ซูเปอร์เอลนีโญ
ลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างงานสร้างเงิน สร้างรายได้ให้กับเกษตรเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกลำไยในภาคเหนือ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้เกษตรกรกำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตลำไยในฤดูอยู่ เป็นช่วงที่ลำไยติดผลและเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ให้ผลผลิตปริมาณมากที่สุดในรอบปี เปิดตลาดพรีออเดอร์ลำไยลำพูน จังหวัดลำพูน เป็นแหล่งปลูกลำไยสำคัญของภาคเหนือ ซึ่งปี 2569 มีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย จำนวน 53,386 ราย ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP 16,110 ราย ด้านพื้นที่ปลูก เนื้อที่ยืนต้น 361,227 ไร่ ให้ผลผลิต 356, 687 ไร่ แบ่งเป็นลำไยในฤดู 258,404 ไร่ และลำไยนอกฤดู 98,283 ไร่ มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ลำไยจังหวัดลำพูน จำนวน 60 แปลง มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 3,131 ราย พื้นที่ 19,088.75 ไร่ สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูนสำรวจผลผลิตลำไยของจังหวัดลำพูน ในปี 2569 คาดว่ามีปริมาณลำไยทั้งสิ้น 227,871 ตันสด แปรรูปอยู่ที่ 18,019 ตันสด คิดเป็นร้อยละ 79 แยกเป็นน้ำสกัดลำไยเข้มข้น ลำไยกระป๋อง ลำไยคว้านเมล็ด และแปรรูปอบแห้ง ส่วนการบริโภคสดอยู่ที่ 47,852 ตันสด คิดเป็นร้อยละ 21 แยกเป็นตลาดในประเทศปริมาณ ร้อยละ 6 และตลาดส่งออกร้อยละ 15 สำหรับลำไยสด ในป
ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” คือสภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรอุ่นขึ้นผิดปกติมากกว่าระดับปกติ หลายฝ่ายคาดว่า ปรากฏการณ์นี้จะทำให้เกิดคลื่นความร้อนรุนแรง ภัยแล้งยาวนาน และปริมาณฝนลดลงกว่าปกติ 10-30% ผู้ที่จะอยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด เกษตรกรชาวสวนผลไม้ควรรับมือกับภาวะโลกรวนสุดขั้วในครั้งนี้อย่างไรไปหาคำตอบได้จากบทสัมภาษณ์ ผศ.พาวิน มะโนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านลำไยของไทย ควรเตือนภัยล่วงหน้า ผศ.พาวิน มะโนชัย นักวิชาการด้านไม้ผล และเป็นอดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ทุกวันนี้อุณหภูมิโลกปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ในปี 2570 คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน อุณหภูมิสูง ส่งผลกระทบทุกระยะการเจริญเติบโตของไม้ผลและผลผลิตทางการเกษตร สำหรับสวนไม้ผล เช่น สวนลำไยและลิ้นจี่ หากเผชิญสภาพอากาศร้อนสุดขั้วและขาดแคลนน้ำ จะทำให้ผลแตก หลุดร่วงได้ง่าย “ภาครัฐควรประกาศเตือนเกษตรกรล่วงหน้าว่า ช่วงไหนจะเจอภัยแล้งหรือมีฝนตกชุก เพื่อหลีกเลี่ยงการเพาะปลูกพืชในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะช่วงฝนตกชุกมักทำให้เกิดโรคระบาดในพืชได้ หากเกษ
ทุกครั้งที่โลกเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคืออากาศที่ร้อนจัด ภัยแล้ง หรือไฟป่า แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ข้าว” เหตุผลไม่ใช่เพราะข้าวเป็นเพียงสินค้าเกษตรชนิดหนึ่ง แต่เพราะข้าวคืออาหารหลักของประชากรโลกมากกว่า 3,500 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ข้าว เป็นอาหารหลักที่หล่อเลี้ยงประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และนักวิเคราะห์ด้านอาหารทั่วโลกต่างจับตาปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” อย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดขึ้นรุนแรงตามที่หลายฝ่ายประเมิน อาจไม่ใช่แค่ทำให้อากาศร้อนขึ้นหรือเกิดภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึง “ราคาข้าวโลก” และความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือนว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจเกิดขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์จากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ความแห้งแล้งและคลื่นความร้อนมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป
GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) รายงานว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) เป็นสิ่งที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังของความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่นำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต (ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569) ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อประเทศไทยและอาเซียน (หากเกิด) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดเมื่อเกิดซูเปอร์เอลนีโญ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนมีดังนี้ เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสำคัญกับเรื่องนี้อย่างไร? ในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธสำคัญที่สุด GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อสนับสนุนการใช้งานและประยุกต์ใช้ในภารกิจต่างๆ ของประเทศมาอย่างต่อเน
