การปลูกผักหวานป่า
คุณทองคำ พิลากรณ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอบรบือ ผู้เพาะปลูกผักหวานป่า ในพื้นที่ บ้านเลขที่ 79 หมู่ที่ 5 บ้านเปลือย ตำบลหนองโก อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เล่าว่า ส่วนตัวแล้วทำอาชีพรับราชการในสำนักงานเกษตร อีกทั้งเป็นเกษตรกรทำไร่มันสำปะหลังและทำนามาจนถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นของการปลูกผักหวานป่า เนื่องจากเป็นเกษตรกรที่ทำไร่ทำสวนแบบผสมผสาน ประกอบกับมีความสนใจในตัวของผักหวานป่า เนื่องจากเป็นพืชที่คุ้นเคยมีอยู่แล้วในแถบภาคอีสาน และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง เติบโตต่อเนื่อง จึงได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเองจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งจากการค้นคว้าและวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ทำให้ทราบว่า ผักหวานป่า นั้นมีข้อดีหลักๆ อยู่ 2 อย่าง คือ 1. เป็นพืชที่ดูแลง่าย อายุยืน สามารถปลูกแล้วปล่อยไว้โดยไม่ต้องดูแลมาก ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บผลผลิตได้นาน 2. เป็นพืชเกษตรอินทรีย์ หมายความว่า การปลูกพืชชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมี ใช้เพียงปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือน้ำหมักชีวภาพเท่านั้น คุณทองคำเริ่มต้นปลูกผักหวานป่า ในพื้นที่ 1 ไร่ จำนวน 200 หลุม ปัจจุบันขยายพื้นที่เป็น 2 ไร่แล้ว และยั
ผักหวาน มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่มขนาดกลาง ความสูงตั้งแต่ 1-3 เมตร ขึ้นไป เปลือกต้นมีลักษณะขรุขระ กิ่งที่ยังอ่อนจะมีลักษณะเป็นสีเขียวผิวเรียบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ผิวใบเกลี้ยงเรียบทั้งสองด้าน โดยนิยมนำใบอ่อนมาประกอบอาหารหลากหลายเมนู ซึ่งการขยายพันธุ์ของไม้ชนิดนี้นั้น นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง จากความนิยมของตลาดที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ทำให้ตลาดยังมีความต้องการไม้ชนิดนี้อย่างมาก เพราะบางฤดูกาลผลผลิตมีน้อยจึงส่งผลให้ราคาแพงตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี คุณนิมิตร อุ่นหลำ อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 4 ตำบลสร่างโศก อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ได้ปลูกผักหวานเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้มาหลาย 10 ปี โดยชาวบ้านในพื้นที่นี้ปลูกผักหวานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นสินค้าประจำอำเภอเลยก็ว่าได้ โดยในทุกปีจะมีเทศกาลผักหวานที่จัดขึ้นให้ผู้ที่สนใจได้มาซื้อหาและชิมผักหวานของชุมชนในย่านนี้ได้ จึงเกิดการสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี คุณนิมิตร เล่าให้ฟังว่า ย้อนไปเมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นเขาได้จบการศึกษาใหม่ๆ ได้ไปสมัครงานหลายบริษัท เพื่อรอเรียกตัวเข้าไปทำ
ที่บ้านแวนศรีชุม หมู่ที่ 14 ตำบลน้ำแวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา พบว่าชาวบ้านแทบจะทุกหลังคาเรือนได้หันมาปลูกต้นผักหวานป่า โดยไม่ต้องขึ้นไปเผาทำลายป่าเพื่อให้ผักหวานป่าแตกยอดอ่อน นอกจากนี้ ยังเป็นการลบภาพเดิมๆ ของการหาผักหวานป่าที่ใช้วิธีการเผา ซ้ำยังเป็นการอนุรักษ์ป่าให้คงอยู่กับชาวบ้านในละแวกนี้เป็นอย่างดีและยังสร้างรายได้อย่างงามจนเป็นวิถีเศรษฐกิจพอเพียงอีกหมู่บ้านในพื้นที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา คุณนันทวัฒน์ คำคง อายุ 53 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 14 บ้านแวนศรีชุม ซึ่งเป็นผู้ขายกล้าผักหวานป่าแหล่งใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน กล่าวว่า สมัยก่อนประมาณ 20 ปี ตนเองมีอาชีพเป็นชาวสวนลำไย แต่ด้วยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ตนเองได้ประสบปัญหาราคาลำไยตกต่ำ จึงได้หันมาเริ่มเพาะปลูกต้นผักหวานป่า ซึ่งเป็นผักขึ้นชื่อของทางเหนือโดยชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมบริโภคกันเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เมื่อก่อนหน้านั้นชาวบ้านแวนศรีชุมและตนเองจะพากันเข้าป่าเขาไปหายอดผักหวานป่ามาบริโภค และจำหน่าย โดยส่วนหนึ่งจะใช้วิธีเผาป่าก่อนเพื่อให้ยอดของต้นผักหวานป่างอกออกมา แต่ด้วยปัจจุบันนี้ตนเองได้พบว่าต้นผักหวานป่าบนดอยนั้นเริ่มขึ้นไม่เยอะด้วยสภาพป
“ผักหวานป่า” ชื่อวิทยาศาสตร์ Melientha suavis Pierre วงศ์ OPILIACEAE …ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำพรำ กบมันก็ร้องงึมงำ ระงมไปทั่วท้องนา ฝนตกทีไร คิดถึงขวัญใจของข้า… ฤดูกาลที่ร้อนอบอ้าว…แห้งแล้ง ย่างกรายหนีห่างจากเราไป พร้อมๆ กับสายฝนพรำที่คืบคลานเข้ามาแทนที่ ตามธรรมชาติเริ่มเดือนหกฝนก็ตกแล้ว พอพูดถึงฝน…ภาพของกบออกมาเล่นน้ำฝนน่าจะยังอยู่ในจินตนาการของคนเมืองกรุง แต่ถ้าเป็นชาวบ้านแถบอีสาน ป่านนี้คงนอนยิ้มหวานนึกถึงภาพตัวเองออกไปจับอึ่งกับเพื่อนฝูงมาต้ม มาลาบ ไม่ก็หาแหย่ไข่มดแดง หลังจากฝนตกมากพอ “ผักหวานป่า” ก็จะแตกยอดอ่อน ใบอ่อน ชูช่อเล่นน้ำฝน ณ เวลานี้ คงไม่มีผักใดที่ฮอตฮิตไปกว่า “ผักหวานป่า” อีกแล้ว ราคาก็ช่างดีเหลือหลาย ยิ่งสรรพคุณเกือบไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะมีมากมาย คนไทยคนต่างชาติรู้จักกันดี ถ้าเอ่ยถึง ผักหวานป่ากับไข่มดแดง เพราะเป็นอาหารยอดนิยม ผักหวานป่า จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง และเป็นพืชประจำถิ่นที่นิยมรับประทานในแถบภาคอีสาน สมัยโบราณผักหวานป่าเป็นของมีค่าและราคาแพง ผักหวานป่ามีความสามารถในการขยายพันธุ์ต่ำ จึงทำให้ผักหวานป่าปลูกยากไปด้วย แต่ก็ไม่พ้นความพยายาม
