แมลงศัตรูพืช
กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนชาวนาระวังแมลงบั่ว หวั่นทำลายนาข้าวช่วงอากาศชื้น ลั่นห้ามใช้สารฆ่าแมลงกำจัด นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยเผชิญฝนและสภาพอากาศชื้น เสี่ยงต่อการระบาดของแมลงบั่วในนาข้าว เนื่องจากความชื้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการวางไข่ จำนวนไข่ การฟัก การอยู่รอดของหนอน และการเข้าทำลายยอดข้าวอ่อน โดยตัวเต็มวัยของแมลงบั่วจะมีลักษณะคล้ายยุงหรือริ้น ลำตัวยาว 3-4 มม. หนวดและขามีสีดำ กลางวันจะเกาะซ่อนตัวอยู่ใต้ใบข้าวและวัชพืชริมแปลงนา ส่วนช่วงเวลากลางคืนจะบินอยู่ในบริเวณที่มีแสงไฟเพื่อผสมพันธ์และวางไข่ในลักษณะเดี่ยว หรือกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 ฟองใต้ใบข้าว ลักษณะไข่คล้ายกล้วยหอม ยาว 0.45 มม. เมื่อฟักตัวหนอนจะอาศัยอยู่บริเวณกาบใบข้าว และกัดกินตายอดอ่อน กอข้าวบริเวณที่ถูกทำลาย จะมีลักษณะเป็นหลอดยาวสีเขียวอ่อน แคระแกร็น ต้นเตี้ย หากระบาดรุนแรงจะส่งผลทำให้ข้าวไม่ออกรวง ผลผลิตต่อไร่ลดลง วิธีการป้องกันกำจัดแมลงบั่ว ควรใช้หลายวิธีร่วมกัน คือ ให้เกษตรกรหมั่นกำจัดวัชพืชรอบแปลงนา เช่น ข้าวป่า หญ้าข้าวนก หญ้าไซ หญ้าแดง หญ้าชันอากาศ เพื่อทำล
ในระยะที่มีฝนตกปานกลางถึงหนักมาก กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนลำไยเฝ้าสังเกตการเข้าทำลายของหนอนเจาะขั้วผล สามารถพบได้ในระยะที่ต้นลำไยเริ่มติดผลอ่อน โดยจะพบหนอนเข้าทำลายลำไยที่เริ่มติดผลอายุประมาณ 1 เดือน จนถึงระยะเก็บเกี่ยว ขณะที่ผลลำไยมีขนาดเล็ก น้ำหนักช่อน้อย ช่อผลลำไยชูขึ้น ผีเสื้อตัวเต็มวัยจะวางไข่อยู่ส่วนปลายของผลลำไย หากหนอนฟักออกจากไข่ก็จะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในผล และไม่สามารถเห็นรอยทำลายของหนอนจากการมองดูภายนอกได้ เมื่อผ่าผลลำไยดูจึงจะเห็นรอยที่ถูกหนอนเข้าทำลาย ผลที่ถูกทำลายจะไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ ผลจึงร่วงหล่นหมด และจะพบหนอน 1-3 ตัว ต่อผล การเข้าทำลายของหนอนในระยะที่ผลลำไยเริ่มเปลี่ยนสี มีขนาดผลโตขึ้น น้ำหนักผลเพิ่มขึ้น และช่อผลโค้งลง ผีเสื้อตัวเต็มวัยจะวางไข่อยู่บริเวณใกล้ขั้วผล และจะพบหนอนหรือมูลหนอนอยู่ที่ขั้วผลเสมอ ทำให้ผลลำไยร่วงหล่นได้ง่าย ให้สังเกตดูบริเวณใกล้ขั้วผล จะพบรูเล็กๆ ที่หนอนเจาะออกมาเข้าดักแด้ภายนอก กรณีที่ผลลำไยไม่ร่วงหล่น เกษตรกรชาวสวนลำไยยังสามารถนำมาขายได้ราคาดีอยู่ เพราะดูภายนอกจะไม่เห็นรอยทำลายของหนอน สำหรับในสวนลำไยที่พบการระบาดของหนอนเจา
นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล นับเป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวมาโดยตลอด เนื่องจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นแมลงปากดูด ขนาดเล็ก ลำตัวมีสีน้ำตาลจนถึงสีน้ำตาลปนดำแบ่งออกเป็นชนิดปีกสั้นและปีกยาว ชนิดปีกยาวสามารถอพยพและเคลื่อนย้ายได้ โดยลักษณะการเข้าทำลายทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะเข้าทำลายด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณโคนต้นข้าวเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวแสดงอาการใบเหลือง เติบโตช้า ฉะนั้น ถ้าปล่อยให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดและเข้าทำลายต้นข้าวรุนแรง ต้นข้าวจะแสดงอาการไหม้แห้งคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ทำให้ข้าวแห้งตาย ทั้งนี้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สามารถทำลายข้าวได้ทุกระยะการเติบโตและสามารถพัฒนาและปรับตัวให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและอาหาร เช่น เมื่อมีอาหารมากจะพัฒนาตัวเองเป็นชนิดปีกสั้นและขยายพันธุ์ได้มาก แต่เมื่ออาหารมีน้อยจะพัฒนาตัวเองเป็นชนิดปีกยาวเพื่ออพยพไปยังแหล่งอาหารอื่นๆ ต่อไป สำหรับแนวทางการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพื่อลดปริมาณและความเสี
ในระยะนี้อุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตง อาทิ แตงกวา แตงโม เมล่อน แคนตาลูป ฟักทอง มะระจีน และบวบ ให้เกษตรกรหมั่นสังเกตการเข้าทำลายของแมลงวันหนอนชอนใบ และด้วงเต่าแตงแดง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชตระกูลแตง สำหรับแมลงวันหนอนชอนใบ มักพบตัวหนอนชอนไชอยู่ในใบ ทำให้เกิดรอยเส้นสีขาวคดเคี้ยวไปมา เมื่อนำใบพืชมาส่องดูจะพบหนอนตัวเล็กสีเหลืองอ่อนโปร่งใสอยู่ภายในเนื้อเยื่อใบพืช กรณีระบาดรุนแรง จะทำให้ใบเสียหายและร่วงหล่น ซึ่งอาจมีผลต่อผลผลิตได้ หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรเก็บเศษใบพืชที่ถูกทำลายนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดได้ เนื่องจากหนอนชอนใบและดักแด้หนอนชอนใบที่อาศัยอยู่ตามเศษใบพืชบนพื้นดินจะถูกทำลายไปด้วย จากนั้นให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพเบตา-ไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังด้วงเต่าแตงแดง จะพบตัวด้วงเข้าทำลายแทะกัดกินใบยอด หากระบาดรุนแรง อาจ
1.เพลี้ยไฟ (Thrips) รูปร่างลักษณะ เพลี้ยไฟเป็นแมลงขนาดเล็ก มีลำตัวยาว 1-2 มิลลิเมตร ตัวอ่อนสีเหลือง ตัวแก่สีน้ำตาลปนเหลืองปีกมีขนเป็นแผง เพลี้ยไฟมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลักษณะการทำลาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเจาะและดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตาใบ ช่อดอก โดยเฉพาะฐานรองดอกและขั้วของผลอ่อน ทำให้เซลล์บริเวณนั้นถูกทำลาย นอกจากนี้ยังพบว่าใบแตกใหม่แคระแกร็น ขอบใบและปลายใบไหม้ ใบอาจร่วงตั้งแต่ยังเล็กๆ สำหรับใบที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว เพลี้ยไฟจะทำลายตามขอบใบ ใบม้วนงอ ปลายใบไหม้ ส่วนยอดแห้งไม่แทงช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผลหรือติลผลน้อยและเจริญเติบโตเป็นผลที่ไม่สมบูรณ์ การป้องกันกำจัด หากระบาดไม่มากใช้กรรไกรตัดส่วนที่แมลงทำลายไปเผาทำลาย ซึ่งโดยปกติแมลงพวกนี้จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การใช้สารเคมีป้องกันกำจัด ได้แก่ สารคาร์โบซัลแฟน เช่น พอสซ์ อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล เช่น เซฟวิน 85 อัตรา 45 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร นอกจากนี้มีการใช้แมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไฟ ได้แก่ แมงมุม แมลงช้าง เป็นต้น ซึ่งเป็นการควบคุมแบบชีววิธี 2.เพลี้ยจักจั่น (Hopper) ร
