คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) กล่าวถึงกรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา ไร่ละ 1,800 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ ว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง สยยท. เคยให้ความเห็นไปแล้วว่าชาวสวนยางส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากวงเงินดังกล่าวจะให้ได้แต่เฉพาะสวนยางที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง มีผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งเจ้าของสวนและคนกรีดประมาณ 1.3 ล้านครอบครัว ขณะที่ชาวสวนยางอีก 8 ล้านกว่าครอบครัว ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิจะไม่ได้รับประโยชน์ตรงนี้ เป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่เท่าเทียมกันจะก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อชาวสวนด้วยกันเอง ทั้งที่ชาวสวนประมาณ 10 ล้านครอบครัว ต้องจ่ายเงินเซส หรือค่าทำเนียมการส่งออกยางพารา กิโลกรัมละ 2 บาท เท่ากัน การแก้ปัญหาเช่นนี้เป็นเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะเคยแก้มาแล้วแต่ไม่สามารถทำให้ราคายางดีขึ้น ดังนั้น ในการประชุม คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ จะคัดค้านมติ ครม. ดังกล่าว และจะเสนอให้รัฐบาลเร่งผลิตถนนยางพารา ซอยซีเมนต์ เพื่อนำยา
วันที่ 7 มีนาคม นายสาย อินคำ คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ดยาง) กล่าวว่า วันนี้จะเข้ายื่นหนังสือยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีทำถนนพาราซอยล์ซิเมนต์ จากผลประชุมร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 “ในการทำถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์เอาแต่น้ำยางข้นไปทำ ไม่ใช่น้ำยางสด ซึ่งหากใช้น้ำยางข้น จะไม่ตอบโจทก์ เพราะทางภาคเหนือและภาคอีสานและสถาบันเกษตรกรไม่มีเครื่องจักรผลิตน้ำยางข้น และการใช้น้ำยางข้นจะทำให้เกษตรกรยางพาราเสียโอกาส” นายสายกล่าว นายสายกล่าวว่า ภาคเหนือ ภาคอีสาน ไม่ได้มีการแปรรูปเป็นน้ำยางข้น มีเฉพาะแต่ภาคใต้ นอกจากนี้ ราคาน้ำยาง 2 ชนิดต่างกัน น้ำยางข้นผ่านกระบวนการผลิต ค่าบริหารจัดการ 4.50 บาทต่อ กก. และค่าขนส่ง 13 บาทต่อ กก. รวมแล้วราคาต้นทุนจะสูงขึ้น
