ข้าวเม่า
ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวเหนียวสู่ข้าวเม่าของเกษตรกร ก่อเกิดความน่าสนใจทางด้านของผลกำไรที่เพิ่มพูน จากการให้สัมภาษณ์ของ คุณอุดม พรมลี และ คุณพิกุล โนน้อย อยู่บ้านเลขที่ 130/5 บ้านโนนม่วง ตำบลราษฎร์เจริญ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ทั้งสองให้ข้อมูลว่า ได้นำความรู้จากบรรพบุรุษมาประยุกต์ใช้ในการแปรรูปข้าวเหนียวเป็นข้าวเม่า ก่อเกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นการต่อยอดจนเกิดประโยชน์สูงสุดจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต เดิมอาชีพของคุณพิกุล และคุณอุดม คือเป็นเกษตรกรปลูกข้าวโดยทั่วไป ในพื้นที่ทำกิน 30 ไร่ ภายหลังได้มีการแปรรูปเพื่อก่อเกิดรายได้อีกช่องทางหนึ่ง…เป็นการนำเอาข้าวเหนียวที่เก็บเกี่ยวได้มาแปรรูปเป็นข้าวเม่า ซึ่งทั้ง 2 ท่าน ได้แปรรูปผลผลิตและนำมาจัดจำหน่ายเป็นระยะเวลา กว่า 2 ปี โดยให้เหตุผลในการทำข้าวเม่าครั้งนี้ว่า “รายได้ดี สามารถนำมาแปรรูปได้ ถ้าขายเป็นข้าวสารหรือข้าวเปลือกในตอนนี้ก็จะได้ในราคาที่ถูก ก็เลยแปรรูปมาเป็นข้าวเม่า โดยความรู้นำมาจากปู่ย่าตายายตั้งแต่สมัยใช้สากตำ เหยียบครกกระเดื่อง แต่เดี๋ยวนี้ใช้เป็นสายพานมอเตอร์ ทุกอย่างผ่านมอเตอร์หมด” คุณอุดม บอก มีการนำข้าวเหนียว กข6 ม
ขั้นตอนกว่าจะมาเป็นข้าวเม่า ขนมพื้นบ้านที่พี่น้องเกษตรกรชาวนารู้จักกันดี ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง โดยจุดเด่นข้าวเม่าแม่วิลัยอยู่ที่ความหอม หวาน อร่อย ทำสดใหม่ทุกวัน ด้วยขั้นตอนกระบวนการแปรรูปที่พิถีพิถันใส่ใจทุกรายละเอียด เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวสำหรับการนำมาทำข้าวเม่า ที่ต้องเป็นข้าวเหนียวเท่านั้น รวมถึงเทคนิคพิเศษในการทำแต่ละขั้นตอนที่ไม่ง่ายกว่าจะสำเร็จออกมาเป็นข้าวเม่าแม่วิลัย
ข้าวเม่า จัดเป็นอาหารว่างอย่างหนึ่งที่มีกลิ่นหอม รสอร่อย เป็นที่นิยมรับประทานในหมู่คนทางภาคอีสานอย่างกว้างขวาง และในปัจจุบันนี้พบว่า ประชาชนในภาคอื่นๆ ก็นิยมรับประทานข้าวเม่าด้วยเช่นกัน บางท้องที่นำข้าวเม่ามาแปรรูปเป็นขนมหวานในรูปแบบต่างๆ กัน ที่สำคัญเมื่อรับประทานแล้ว จะทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานเหมือนกับการรับประทานข้าว ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าข้าวเม่านั้นทำมาจากข้าวดีๆ นี่เอง จะเรียกว่าเป็นอาหารว่างหรือขนมก็ไม่ผิด การทำข้าวเม่า เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวชนบท ที่มีมานานตั้งแต่สมัยโบราณกาล ในอดีตพบว่า ชาวนาจะทำข้าวเม่าเพื่อใช้รับประทานเป็นอาหารว่างและใช้เป็นของฝากญาติพี่น้อง แต่คนเก่าแก่บอกว่า นอกจากทำเพื่อรับประทานแล้ว ยังทำเพื่อนำไปเซ่นไหว้ผีเจ้าปู่ที่รักษาไร่นา หรือที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นอีสานว่า ผีตาแฮก นั่นเอง เหตุที่ต้องเซ่นไหว้ก็เพราะว่าต้องการให้ ผีตาแฮก ดลบันดาลให้นาข้าวได้ผลผลิตสูงในปีนั้นๆ แต่ในปัจจุบันนอกจากจะทำข้าวเม่าตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวแล้ว ชาวบ้านยังทำเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมยามเว้นว่างจากการทำนาในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ในแต่ละปี และมีบางหมู่บ้านหรือบางครอบครัวที
ข้าวเม่า มีลักษณะเฉพาะตัวที่มีความหอม มีสีเขียวธรรมชาติของเมล็ดข้าว คุณค่าทางอาหารคล้ายกับข้าวกล้อง เป็นข้าวที่ยังไม่สีเอารำออก จึงมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ครบถ้วน เป็นอาหารพื้นบ้าน ชนิดที่สามารถนำมาผสมนมสด รับประทานเช่นเดียวกับอาหารเช้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีกลิ่นหอมรสชาติอร่อย และคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะวิตามินบี ธาตุเหล็ก และฟอสฟอรัส ส่งผลดีต่อสุขภาพทำให้สุขภาพจิตดี มีความตื่นตัว มีสมาธิสูง ช่วยปรับระดับกลูโคสและสารอาหารรองในสมอง ช่วยให้ระบบการทำงานของสมองดี ก่อนที่ขนมโบราณชิ้นนี้จะถูกลืม ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่คงสืบทอดภูมิปัญญานี้ไว้เรื่อยมา หนึ่งในนั้นคือ “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยไม้ซอด” อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ที่ยังคงผลิตข้าวเม่าอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่การแปรรูปจากข้าวเมนูนี้ยังคงอยู่ บ้านห้วยไม้ซอด เป็นหมู่บ้านเล็กๆ กลางท้องทุ่งในอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ที่ขึ้นชื่อในการผลิต”ข้าวเม่า”มานาน เรียกได้ว่าเป็นชุมชนผลิตข้าวเม่ารายใหญ่แห่งดินแดนอีสาน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านห้วยไม้ซอด ตั้งอยู่เลขที่ 57 หมู
ไม่มีใครเข้าใจความเจ็บปวดของเกษตรกรเท่ากับเกษตรกรด้วยกัน และไม่มีใครแก้ปัญหาของชาวนาได้ยั่งยืนเท่ากับชาวนาเอง “กฤษณะ เทพเนาว์” ประธานกลุ่ม และผู้ก่อตั้งกลุ่มผลิตข้าวเม่า บ้านหนองบัว ตำบลหนองโสน อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งนับว่าเป็นชุมชนเข้มแข็งที่สามารถพลิกฟื้นจากข้าวธรรมดาที่ราคาขายเดิมทีอยู่ที่ 10 บาท จนมาแปรรูปขายได้ในราคากิโลกรัมละ 400 บาท กฤษณะ บอกว่า ผมเป็นเพียงชาวนาคนหนึ่งที่ทนทุกข์กับปัญหาราคาข้าว หนี้สิน วนเวียนอยู่เช่นนี้ทุกปี จนรู้สึกว่าชีวิตชาวนาช่างต่ำต้อยด้อยค่า จนตอนหลังไปร่วมโครงการพลังปัญญา ที่มีภาคีร่วมกันจาก 5 หน่วยงานหลัก อาทิ มูลนิธิมั่นพัฒนา, กองทัพบก, เอสซีจี, สวทช. และหอการค้าไทยเมื่อ 3 ปีก่อน กระทั่งได้เรียนรู้ วิธีคิด ทบทวนตนเอง จนเกิดความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะพัฒนาตนเอง โดยใช้ทรัพยากรที่มีภูมิปัญญาอยู่ “จากเดิมเราอยู่กับตัวเองทุกวัน และมองว่าเราถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นเกษตรกรที่ตามกระแสสังคม อะไรแพงก็ปลูกสิ่งนั้น แต่ตอนหลังมาค้นพบว่ายิ่งทำมาก ก็ยิ่งจนมาก ยิ่งมีปัญหามาก วนเวียนเช่นนี้ จนเกิดการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น หากอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เร
หลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีความสำคัญต่อประเทศชาติ และพสกนิกรชาวไทยทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน เยาวชน นักเรียน ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้กำหนดนโยบายขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาในทุกระดับ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษามีความรู้ความเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ก่อให้เกิดความตระหนัก และฝังรากลึกภายในตนเอง และผู้อื่น อย่างยั่งยืน น.ส.สุพัตรา จินดาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดธรรมเผด็จ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป.) นครศรีธรรมราช เขต 2 จึงได้จัดกิจกรรม “ชวนน้องเก็บข้าว ทิ่มเม่ากับชาวหนองเสม็ด” ณ บ้านหนองเสม็ด หมู่ 13 ต.ควนกรด อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช โดยนำนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 100 คน
วันที่ 1 พฤศจิกายน แม้จะมีปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำ แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ ต.ฝั่งแดง และ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพราะเป็นช่วงโอกาสทองของเกษตรกรชาว ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ถือเป็นพื้นที่แห่งเดียวของ จ.นครพนม ที่สืบทอดอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำข้าวเม่ามานานกว่า 30 ปี โดยชาวบ้านจะเริ่มลงมือปลูกข้าวเม่า หรือข้าวพันธุ์ กข. 15 และ กข. 10 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมของทุกปี ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ถึงช่วงใกล้ออกพรรษา เดือน กันยายน-ตุลาคม ไปถึงเทศกาลปีใหม่ จะเป็นช่วงที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวมาทำข้าวเม่า โดยจะใช้ข้าวที่อยู่ระหว่างตั้งท้องออกรวง ที่เป็นเมล็ดข้าวน้ำนม ตามต้นตำรับภูมิปัญญาชาวบ้าน นำมาแปรรูป คั่วให้สุก ก่อนนำไปสีกะเทาะเปลือกออกมาเป็นข้าวเม่า และนำไปตำด้วยครกกระเดื่องให้เกิดความนุ่ม เพื่อให้ได้ข้าวเม่าที่มีความนุ่ม หอมอร่อย เป็นข้าวเม่าแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ นำส่งขายตลาดในช่วงประเพณีบุญออกพรรษาที่ตลาดมีความต้องการสูง สร้างรายได้หมุนเวียนปีละกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งจะขายในราคากิโลกรัมละประมาณ 80-100 บาท ถือเป็นการแปรรูปข้าวนำไปขายในราคาดี แก้ปัญหาราคาข้า
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ผู้สื่อข่าวสืบทราบว่ามีชาวบ้านที่ต.หนองแวงใต้ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร มีอาชีพทำนาและทำข้าวเม่าขาย สร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อย่างดี จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่บ้านบัวใหม่พัฒนา หมู่ 2 ต.หนองแวงใต้ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ผู้สื่อข่าวพบกับ นายสมาน พลเสน อายุ 49 ปี โดยนายสมาน เปิดเผยว่า มีอาชีพทำนามาตั้งแต่รุ่นเก่าแก่ ไม่เคยขายข้าวได้ราคาสูงถังเกิน 15,000 บาท/ตัน ดังนั้น จึงคิดหาทางแปรรูปและนำเอาภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากรุ่น พ่อแม่ มาเพิ่มรายได้ ด้วยการทำข้าวเม่า จำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งข้าวเม่าของคนภาคอีสานจะทำจากข้าวที่เริ่มแตกรวง และเป็นน้ำนมอ่อนๆ เก็บเกี่ยวจากที่นา จากนั้นจะนำมารูดเมล็ดออกจากรวง แล้วนำมาคั่วใส่กระทะด้วยความร้อนที่อยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ คั่วจนสุก แล้วนำมาตากให้เย็นสนิท จากนั้นจะนำมาใส่ครกตำ และใช้กระด้งฝัดเอาเปลือกออกก็จะได้ข้าวเม่าที่อ่อนนุ่ม มีรสชาติหอม เพราะกลิ่นสีเขียวจากข้าวที่กำลังเป็นน้ำนม และนำมาห่อใส่ใบบัว ทั้งนี้ หากนำไปใส่ถุงพลาสติก ข้าวเม่าเมื่อถูกปล่อยให้ถูกอากาศเย็นจะแข็งตัว เหมือนข้าวแห้งกินไม่อร่อย จึงนิยมนำมาใส่ห่อด้วยใบตองกล้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเดือนกันยายน ยาวไปถึงออกพรรษา เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ของทุกปี ถือเป็นโอกาสทองของชาวบ้านในพื้นที่ บ้านโปร่ง ต.ฝั่งแดง และบ้านแก่งโพธิ์ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม รวมกว่า 300 ครัวเรือน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ชุมชนต้นตำรับของการทำอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน คืออาชีพทำข้าวเม่า ส่งออกขายในช่วงเทศกาลงานบุญประเพณีของชาวอีสาน สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีเงินหมุนเวียนสะพัดในพื้นที่ปีละเกือบ 10 ล้านบาท เนื่องจากในพื้นที่ 2 ตำบล มีความโชคดีที่มีภูมิประเทศติดกับลำน้ำก่ำ ลำน้ำสาขาสายหลักของแม่น้ำโขง อีกทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวง ในการก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ทำให้เกษตรกรในพื้นที่มีระบบชลประทานเก็บกักน้ำเพียงพอในการทำการเกษตรตลอดทั้งปี เป็นที่มาของชาวบ้าน นำเอาอาชีพภูมิปัญญาชาวบ้าน ทำการปลูกข้าว ทำข้าวเม่าแทนการทำนาปี เนื่องจากสามารถเพิ่มมูลค่าราคาข้าวได้อีก 3-4 เท่าตัว ไม่ต้องกังวลเรื่องราคาข้าวตกต่ำ รวมถึงยังสามารถทำนา เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวไปทำข้าวเม่าได้มากถึงปีละ 3 ครั้ง โดยใช้ระยะเวลาสั้นแค่ 3-4 เดือน สามารถเก็บเ
