีปัญหาเรื่องตลาดอีกด้วย ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า จังหวัดจันทบุรีมีการจดทะเบียนตั้งวิสาหกิจชุมชน ประมาณ 58 แห่ง หากเจาะจงเฉพาะแปรรูปผลไม้มีประมาณ 30 กว่าแห่ง “อนงค์ กุลเว่” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกุลเว่ไวน์ผลไม้ จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า เริ่มแรกตนและสามีชาวสวีเดนมาซื้อที่สวน 6 ไร่ของจังหวัดจันทบุรี เพราะชอบธรรมชาติ ปลูกผลไม้ผสมผสาน ทั้งเงาะ ลองกอง มังคุด มัลเบอรี่ สับปะรด สละ เป็นต้น โดยตั้งใจจะขายผลไม้ออร์แกนิก แต่ปรากฏว่าคนไม่ซื้อ ติว่าผิวไม่สวย ลูกเล็ก เราจึงเริ่มกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะเพิ่มคุณค่าให้กับผลไม้ออร์แกนิกแล้วมีตลาดรองรับ “ถ้าทำของเหมือนกันการแข่งขันจะสูง ดังนั้นเราต้องคิดนอกกรอบว่าเราชอบอะไร มุ่งมั่นจะทำอะไร สุดท้ายมาเกิดไอเดียว่าสามีซึ่งมีบรรพบุรุษอยู่ฝรั่งเศส
คุณรุ่งโรจน์ คำมาสาร ประธานกรรมการวิสาหกิจชุมชนต้นบุญ อยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 2 ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าว่า งาถือเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยชาวบ้านปลูกกันมาอย่างช้านาน เมื่อผลผลิตออกมาในสมัยก่อนก็จะขายแบบผลผลิตทั่วไป จึงทำให้ราคาที่ได้เป็นไปตามกลไกลของตลาด ไม่สามารถกำหนดราคาได้ ต่อมาจึงมีแนวความคิดด้วยการเพิ่มมูลค่า คือ นำมาทำการแปรรูปเพื่อให้ผลผลิตขายได้ราคาเพิ่มมากขึ้น “ในสมัยก่อนชาวบ้านก็จะปลูกกันมาก พอผลผลิตเริ่มมีมากก็จะไม่มีที่ขาย จึงทำให้ได้ราคาไม่ดีเท่าที่ควร ต่อมาจึงได้มีความคิดที่จะรวมกลุ่มกัน เพื่อนำมาแปรรูป โดยให้อยู่ภายใต้มาตรฐานจีเอ็มพี(GMP) โดยนำงาดิบมาทำการแปรรูป เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารที่มีอยู่ในงา จึงมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด” คุณรุ่งโรจน์ บอก คุณรุ่งโรจน์ บอกว่า งาที่ทำการแปรรูปออกมาแล้วจะได้เป็นน้ำมันงา ที่ใช้กินสดคู่กับผักสลัดหรือจะผสมกับอาหารทั่วไป โดยทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ ซึ่งงาแต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกัน เช่น งาดำจัดว่าให้แคลเซียมสูง ส่วนงาขาวจะมีวิตามินอีสูง จึงถือได้ว่ามีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเพราะจัดว่าเป็นไขมันดี “การบริโภ
พื้นที่กว่าร้อยละ 90 ของจังหวัดทางภาคใต้เป็นแหล่งปลูกและแปรรูปกาแฟ โดยส่วนที่เหลือจะปลูกมากตามดอยสูงต่างๆ ทางภาคเหนือ ความสมบูรณ์และคุณภาพของกาแฟจากพื้นที่ทั้งสองแหล่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยสภาพทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการเจริญเติบโต จนทำให้เกิดแบรนด์ดังหลายยี่ห้อ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าทำไมทางภาคอีสานจึงไม่ค่อยพบเห็นหรือได้ยินแบรนด์กาแฟบ้าง ฉะนั้น คอลัมน์ตลาดสินค้าเกษตรฯ เล่มนี้ จึงต้องการพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับกาแฟชื่อดังทางภาคอีสานยี่ห้อหนึ่งที่ชื่อ “โรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว” ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา พื้นที่วังน้ำเขียว มีศักยภาพปลูกกาแฟได้คุณภาพ “โรงคั่วกาแฟวังน้ำเขียว” มีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามของ คุณปกรณ์ เตชสิทธิ์วรโชติ ที่ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ ให้ปลูกกาแฟแนวอินทรีย์อย่างมีคุณภาพ ป้อนเข้าสู่กลุ่ม “ผู้ปลูกกาแฟวังน้ำเขียว” เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์กาแฟและเครื่องสำอางกาแฟ ส่งขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมทั่วประเทศ พร้อมกับสร้างสภาพแวดล้อมในบริเวณร้านให้เป็นโมเดลผลิตและแปรรูปกาแฟเพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำบรรยากาศอีกด้วย คุณปกรณ์
