โควิด-19
รองศาสตราจารย์ ดร. วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รับมอบ อาหารพร้อมทานและน้ำดื่ม จาก นายสุรชัย ศิริจรรยา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ในโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ ร่วมต้านภัยโควิด-19” เสริมเสบียงอาหารแก่แพทย์ พยาบาล และผู้ป่วย ในโรงพยาบาลสนาม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และลดภาระการจัดเตรียมอาหารแก่บุคลากรทางการแพทย์ ทำให้สามารถทุ่มเทเวลาในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ และมั่นใจว่าอาหารที่รับประทานนั้นมีคุณภาพมาตรฐานอย่างแน่นอน
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานเพื่อจัดทำแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 (The Food Security Roadmap towards 2030) เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา สศก. ได้ร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยมี Mr. Philip Houlding ผู้อำนวยการ กองนโยบายระหว่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐานของนิวซีแลนด์ ในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปค ปี 2564 เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยสมาชิกเอเปค 21 เขตเศรษฐกิจเพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาแผนงานความมั่นคงอาหารมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 สำหรับ สมาชิกเอเปคในการพัฒนาการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหารในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สำหรับแผนพัฒนาแผนงานความมั่นคงอาหาร มุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 กำหนดวัตถุประสงค์ 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) เพิ่มการมีอาหารในปริมาณที่เพียงพอมีคุณภาพที่เหมาะสมและมีคุณค่าทางโภชนาการในภูมิภาค 2) ตอบสนอง ต่อความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) อำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุนและหุ้นส่วนทาง
พลตำรวจเอกอัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้แทนรับมอบเงินจาก บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดย นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส จำนวน 300,000 บาท เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และของใช้ที่จำเป็น ให้แก่ โรงพยาบาลเอราวัณ 2 ศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา เขตหนองจอก จากสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีเพิ่มขึ้น ตลอดจนเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับโรงพยาบาลสนามฯ เพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วย สยามคูโบต้ามุ่งมั่นเคียงข้างสังคมไทย พร้อมส่งมอบกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านทุกวิกฤตการณ์ไปด้วยกัน ภายใต้โครงการ KUBOTA On Your Side ปีที่ 2 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
นอกเหนือจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทั่วโลกแล้ว ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ สภาพอากาศแปรปรวนฉับพลัน ฝนทิ้งช่วง หรือตกนอกฤดูกาล นำไปสู่ปัญหาน้ำขาด น้ำเกิน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คน ไปจนถึงเศรษฐกิจระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศ ในช่วงนี้ ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเต็มตัว Climate Changeอีกครั้ง แล้วจะทำอย่างไร ให้ภัยแล้งไม่กลับมาเยือนเราแบบนี้ทุกๆ ปี นี่คงเป็นคำถามที่หลายๆ คนอาจกำลังตามหาคำตอบกันอยู่ เราจึงขออาสามาถอดรหัสรอดภัยแล้ง ที่ “บ้านมาบจันทร์ จ.ระยอง หนึ่งในชุมชนต้นแบบของโครงการ “เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง” ที่ตั้งอยู่รอบเขายายดา และเป็นแหล่งเกษตรที่สำคัญของจังหวัดระยอง ซึ่งเคยเผชิญวิกฤตแล้งมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อชุมชนร่วมมือร่วมใจกันบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางยาวนานกว่า 10 ปี ผลสำเร็จแห่งความพยายาม คือ ชุมชนมีน้ำสะสมไว้ใช้ตลอดปี แม้ปีที่ผ่านมาจะเกิดภัยแล้งรุนแรงทั่วประเทศ แต่ชุมชนรอบเขายายดาสามารถผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งนี้ไปได้ และมีผลผลิตออกดอกออกผลเติบโตงอกงาม แล้
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับการใช้ชีวิตในยุคโควิด-19 ระลอกใหม่ รู้สึกไหมว่าโลกช่างเล็กเสียเหลือเกิน มีคนป่วยอยู่ซีกโลกหนึ่ง แต่ในเวลาไม่นาน เชื้อโรคร้ายก็แพร่กระจายจนลามไปทั่วโลก เริ่มเหลือพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนได้อาศัยน้อยลง และที่สำคัญ เริ่มมีคนป่วยมากขึ้น แรงงานที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็หยุดชะงักลงเพราะสถานประกอบการต่างๆ ปิดตัวลง คนตกงานกันมากขึ้น แต่ในโลกนี้ย่อมมีอีกด้านเสมอ นั่นคือเราได้แรงงานทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น หลายๆ คนเปลี่ยนวิถีชีวิตหันเหไปสู่ชนบท ที่มีที่ดินอยู่แล้วก็ลงมือทำเกษตรตามรอยบรรพบุรุษ หรือจากความรู้ใหม่ที่มีในขณะนี้ จากฐานความรู้เดิมที่ถ่ายทอดต่อกัน บวกกับนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ในแปลงมีความหลากหลายมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับเกษตรกรทั่วไป ถนนลูกรังสายเล็กๆ พาเรามุ่งหน้าไปสู่ไร่ภูสีเงิน ไร่สวนผสมผสานที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ ว่าเป็นอีกแหล่งที่ปลูกไม้ผลจากทั่วทุกมุมโลก มิได้เพื่อการศึกษาเท่านั้น เพราะหลายๆ อย่างเริ่มให้ผลผลิตที่จำหน่ายเป็นรายได้ และเมื่อติดดอกออกผลได้แน่นอนแล้วก็ขยายพันธุ์เพื่อปลูกและจำหน่ายต่อไป ผ
วันนี้ (24 มีนาคม 2564) ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังการร่วมแสดงความยินดี เนื่องในโอกาสครบรอบ 42 ปี วันคล้ายสถาปนาสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ว่า รอบปีที่ผ่านมา ภาคการเกษตรไทย ได้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤตภัยธรรมชาติ รวมไปถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งพวกเราทุกคน ได้ร่วมมือกันพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส และสามารถก้าวข้ามผ่านมาได้ด้วยดี โดยปี 2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อนำภาคเกษตรสู่ความยั่งยืน ที่มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายสำคัญ 15 ด้าน โดยขับเคลื่อนการทำงาน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในรูปแบบ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 โดยใช้ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ร่วมกับศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับเกษตรกร ยุทธศาสตร์ “3’s” Safety-Security-Sustainability เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการผลิตที่ได้คุณภาพ มาต
ประเทศไทยเผชิญกับ “วิกฤตน้ำ” ทั้งสถานการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม รวมถึงปัญหาแหล่งน้ำเสื่อมโทรม ในขณะที่ปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากยังมีการใช้น้ำที่ฟุ่มเฟือยและขาดการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจะต้องประสบกับภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับหลายประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งการดำรงชีวิต สุขอนามัย และเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ปี 2564 แล้งหนัก-น้ำเค็มรุก พืชผลเสียหาย ตัดโอกาสส่งออกสินค้าเกษตร ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กล่าวว่า ปี 2564 ประเทศไทยจะเผชิญวิกฤตภัยแล้งหนัก เนื่องจากปริมาณฝนสะสมประเทศไทยในปี 2563 มีค่าน้อยกว่าค่าปกติ ประมาณร้อยละ 4 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ฝนน้อยกว่าปกติ 2 ปี ติดต่อกัน (ปี 2562-2563) ทำให้ฤดูแล้งนี้จะมีน้ำไม่เพียงพอส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร และขณะนี้พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เริ่มได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว โดยความเค็มรุกตัวเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาสูงมากขึ้น แต่ระบบชลประทานไม่มีน้ำปริมาณมากเพียงพอในการผลักดันน้ำเค็มได้เต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้สัมผัสได้ถึงความเค็มที่สูงกว่าปกติของน้ำประปา จนต้องมีการเตือน
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดตลาดนัดของดี วิถีชุมชน โดยนำผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนจากเกษตรกรลูกค้าวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ SMEs เกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อช่วยให้มีสถานที่และช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้า อันเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และกระตุ้นให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยในครั้งนี้มีบูธจำหน่ายสินค้ากว่า 58 บู๊ธ อาทิ เครื่องหนังเมธา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มผ้าบาติกสีธรรมชาติ จังหวัดสงขลา ปลาสลัดก้าง จังหวัดราชบุรี วิสาหกิจชุมชนรักษ์แพะบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี กลุ่มเครื่องหนังรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย วิสาหกิจชุมชนรุ่งเรืองพัฒนากาแฟ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมผักสดและผลไม้มากมายจากสวนเกษตรกรสู่ผู้บริโภค ระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2564 ณ บริเวณหน้า ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ว่า ที่ผ่านมา กล้วยไม้ นับเป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทย โดยมีปริมาณส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศกว่าปีละ 2,000 ล้านบาท จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ การเดินทางขนส่งระหว่างประเทศเกิดความไม่สะดวก ตลอดจนกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ไม่สามารถส่งออกดอกกล้วยไม้ไปยังตลาดสำคัญในยุโรปและอเมริกาได้ แม้การส่งออกดอกกล้วยไม้ของไทยจะได้รับผลกระทบ แต่ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยความรวดเร็ว โดยหาตลาดทดแทนในกลุ่มประเทศอาเชียน จึงทำให้ปี 2563 มีปริมาณส่งออกทั่วโลกรวม 21,872 ตัน ลดลงเล็กน้อยเพียง ร้อยละ 5 เท่านั้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1,370 ล้านบาท โดยสามารถส่งออกดอกกล้วยไม้ไปประเทศเวียดนาม ได้จำนวน 8,528 ตัน เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 2562 ที่ส่งออกได้จำนวน 2,913 ตัน และส่งออกดอกกล้วยไม้ไปประเทศเมียนมา ได้จำนวน 1,069 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากปี 2562 ที่ส่งออกได
สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลก ที่สำคัญยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใด กว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาด ทว่า ในมุมมองของ “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กลับมองว่า “ในวิกฤต ย่อมมีโอกาส” รวมถึงความท้าทายในการผลักดันการเติบโต เอสซีจีจึงได้กำหนด “ทิศทาง” การดำเนินธุรกิจในปี 2564 ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนผ่าน ยุค New Normal “วิกฤตโควิด-19 ในไทยและทั่วโลกรุนแรงมาก แต่เราประเมินว่าสถานการณ์ตอนนี้ คล้ายว่าโลกจะผ่านจุดต่ำสุดของการระบาดไปแล้ว โดยในเดือนกุมภาพันธ์ทั่วโลกมีจำนวนคนที่ฉีดวีคซีนป้องกันโควิด-19 ไปแล้ว 150 ล้านคน แซงหน้าคนที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก เดินสู่เป้าหมายในการฉีดวัคซีนในสัดส่วน 15% ของประชากรโลก” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าว จากการประเมินสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เอสซีจีต้องเร่งเดินหน้าคว้าโอกาสในการดำเนินธุรกิจโดยมุ่งเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ตอบโจทย์การพัฒนาสินค้าและบริการ พร้อมโซลูชันครบวงจร ให้สอดคล้องกับแนวโน้มของผู้บริโภคทั่
