ซูเปอร์เอลนีโญ
ทุกครั้งที่โลกเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคืออากาศที่ร้อนจัด ภัยแล้ง หรือไฟป่า แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ข้าว” เหตุผลไม่ใช่เพราะข้าวเป็นเพียงสินค้าเกษตรชนิดหนึ่ง แต่เพราะข้าวคืออาหารหลักของประชากรโลกมากกว่า 3,500 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ข้าว เป็นอาหารหลักที่หล่อเลี้ยงประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และนักวิเคราะห์ด้านอาหารทั่วโลกต่างจับตาปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” อย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดขึ้นรุนแรงตามที่หลายฝ่ายประเมิน อาจไม่ใช่แค่ทำให้อากาศร้อนขึ้นหรือเกิดภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึง “ราคาข้าวโลก” และความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือนว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจเกิดขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์จากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ความแห้งแล้งและคลื่นความร้อนมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป
GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) รายงานว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) เป็นสิ่งที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังของความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่นำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต (ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569) ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อประเทศไทยและอาเซียน (หากเกิด) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดเมื่อเกิดซูเปอร์เอลนีโญ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนมีดังนี้ เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสำคัญกับเรื่องนี้อย่างไร? ในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธสำคัญที่สุด GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อสนับสนุนการใช้งานและประยุกต์ใช้ในภารกิจต่างๆ ของประเทศมาอย่างต่อเน
