น้ำมันหอมระเหย
อาชีพการเกษตร มีความอ่อนไหวต่อสภาพ ดิน ฟ้า อากาศ โดยเฉพาะปีนี้ เกษตรกรไทยจำนวนมากเจอปัญหาฝนแล้งช่วงต้นปี ปลายปีกลับเจอน้ำท่วมซ้ำเติมอีกระลอก ทำให้ผลผลิตเสียหายและเสี่ยงเจอความไม่แน่นอนเรื่องราคาสินค้าเกษตรอีกต่างหาก นับเป็นเรื่องเศร้าที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น หากเป็นไปได้ อยากชวนเกษตรกรนำพืชสมุนไพร ไม้ดอกที่มีกลิ่นหอมนำมาแปรรูปในลักษณะ “ น้ำมันหอมระเหย” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาด และขยายช่องทางการขายเพิ่มมากขึ้น น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) คือ น้ำมันที่พืชสร้างขึ้นและเก็บไว้ในส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ดอก ใบ ผล ลำต้น ตลอดจนเมล็ด ซึ่งจะพบแตกต่างกันไปในพืชแต่ละชนิด คุณสมบัติที่เด่นชัดคือมีกลิ่นหอมและระเหยได้ง่ายที่อุณหภูมิปกติ ปริมาณและคุณภาพน้ำมันหอมระเหยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ดิน ภูมิอากาศ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ความสูงจากระดับน้ำทะเล การเก็บเกี่ยว ตลอดจนเทคนิค และวิธีการสกัดและการกลั่นใส ทุกวันนี้ “ น้ำมันหอมระเหย” เป็นที่ต้องการในวงการอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง ทั้งอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง ผงซักฟอก ธุรกิจสปา ฯลฯ ล้วนต้องการใช้น้ำมันหอมระเหย มาช่วยปรุงแต่ง
ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อน เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชนานาชนิดทั้งไม้ดอกไม้ประดับ พืชสมุนไพรจำนวนมากที่เป็นทั้งพืชอาหารและยา พืชหลายชนิดมีน้ำมันหอมระเหยสะสมอยู่ในผนังเซลล์ เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเจริญเติบโตของพืชและเป็นระบบป้องกันตัวเองของพืชเพื่อรักษาแผลและป้องกันการระเหยของน้ำ รวมทั้งใช้กลิ่นไล่แมลงศัตรูพืชและล่อแมลงมาช่วยผสมเกสร น้ำมันหอมระเหยอาจจะอยู่ภายในส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช เช่น ราก ใบ ดอก เปลือก หรือเมล็ดก็ได้ ตัวอย่างพืชที่มีน้ำมันหอมระเหย เช่น ดอก – ดอกกุหลาบ มะลิ ดอกส้ม กระดังงา กานพลู ราก – รากขิง กระชาย แฝกหอม ผลและเมล็ด – ผักชี ยี่หร่า กระวาน จันทร์เทศ ใบ – มะนาว ตะไคร้หอม ตะไคร้ ยูคาลิปตัส เนื้อไม้และเปลือกไม้ – อบเชย สน เรซิ่น (ใช้ผลิตธูปหรือเครื่องหอม) กำยาน ยางไม้หอมต่างๆ เปลือกผลไม้ – ส้ม มะนาว มะกรูด ซึ่งน้ำมันหอมระเหยและกลิ่นหอมเหล่านี้ ถูกเรียกรวมกันว่า “เครื่องหอม” เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยในพืชมีปริมาณน้อย ดังนั้น ราคาซื้อขายของน้ำมันหอมระเหยจึงค่อนข้างสูง ปัจจุบันน้ำมันหอมระเหยจากพืชเหล่านี้ เป็นที่ต้องการสูงในอุตสาหกรรมน
ผศ.จีระศักดิ์ เพียรเจริญ และ รศ.ดร.จารุวัฒน์ เจริญจิต จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เผยนำนวัตกรรมเครื่องสกัดน้ำมันหอมระเหยด้วยน้ำและไอน้ำ ลงพื้นที่ ณ ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ต.บ้านลำ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในความร่วมมือกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ สร้างผลิตภัณฑ์ OTOP เพิ่มมูลค่าสมุนไพรในชุมชน ในยุคปัจจุบัน พืชสมุนไพรเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญต่อการพัฒนายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อรักษา บรรเทาอาการต่าง ๆ ให้ทุเลาลง หรือกระทั่งเพื่อความสวยความงาม และบำบัดจิตใจ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีจุดแข็งด้านการปลูกและสืบทอดตำรับยาสมุนไพรเป็นภูมิปัญญามาช้านาน กระทั่งได้ขึ้นบัญชียาสมุนไพร เกิดผลิตภัณฑ์และการศึกษาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้กับมนุษย์และสัตว์ อีกทั้งช่วยสร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อีกด้วย เช่นเดียวกับ ผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรที่มีราคาสูง ผลงานของ ผศ.จีระศั
ชื่อสามัญ : เทพทาโร (Safrol laurel) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm. วงศ์ : LAURACEAE “…เต็งแต้วแก้วกาหลง บานบุษบงส่งกลิ่นอาย หอมอยู่ไม่รู้หาย คล้ายกลิ่นผ้าเจ้าตราตรู มลิวันพรรณจิกจวง ดอกเปนพวงร่วงเรณู หอมมาน่าเอ็นดู ชูชื่นจิตรคิดวนิดา” (บทเห่เรือ พระนิพนธ์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร) “จวง” หรือ “จวงหอม” เป็นไม้หอมที่มีการกล่าวถึงตั้งแต่โบราณกาล ผู้เขียนเคยได้ยินแต่ชื่อ และไม่เคยรู้มาก่อนว่า จวง หรือ จวงหอม ที่คนใต้เรียกนั้นคือต้นเดียวกับ “เทพทาโร” นั่นเอง เมื่อเดือนก่อนที่จะมีการปิดเมือง ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเห็นต้นใหญ่ๆ ที่จังหวัดชุมพรโดยบังเอิญ รู้สึกตื่นเต้น และแปลกใจเป็นอย่างมากที่ต้นใหญ่ขนาดนี้ยังมีหลงเหลืออยู่อีก เพราะส่วนใหญ่แล้วจะโดนโค่นไม่เหลือแม้แต่ตอ และราก… ณ เวลานี้ เทพทาโร เป็นสมุนไพรไทยในจำนวน 22 ชนิด ที่อยู่ใน “ภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เนื้อไม้ที่มีกลิ่นหอม จึงเป็นที่นิยมในการนำมาแกะสลัก ทำของใช้ ของตกแต่งบ้าน ส่วนเศษไม้ที่เหลือก็นำมากลั่นน้ำมันหอมระเหย เมื่อขยี้ใบ หรือถากต้นและเปลือก ดมดูจะมีกลิ่นมิ้นต์ หรือกลิ่นน
ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน มีลักษณะคล้ายหญ้าและมีใบสูงยาวส่งกลิ่นเฉพาะตัว นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในอาหาร และทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา เช่น อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องสำอาง การบำบัดด้วยกลิ่น หรือการสกัดเป็นยารักษา โดยมีความเชื่อว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อาจสามารถช่วยป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียกับยีสต์ได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดและลดไข้ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในระหว่างมีประจำเดือน และเป็นส่วนผสมในสารที่ช่วยไล่ยุงได้ เป็นต้น แม้จะเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในการบริโภคและประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิผลของตะไคร้แท้จริงแล้วยังคงมีอย่างจำกัด และไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเชิงการแพทย์ โดยบางงานวิจัยก็ได้ตรวจสอบสมมติฐานถึงผลของตะไคร้ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ ดังนี้ ระงับกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กลิ่นปากเป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ การไม่รักษาสุขอนามัยภายในช่องปาก การติด
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วย ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560 – 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 2 มุ่งเน้น การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล ว่า แผนแม่บทดังกล่าวมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีสมุนไพรที่มีศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและความปลอดภัยในการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาด้านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐานสารสกัดสมุนไพร มาตรฐานน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยต้องใช้เป็นส่วนผสมหลักด้านสปา ที่ผ่านมายังไม่มีการกำหนดมาตรฐานกลางในระดับสากล มีเฉพาะของโรงงานแต่ละแห่งเท่านั้น ด้วยเหตุนี้กรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงทำความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำร่างมาตรฐานสารสกัดสมุนไพรให้เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมต่อไป โดยมาตรฐานดังกล่าว จะมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัย บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์ สำนักง
