ขม
เมื่อเข้าสู่ความหนาวเย็นอย่างจริงจัง หลังพายุใหญ่ลูกสุดท้าย “ปาบึก”ผ่านไป เอหรือว่ายังจะมีพายุอีกหลายลูกชั่งเถอะ แต่ระยะนี้ ดอกสะเดากำลังสดน่ากิน เป็นที่นิยมของคนสมัยนี้กันมาก คงเป็นเพราะยึดแนวคิดตามสำนวนโบราณ “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” แท้จริงแล้วคำพังเพยนี้ว่ากันถึง คำพูดของคนเรานะ คือพูดหวาน ไพเราะ ทำให้คนเชื่ออย่างไม่ต้องหามูลเหตุ แต่คนพูดไม่เพราะ แม้ว่าจะพูดเรื่องจริง คนก็ไม่รู้สึกนิยมชมชอบ เหมือนยาขม ไม่ชอบกิน ความขมของพืชหลายชนิดที่นิยมลิ้มรสกัน แล้วแต่คนชอบ ขมมากขมน้อย หรือบางคนไม่ชอบขมเลย คงจะให้คำตอบว่า ชีวิตนี้ก็ขมมากพอแล้วไม่อยากเติมความขมเข้าตัวเองอีก ก็ว่ากันไป นิยมขมมากหน่อยก็ต้องเจอแบบ คนอื่นไม่กล้ากิน กัดทีขมติดลิ้น ซึมเข้าประสาทลิ้มรสแบบไม่ต้องกลืน เช่น บอระเพ็ดแสนเข็ดขม ฟ้าทลายโจรก็สุดขม หนานเฉาเหว่ย (ป่าช้าหมอง) ก็ที่สุด บางคนแม้แต่ขมผลมะแว้ง ก็เมินหน้าหนีแล้ว แต่ที่แนะนำวันนี้คือ ของขมอร่อย มีขมหลายระดับ แต่ถ้ารู้จักทำกินจะขมแบบพึงใจ ขมของสะเดาเป็นขมที่ตบท้ายด้วยหวาน ที่จริงสะเดามีความขมหลายระดับ ตั้งแต่ขมจัด ขมมาก ขมปานกลาง ขมน้อย จนถึงไม่ขมแต่มีรสจืดปนมัน คือแต่ละต้น
ชื่อทั่วไป : Heartleaves moonseed ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora crispa/Tinospora cordifolia Family : MENISPERMACEAE บอระเพ็ด ไม้เลื้อยเถาอ่อน มีตุ่มรอบๆ ใบรูปหัวใจ ชื่อคุ้นหูคนไทยมาแต่โบราณ แม่ลูกอ่อนใช้ทาหัวนม เวลาจะให้ลูกหย่านม หรือใครที่อายุ 35-40 ปีขึ้นไป คงจะเคยโดนคุณครูประจำชั้นลงโทษสถานเบา โดยการให้อมบอระเพ็ดแก้ง่วงเหงาหาวนอนกันมาบ้าง รวมทั้งผู้เขียนด้วย ทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย รสชาติตอนนั้นนี่ ขมติดปากหลอนไปหลายวัน นับว่าเป็นกุศโลบายการทำโทษที่ลึกซึ้งมากของบรรพบุรุษไทยเรา ท่านได้แฝงเอาสิ่งดีๆ ไว้ในการลงทัณฑ์ นัยว่าทำโทษด้วยความรักและหวังดีไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากในความขมนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่างแฝงอยู่ด้วย บอระเพ็ดนั้น หาได้ไม่ยาก พบได้ทุกภาคทั่วไทย ตั้งแต่ชายป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ เชิงเขา จนถึงหน้าผาหินปูนก็พบเจอได้บ่อยๆ เหมือนกัน เถาบอระเพ็ดเมื่อถูกกรีดหรือตัด จะมียางสีเหลืองไหลออกมา รสชาติขมจัด ดอกออกเป็นช่อๆ ตามซอกใบ เป็นดอกชนิดแยกเพศอยู่บนก้านช่อเดียวกัน ประกอบด้วยกลีบรองดอก 6 อัน กลีบดอกอีก 6 อัน มีเกสรเพศเมียอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยเกสรตัวผู้ 6 อัน ผลกลมๆ เป็นช่อ ดิบๆ
