การผลิตผักอินทรีย์
ปัจจุบันกระแสรักสุขภาพมาแรง ทั่วโลกต่างต้องการบริโภคพืชผักผลไม้อินทรีย์ที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ทั้งตัวผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สินค้าพืชผักผลไม้อินทรีย์สามารถขายได้ราคาดีกว่าพืชที่ปลูกด้วยเคมี ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงหันมาสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชผักผลไม้อินทรีย์กันมากขึ้น หัวใจการผลิตผักอินทรีย์ อยู่ที่การจัดการธาตุอาหารและศัตรูพืชที่เหมาะสม 1.การจัดการธาตุอาหาร แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับการปลูกผักกวางตุ้งและหอมแบ่ง หากมีอินทรียวัตถุในดินน้อยกว่า 1.5% ต้องใส่ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพอัตรา 2.8 ตัน ต่อไร่ ส่วนแปลงปลูกกะหล่ำปลี คะน้า และกวางตุ้ง ที่มีอินทรียวัตถุในดินต่ำ ควรทำปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศในอัตรา 2 ตัน ต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง หลังย้ายปลูก 10 และ 30 วัน 2.การจัดการศัตรูพืชที่เหมาะสม ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ผสมปุ๋ยหมักคลุกดิน หรือรองก้นหลุมพร้อมปลูก เช่น – โรคเน่า โคนเน่า ในกะหล่ำปลี กวางตุ้ง และคะน้า สามารถควบคุมได้โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา รองก้นหลุมในอัตรา 10 กรัม ต่อวัน – โรครากเน่า โคนเน่า ของหอมแบ่ง สามารถดูแลป้องกัน
ความต้องการสินค้าและผลิตภัณฑ์อินทรีย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสินค้าที่ได้รับการยอมรับว่า มีความปลอดภัยสูงทั้งต่อผู้บริโภค ผู้ผลิต และสิ่งแวดล้อม มีความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ หน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรต่างก็สนับสนุนให้มีการผลิตสินค้า พืชผัก และผลิตภัณฑ์อินทรีย์กันมากขึ้น คุณนฤทัย วรสถิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น (สวพ. 3) กล่าวว่า ในปี 2560 ประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ เป็นเงิน 1,817 ล้านบาท มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 570,409 ไร่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 59 ปลูกข้าวอินทรีย์ ส่วนพืชไร่และพืชผสมผสานมีเพียงร้อยละ 15 และ 13 เท่านั้น คุณนฤทัย กล่าวต่อไปว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่ทำเกษตรอินทรีย์ยังมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด และส่วนใหญ่ยังไม่ได้มาตรฐาน ในปี 2557 มีการรับรองมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์เพียง 41 แปลง เท่านั้น คิดเป็นร้อยละ 24 ของจำนวนแปลงที่เข้าตรวจ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำมาก เนื่องจากการผลิตไม่เป็นตามข้อกำหนดของมาตรฐานของสำนักพัฒนาระบ
