กรมชลประทาน
นายจักรพันธุ์ ช้อยหิรัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) เป็นผู้แทนกรมชลประทาน กล่าวรายงานในที่ประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการการประยุกต์ใช้การแก้ไขปัญหาที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐานร่วมกับมาตรการเชิงโครงสร้างในการปรับปรุงคลองพระอุดม โดยมีผู้แทนหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ผู้แทนภาคเอกชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้นำชุมชนและสื่อมวลชน เข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก จากนั้นช่วงบ่ายได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ ณ ประตูระบายน้ำสิงหนาท 1 อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนพื้นที่ตามแนวคลองพระอุดม เพื่อดูสภาพพื้นที่จากต้นคลองถึงปลายคลอง นายจักรพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก การระบายน้ำที่ติดขัดในช่วงน้ำหลากและปัญหาคุณภาพน้ำในคลองพระอุดม เป็นปัญหาที่ประชาชนสองฝั่งคลองต้องเผชิญเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทานให้ความสำคัญและดำเนินการศึกษาโครงการนี้จนแล้วเสร็จ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จุดเด่นของโครงการนี้คือ การนำแนวคิดการแก้ไขปัญหาที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐาน หรือ Nat
วันนี้ (15 สิงหาคม 2569) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ เพื่อติดตามแผนการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำน้ำเกี๋ยน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง และติดตามแผนงานขุดลอกแม่น้ำน่าน พร้อมตรวจสอบสภาพลำน้ำ บริเวณสะพานศรีบุญเรือง จังหวัดน่าน นายภราดร เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามแผนงานระยะเร่งด่วนจังหวัดน่าน โดยได้ติดตามแผนการปรับปรุงและซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำน้ำเกี๋ยนฯซึ่งที่ผ่านมาพบปัญหาการรั่วซึม และการทรุดตัวของดินด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ ส่งผลให้มีน้ำซึมไหลผ่านเป็นจำนวนมาก มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของโครงสร้างอ่างและการสูญเสียปริมาณน้ำกักเก็บ ซึ่งปัจจุบัน กรมชลประทานได้ตรวจสอบอัตราการไหลของน้ำและการรั่วซึมเป็นประจำทุกวัน และได้จัดทำโครงการปรับปรุงทำนบดินอ่างเก็บน้ำน้ำเกี๋ยนฯ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงินงบประมาณ 26 ล้
กรมชลประทานเดินหน้าผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร จัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ การศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เพื่อนำเสนอผลการศึกษา รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงรายละเอียดโครงการ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป นายสกุลเพชร พิกุลประเสริฐ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำคลองอีจ้อถือเป็นโครงการสำคัญที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค และช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้กรมชลประทานเดินหน้าสร้างความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ ด้าน นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านการวางแผน) สำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน ในฐานะประธานกำกับการศึกษา เปิดเผยว่า จากการศึกษาภาพรวมของลุ่มน้ำคลองสวนหมาก พบว่าพื้นที่ประสบปัญหาหลัก 2 ด้าน คือ ภัยแล้งจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภค-บริโภค และ ปัญหาน้ำท่วม ทั้งจ
กรมชลประทาน เปิดผลการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุง “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ จังหวัดนครราชสีมา” เตรียมยกระดับระบบชลประทานครั้งใหญ่หลังใช้งานยาวนานกว่า 28 ปี มุ่งแก้ปัญหาการสูญเสียน้ำ บรรเทาอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่อำเภอครบุรีและอำเภอโชคชัยอย่างยั่งยืน พลิกโฉมระบบชลประทานเก่า สู่ยุค Smart Irrigation เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ ได้ก่อสร้างและส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรมาตั้งแต่ พ.ศ. 2542 ทว่าจากการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน ทำให้ระบบส่งน้ำเดิมบางส่วนชำรุดเสียหาย เกิดการสูญเสียน้ำในระบบ และส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมตอนท้ายน้ำประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในพื้นที่ยังประสบปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ กรมชลประทานจึงได้ระดมสมองและศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงการ บรรเทาปัญหาน้ำต้นทุน ปัญหาระบบชลประทาน ปัญหาการระบายน้ำ และปัญหาบุคลากรที่ลดลง โดยเสนอมาตรการทั้งแบบใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช
กรมชลประทาน เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรไทยให้ก้าวทันยุคดิจิทัล จับมือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลภูมิอากาศ เพื่อช่วยเกษตรกรรับมือความผันผวนของสภาพอากาศ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการผลิตทางการเกษตร กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน” โดยจัดอบรมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำ ครอบคลุม 22 ตำบล ในจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจด้านการเพาะปลูก โดยมีผู้เข้าอบรมจำนวนทั้งหมด 1,249 คน เป็นเพศชายจำนวน 280 คน เป็นเพศหญิงจำนวน 969 คน การอบรมแบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ โดยช่วงแรก ระหว่างวันที่ 8 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568 เน้นการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) หรืออินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากอุปกรณ์ต
วันที่ 4 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวและเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยน้ำมั่นคง: การใช้เทคโนโลยีและกระบวนการเชิงพื้นที่ป้องกันภัยแล้งในภาวะโลกเดือด” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. ของ วช. และ นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวมทั้งผู้บริหารจากกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอดจนหน่วยงานระดับจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น คณะผู้บริหารจาก วช. นักวิจัย และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วช. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ดำเนินการสนับสนุนแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด ที่มี รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ เป็นผู้อำนวยการแผนงาน ที่รวบรวมทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชา
.วันนี้ (27 กรกฎาคม 2568) นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสมจิตฐิพงศ์ อำนาจศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบ 4 จุดยุทธศาสตร์ในจังหวัดพิษณุโลก และพิจิตร เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำ และสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมตอนล่างอย่างมีประสิทธิภาพ .การลงพื้นที่เริ่มต้นที่ฝายบางบ้า ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยที่ปัจจุบันได้มีการก่อสร้างประตูระบายน้ำท่านางงามแล้ว เป็นอาคารที่ทดน้ำในลำน้ำยมให้สูงขึ้นเพื่อการเพาะปลูกสองฝั่งแม่น้ำยมเหนืออาคาร พบว่าปัจจุบันฝายบางบ้ามีผลกระทบกับการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เห็นสมควรรื้อถอนอาคารออก ซึ่งอยู่ด้านท้ายประตูระบายน้ำบ้านวังสะตือ ก่อนเดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำ DR.2.8 อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก จุดยุทธศาสตร์สำคัญในการระบายน้ำจากส่วนเกินในแม่น้ำยมสู่ลำน้ำน่าน ก่อนเข้าสู่เจ้าพระยาตอนล่าง โดยในจุดนี้ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมเจ้าหน้าที่จากสทนช. ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบและบูรณาการข้อมูลสถานการณ์น้ำร่วมกับกรมชลป
กรมชลประทาน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำแม่น้ำยม ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบน เร่งเข้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรอื่นๆ บริเวณจุดเสี่ยงทั้ง 7 จุด ได้แก่.📍จุดที่ 1. เครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 1 เครื่อง ระบายน้ำในพื้นที่ลงแม่น้ำยม บริเวณ ต.ป่ากุมเกาะ อ.สวรรคโลก📍จุดที่ 2. รถแบคโฮแขนยาว 1 คัน รถบรรทุกเทท้าย 1 คัน กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์📍จุดที่ 3. เครื่องสูบน้ำขนาด 30 นิ้ว 1 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำ 24 นิ้ว 1 เครื่อง ระบายน้ำในพื้นที่ลงคลองยม-น่าน บริเวณ ต.ศรีนคร อ.ศรีนคร 📍จุดที่ 4. เครื่องสูบน้ำขนาด 42 นิ้ว 1 เครื่อง ระบายน้ำจากคลองปูลงคลองยม-น่าน บริเวณ ต.คลองมะพลับ อ.ศรีนคร📍จุดที่ 5. เครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 2 เครื่อง เตรียมพร้อมระบายน้ำในพื้นที่ลงแม่น้ำยม บริเวณ ต.ปากแคว อ.เมือง📍จุดที่ 6. เครื่องสูบน้ำ 10 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องสูบน้ำ 8 นิ้ว 2 เครื่อง เตรียมพร้อมระบายน้ำในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองสุโขทัยลงแม่น้ำยม📍จุดที่ 7. เครื่องสูบน้ำ 8 นิ้ว 2 เครื่อง เตรียมพร้อมระบายน้ำออกจากโรงพยาบาลสุโขทัย กรณีมีฝนตกในพื้นที่ กรมชลป
กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุวิภา ที่เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามและลาว ได้สลายตัวเป็นย่อมความกดอากาศต่ำ พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงตอนบนของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ลำน้ำสาขาบริเวณริมแม่น้ำโขง ในจังหวัดสกลนครและนครพนม กรมชลประทาน ได้เข้าติดตั้งเครื่องจักรเครื่องมือ อาทิ เครื่องผลักดันน้ำจำนวน 30 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำ(ปตร.) น้ำอูน อ.ศรีสงคราม , ปตร.หนองบัว อ.นาหว้า , สะพานมิตรภาพน้ำอูน อ.ศรีสงคราม และสะพานบ้านตาล อ.นาหว้า เพื่อเร่งระบายน้ำจากลำน้ำอูน ลงสู่แม่น้ำสงคราม และลงสู่แม่น้ำโขงตามลำดับ ในขณะเดียวกันที่ลำน้ำก่ำ ได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปตร.หนองบึง อ.โพนนาแก้ว และปตร.นาขาม อ.นาแก รวมจำนวน 10 เครื่อง นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 5 เครื่อง และรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อีกจำนวน 6 เครื่อง รวมเครื่องสูบน้ำทั้งหมด 11 เครื่อง เร่งสูบระบายน้ำจากลำน้ำก่ำลงสู่แม่น้ำโขงโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ยัง
ในแต่ละปี หน่วยงานภาครัฐ ต้องเสียงบประมาณก้อนโตเพื่อกำจัดวัชพืชบริเวณคลองส่งน้ำ โดยใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เหมาะสมกับชนิดของวัชพืชและสภาพแวดล้อม รวมทั้งใช้เครื่องจักรกลในการกำจัดวัชพืชในคลองส่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อให้การไหลของน้ำเป็นปกติ และลดโอกาสการเติบโตของวัชพืชวัชพืชในน้ำหรือตามริมฝั่งคลองส่งน้ำที่มีดินชื้น โดยวัชพืชรากหยั่งดิน มีใบและดอกลอยตามผิวน้ำ มีลำต้นอ่อน ใบบาง ลู่ไปตามกระแสน้ำได้ดี เช่น บัว บา ตับเต่า ขาเขียด รวมทั้งพืชลอยน้ำที่มีรากไม่หยั่งดิน เช่น จอก แหน ไข่น้ำ แหนแดง ผักตบชวา ฯลฯ วัชพืชโดยเฉพาะผักตบชวา มักเติบโตเร็วและอุดตันคลอง ทำให้การไหลของน้ำลดลง ลดปริมาณออกซิเจนในน้ำ เมื่อวัชพืชตายและเน่าเปื่อยในน้ำ จะทำให้เกิดสารอินทรีย์จำนวนมาก และแบคทีเรียจะใช้ปริมาณออกซิเจนในน้ำสูงขึ้น ทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำตาย ขณะเดียวกันวัชพืชยังเป็นแหล่งที่อยู่และขยายพันธุ์ของแมลงบางชนิด ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของคนและสัตว์ นอกจากนี้ วัชพืชน้ำเหล่านี้ยังลดประสิทธิภาพการเกษตรเพราะกีดขวางการทำนาข้าวและการเกษตรอื่นๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำในคลองส่งน้ำ นำวัชพืชคลองส่งน้ำมาสร้างมูลค่
