จาวปลวก
จุลินทรีย์จาวปลวก เป็นจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่สามารถนำมาใช้ในเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายและใช้เวลาไม่นานในการเตรียม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับราก ภายในจาวปลวกมีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Bacillus cereus SPt245 ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการเร่งการเจริญเติบโตของราก และช่วยลดความรุนแรงของโรคทางราก เช่น โรครากเน่า รากขาว และรากปม ส่งผลให้พืชสามารถเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูงขึ้น จาวปลวก คือ รังเลี้ยงตัวอ่อนหรือ “คอมบ์” (comb) ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงสร้างรูพรุนคล้ายฟองน้ำ รูปร่างคดเคี้ยวไปมา บางชนิดมีลักษณะคล้ายสมอง ปะการัง หรือรังผึ้ง ความแตกต่างของลวดลายเหล่านี้สามารถใช้แยกแยะสกุลของปลวกได้ ขนาดของรังเลี้ยงตัวอ่อนมีความหลากหลาย ตั้งแต่ขนาดเล็กประมาณ 8*6 เซนติเมตร ไปจนถึงขนาดใหญ่ที่มีลักษณะยาว ตามแนวโพรงหรือห้องที่อยู่ใต้ดิน รวมถึงภายในจอมปลวก การสร้างจาวปลวกจากมูลของปลวก จาวปลวกเกิดจากมูลของปลวกเอง ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ มูลชนิดแรก เป็นมูลที่ผ่านการย่อยภายในลำไส้เพียงเล็กน้อย อยู่ในสภาพเป็นของแข็ง ประกอบด้วยเศษพืชและไม้ขนาดเล็กที
หมอเกษตร ทองกวาว แนะวิธีเพาะหรือปลูกเห็ดโคน ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มจากนำจาวปลวก ที่อยู่ภายในจอมปลวก มีขนาดใกล้เคียงกับกะลามะพร้าวผ่าซีก จอมปลวกหนึ่งรังจะมีจาวปลวกหลายอัน มีลักษณะเบา โปร่ง ซุย มีรอยทางเดิน ซอกแซก ทะลุถึงกันได้ จาวปลวกน่าจะเป็นสวนปลูกเห็ดอ่อน เพราะมีเส้นใยขาวเต็มไปหมด สามารถพัฒนาเป็นดอกเห็ดต่อไป เกษตรกรจะนำจาวปลวกออกมาถู หรือขยี้ให้เป็นฝุ่นโปรยลงบนข้าวเหนียวนึ่งสุก ทิ้งให้เย็น เติมน้ำเล็กน้อยแล้วคลุกให้เข้ากัน คล้ายกับการทำสาโท นำไปหมักในถังพลาสติก ปิดปากถังด้วยผ้าขาวบาง เกษตรกรบางท่านอาจฉีกหมวกเห็ดโคนผสมลงไปด้วยก็มี เก็บในร่ม ปล่อยให้เส้นใยเจริญเพิ่มปริมาณจนมองเห็นสีขาวชัดเจน ใช้เวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ จึงนำไปหว่านในสวนในร่มรำไร อย่าให้แสงแดดจ้า ในช่วงแล้งควรสับฟางข้าว หรือนำใบไม้แห้งโรยลงพื้นเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุเป็นอาหารชั้นดีของเห็ด เมื่อเตรียมหัวเชื้อไว้เรียบร้อยแล้วจึงนำไปหว่านลงดิน กะให้พอดีกับต้นฤดูฝน หากฝนทิ้งช่วงควรรดน้ำให้บ้างเป็นครั้งคราว จากนั้นอีกประมาณ 30-45 วัน จะมีดอกเห็ดปรากฏให้เห็น ทั้งหมดนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านล้วนๆ ในทางวิชาการยังขาดการวิจัยในวิธี
