นวัตกรรมทางการเกษตร
ท่ามกลางกระแสความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก “ไมโครพลาสติกในดินเกษตร” กำลังกลายเป็นประเด็นท้าทายสำคัญของภาคการเกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะการใช้พอลิเมอร์สังเคราะห์ในปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อย ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหารของพืช แต่กลับทิ้งปัญหาการตกค้างของพลาสติกขนาดเล็กไว้ในระบบนิเวศดินในระยะยาว ล่าสุด วงการ AgriTech จากต่างประเทศได้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการพัฒนานวัตกรรม “ซองบรรจุปุ๋ยจากแป้งมัน” ที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ และมีศักยภาพในการทดแทนพอลิเมอร์จากปิโตรเลียมอย่างเป็นรูปธรรม นวัตกรรมดังกล่าวคือ “ซองแป้ง” ซึ่งผลิตจากแป้งที่เป็นพอลิเมอร์ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเสริมความแข็งแรงด้วยอนุภาคนาโน ภายในซองสามารถบรรจุปุ๋ยได้ทั้งในรูปแบบผงและเม็ด ช่วยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหารให้เป็นไปอย่างเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช โครงการวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ห้องปฏิบัติการนาโนเทคโนโลยีแห่งชาติด้านการเกษตร (LNNA) ภายใต้สังกัด EMBRAPA Instrumentation ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านการเกษตรของบราซิล และ มหาวิทยาลัยสหพันธ์เซา การ์ลอส (UFSCar) นักวิจัย อธิบายว่า ธาตุอาหารหลัก
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเกษตรไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จาก “เกษตรแบบดั้งเดิม” ที่พึ่งพาประสบการณ์และแรงงานคน สู่ “เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming)” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล หนึ่งในเทคโนโลยีหลักที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก คือ ระบบ IoT (Internet of Things) หรือ “ระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะผ่านอินเตอร์เน็ต” ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจวัด ควบคุม และบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1. การตรวจสอบและควบคุมสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ระบบ IoT ช่วยให้เกษตรกรสามารถ ตรวจวัดข้อมูลสำคัญในพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ความชื้นของดิน อุณหภูมิ แสงแดด หรือคุณภาพของน้ำผ่านเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งในพื้นที่จริง ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางหรือสมาร์ทโฟน ทำให้สามารถ สั่งการระบบต่างๆ ได้แบบอัตโนมัติ เช่น ส่งผลให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการฟาร์มได้แม่นยำขึ้น และลดความสูญเสียจากปัจจัยแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ลดต้นทุนการผลิตและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การใช้ IoT ในภาคเกษตรช่วยให้เกิดแนวทางการทำ “เกษตรแม่นยำ” (Precision A
“ไว้ท์เครน ไบโอเทค กรุ๊ป” หรือ White Crane BIOTEC Group ( WCBG ) หนึ่งในผู้นำตลาดด้านนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำ การจัดการน้ำ ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการเกษตรกว่า 50 ปี ส่งต่อธุรกิจจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก Gen 2 วางเป้าหมายบุกตลาดครั้งใหญ่ หลังรีแบรนด์ปรับภาพลักษณ์และกลุ่มสินค้าชัดเจน ชูจุดแข็ง ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่านการวิจัย และพัฒนา (R&D) ตามหลักมาตรฐานสากลด้วยวัตถุประสงค์สำคัญคือ ต้องใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์และต้องเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในทุกมิติ พร้อมส่งโปรดักส์ไฮไลต์ คือ สารปรับปรุงดิน Pluto ลุยตลาด และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ร่วมกับโครงการพัฒนาวิชาการดิน ปุ๋ยและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์เกษตรกรมากที่สุด พร้อมชูกลยุทธ์ทางการตลาด “BIOTEC” B = Biotechnology เน้นเฉพาะสารอินทรีย์, I = Innovation มุ่งนวัตกรรม, O = Optimized สร้างสมดุล, T = Team จับมือทุกภาคส่วน, E = Environment ใส่ใจโลก, C = Change กล้าเปลี่ยนแปลง ตั้งเป้ายอดขาย 300 ล้านบาทภายในปี 2570 นางสาวสิริญาพัทธ์ เทียนรุ่งศรี ประธานกรรมการบริหาร ไว้ท์เครน ไบโอเทค กรุ๊ป
17 กันยายน 2562 –นางวรณิกา นาควัชระ บีดิงเฮาส์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตร ( TAITA : ไททา) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้ง และอุทกภัย โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน กระทบต่อผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว และอ้อย ให้ปรับตัวลดลง ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจภาคเกษตร ปี 2562 จากครึ่งแรกของปีนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ออกมาระบุว่า การเติบโตในภาคการเกษตรกรรมชะลอตัวลง 0.4 % ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 เมื่อเทียบกับการขยายตัว 1.7 % ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับสภาวะแล้งและอุทกภัยที่รุนแรง อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นรวดเร็ว รัฐบาลต้องเร่งนำนวัตกรรมทางการเกษตรเข้ามาใช้ในภาคการเกษตร เพื่อติดอาวุธให้เกษตรกรไทย รวมถึงสร้างศักยภาพเพาะปลูก ดูแลผลผลิต และลดการสูญเสีย เนื่องจากภัยแล้งและน้ำท่วม ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ปัจจัยที่ท้าทายเหล่านี้ เป็นเรื่องด่วนที่ต้องนำมาใช้เพื่อการปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง ลดต้นทุน ให้เกษตรกรรายย่อย และขนาดกลาง มีรายได้เพิ่มขึ้น ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งหนึ่งในสามของประชา
