ขนุนอ่อน
ในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม ฤดูกาลของขนุนจะหมุนเวียนกลับมาอีกหน กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์จะคละคลุ้งไปทั่วอาณาบริเวณ ขนุนนั้นถือได้ว่าเป็นผลไม้รสหวานอันเป็นที่โปรดปรานของหลายต่อหลายคน หากแต่ความหวานของเนื้อขนุนสีเหลืองอร่ามไม่ใช่เพียงความอร่อยเดียวที่หาได้จากผลไม้ชนิดนี้ “ขนุนอ่อน” หรือ “ขนุนดิบ” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเลือกกิน ผลไม้ชนิดนี้ โดยเป็นวัฒนธรรมการกินที่แพร่หลายในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ หรือภาคกลางก็ล้วนแล้วแต่มีการใช้ขนุนอ่อนในการประกอบอาหารทั้งสิ้น นอกจากความนิยมของขนุนอ่อนในแต่ละพื้นที่แล้ว ขนุนอ่อนยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์อีกด้วย เนื่องจากขนุนอ่อนนั้นมีเนื้อสัมผัสคล้ายคลึงกับเนื้อสัตว์ ทำให้ในปัจจุบันนั้นขนุนอ่อนเป็นที่ต้องการในตลาดอาหารเจและอาหารแพลนต์เบส (Plant-Based) และนอกจากรสชาติที่อร่อยและประโยชน์ใช้สอยที่สามารถใช้ได้ทั้งคราวสุกและคราวดิบแล้ว ขนุนอ่อนก็ยังเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณที่มากล้น อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 และ 2 โพแทสเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมุลอิ
ราวห้าหกปีที่แล้ว เพื่อนผมคนหนึ่งไปได้ลูกสาเกดิบมา เขาถามผมว่า แบบนี้ถ้าเอาแกงแบบแกงขนุนอ่อนจะได้ไหม เพราะสาเกมันก็คล้ายๆ ขนุนอยู่ ผมเองไม่เคยทำกิน ได้แต่ยุให้ไปทดลองดู จนต่อมาภายหลัง ได้พบกันอีกครั้ง พอผมถามถึงเรื่องนั้น เขาก็ว่าแม่เขาลองเอาไปแกงส้มจริงๆ ได้พบว่ารสชาติและเนื้อสัมผัสจะหนึบๆ มันๆ ต่างจากขนุนอ่อน ซึ่งมีเนื้อเป็นเยื่อซังมากกว่า เรียกว่ากินอร่อยคล้ายหัวมันหลายชนิดเลยแหละ สาเก (Bread fruit) เป็นพืชยืนต้นสูงใหญ่ใบโตหนา ชอบพื้นที่ชื้นแฉะ ขยายพันธุ์โดยแตกต้นใหม่จากปมราก ลูกกลมรี ไม่มีเมล็ด ปกติคนไทยส่วนใหญ่รู้จักกินแต่สาเกเชื่อม บ้างก็บวดกะทิเป็นของหวาน กับที่ผมเคยเห็นบางแห่งเอาลูกดิบมาฝานหนาหน่อย ชุบแป้งทอดแบบกล้วยทอด อร่อยมากครับ แต่ก็เห็นมีทำกันเพียงเท่านั้น ไม่เหมือนในต่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งใช้สาเกเป็นวัตถุดิบอาหารอย่างคุ้มค่าทีเดียว คือต่อยอดไปเป็นแกง ผัด หรือนึ่งกินต่างแป้งกันด้วย นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งก็ว่าได้ ว่าการกินสาเกของคนไทยไม่หลากหลายเท่าที่อื่นๆ เขา คล้ายๆ กรณีของมะรุมนั่นแหละครับ อย่างไรก็ดี มีหลักฐานเก่าบางชิ้นที่บ่งบอกว่า “ท่านแต่ก่อน” มีวิธีกินสาเกต่างออกไ
