ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันวิกฤตการณ์ที่หลากหลายยังคงรุมเร้าเกษตรกรและยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น โรคระบาดที่ปรับสายพันธุ์ ราคาพืชผล ภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติที่ผันผวน การแข่งขันทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งความรวดเร็วในการนำส่งสินค้า เป็นต้น ทำให้เกษตรกรอาจอ่อนล้ากับหลากปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม ขอให้พี่น้องเกษตรกรติดตามข่าวสารให้ใกล้ชิด หากมีเพื่อน กลุ่ม หรือทีมงาน ให้ช่วยกันดูข้อมูลแล้ววิเคราะห์ ใช้โอกาสก้าวสู่ปีใหม่นี้ในการปรับตัว เปลี่ยนแปลงด้านการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปัญหาปัจจุบันให้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ผลิตผล ในพื้นที่เพาะปลูกให้มากขึ้นเพื่อลดและกระจายความเสี่ยง เช่น เกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมสาขาพืชควรมีการปลูกพืชอายุยืนอย่างไม้ผลให้มากขึ้น หากเกษตรกรมีความพร้อมด้านทุนก็สามารถเพิ่มกิจกรรมการเลี้ยงปศุสัตว์ หากเป็นปศุสัตว์อายุสั้นแนะนำให้เลี้ยงไก่พื้นเมือง ซึ่งใช้เวลาไม่กี่เดือนก็สามารถจำหน่ายช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในครัวเรือนหรือในกลุ่มได้ ขณะที่แพะ แกะ ใช้ระยะเวลาเลี้ยงปีเศษๆ ส่วนโค กระบือ ใช้ระยะเวลาที่
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิด-19 ระบาดตั้งแต่ต้นปีจนถึงบัดนี้สถานการณ์เหมือนจะดีขึ้น แต่ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะยุติเมื่อไหร่ ทุกคนทุกฝ่ายได้รับผลกระทบหมด พร้อมทั้งมีเสียงกล่าวว่าภาคเกษตรกรรมมีผล กระทบน้อยมาก ความจริงคือภาคเกษตรกรรมได้รับผลกระทบตรงๆ ในหลายแง่มุมทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ภาคการท่องเที่ยวหายไปเลย นักท่องเที่ยวไม่มีเข้าประเทศไทย อาหารที่เกษตรกรผลิตได้จะไปขายใคร ด้านการตลาด การขนส่งสินค้าก็มีอุปสรรคค่อนข้างมาก ขอบคุณรัฐบาลที่กรุณาจัดสรรเงินลงไปเพื่อผ่อนคลายความเดือดร้อนอุ้มชูเยียวยาพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ นอกจากสถานการณ์ covid-19 แล้ว วิกฤตการณ์เวลานี้ที่พี่น้องเกษตรกรเผชิญอยู่อีกเรื่องคือราคาพืชผลเกษตรไม่ดีเลย เช่น ข้าว ข้าวโพด ยกเว้นปศุสัตว์ สิ่งที่อยากให้เกษตรกรคิดทบทวนคือแผนการผลิตว่าจะสามารถสร้างอาชีพเสริมอะไรได้บ้าง เพื่อให้มีรายได้เข้ามาหลากหลายทางนอกจากการปลูกพืชทางเดียว ยกตัวอย่าง สภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง พยายามปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดขายเป็นอาหารสัตว์ ปรับเป็นผลิตเพื่อขายเป็นพันธุ์ข้าวโพด โดยร่วมมือกับมหาวิท
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์และสนับสนุนเศรษฐกิจรายสาขา ณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าด้วยเรื่องของการวิเคราะห์และแนวทางในการเยียวยาผลกระทบกรณีโควิดรายสาขา โดยตนเองอยู่ในส่วนสาขาภาคเกษตร ซึ่งต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้กรุณาฟังเสียงเกษตรกรจัดงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาถึงแม้ยามนี้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนยังลำบากอยู่ ความช่วยเหลือในระยะสั้นของรัฐบาลถือว่าผ่าน แต่ก็อยากเห็นมาตรการความช่วยเหลือระยะกลางและระยะยาวด้วย โดยได้เสนอในที่ประชุมถึงมาตรการรับมือวิกฤตโรคระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยเฉพาะ ด้านการเกษตร คือ ขอให้ตั้งทีมคิดวิเคราะห์สถานการณ์ด้านพืชและสัตว์เศรษฐกิจของประเทศ เพื่อวางแนวทางในการบริหารจัดการและเพื่อการตัดสินใจของเกษตรกรทั้งระยะสั้นและระยะยาวรวมถึงสื่อสารให้เกษตรกรได้ปรับตัว, มาตรการช่วยเหลือด้านหนี้สินเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้จากการกู้เพื่อซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งรัฐบาลได้กรุณาเจรจากับเจ้าหนี้ไฟแนนซ์ผ่อนผันให้ 3 เดือน ซึ่งบัดนี้หมดเวลาแล้ว หากจะขอให้ช่วยผ่อนปรนไปจนถึงฤดูกาลเก็
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวในการประชุมทางไกลผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ ร่วมกับหัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทั่วประเทศ และสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ว่าขอให้ทุกคนครองสติในภาวะวิกฤติการระบาดไวรัสโควิด-19 ให้ตระหนักแต่อย่าตระหนกเกินไป และให้ความสำคัญกับสถานการณ์ภัยแล้ง รับฟังและประสานให้ข้อมูลทั้งเกษตรกร องค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การผลิตที่ใช้น้ำน้อยหากภัยแล้งคุกคามมากก็ปรับไปทำกิจกรรมเกษตรอย่างอื่น เช่น เลี้ยงไก่ เป็นต้น และเพื่อรองรับสถานการณ์ขณะนี้ขอให้เชื่อมั่นในการเป็น “เกษตรกร” ซึ่งสำคัญมากกับการเป็นหลักให้กับประเทศในภาวะวิกฤติ ให้ถือเป็นโอกาสระยะยาวที่เกษตรกรจะช่วยกันค้นหาศักยภาพของตนเองและของชุมชน สำหรับสภาเกษตรกรจังหวัดเมื่อจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรรมระดับตำบลขอให้พัฒนาไปสู่โครงการเพื่อประสานการพัฒนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติกล่าวต่อไปว่า ในส่วนของไวรัสโควิด-19 ที่ระบาดเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ขอให้ใช้การสื่อสารทางไกลในการทำงานร่วมกันเพื่อรักษาระยะห่าง และลดการแพร่กระจาย/ระบาด หากมีใครติดเชื้อข
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติพร้อมด้วย นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เข้าติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ห้องบัญชาการและวิเคราะห์สถานการณ์ (War Room) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) โดย ดร. สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ให้การต้อนรับและชี้แจงสถานการณ์น้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อย แม้ประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีฝนตกหนักจากพายุ “โพดุล” และพายุ “คาจิกิ” แต่ก็ยังมีเขื่อนที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุ ทั้งหมด 8 แห่ง ประกอบไปด้วย เขื่อนแม่กวง (30%) เขื่อนลำพระเพลิง (20%) เขื่อนอุบลรัตน์ (27%) เขื่อนลำนางรอง (16%) เขื่อนลำแซะ (28%) เขื่อนทับเสลา (23%) เขื่อนกระเสียว (22%) และเขื่อนคลองสียัด (23%) ซึ่งอาจมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนภาคการเกษตรในฤดูแล้งปี 2563 โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ที่มีน้ำใช้การได้เพียง 66 ล้าน ลบ.ม. อาจจำเป็นต้องใช้น้ำก้นอ่าง (Dead Storage) เพื่อเป็นน้ำอุปโภค-บริโภคเท่านั้น ส่งผลให้ขาดน้ำเพื่อการเพาะปลูกต่อเนื่องอีกปี สำหรับสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักข
