ปลูกผักเคล
สวนเปนูเอลอันร่มรื่นและกว้างใหญ่ในพื้นที่หลายไร่ รายล้อมไปด้วยแปลงผักอินทรีย์ของ คุณขวัญหล้า เนื่องจำนงค์ เจ้าของสวนผักปลอดสารพิษ ได้แบ่งพื้นที่เพียงน้อยนิดมาปลูกผักเคล สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ผักเคล คือผักอะไร ทำไมถึงมีราคาแพง ผักเคล หรือราชินีแห่งผักใบเขียว ขายในท้องตลาด ราคากิโลกรัมละหลายร้อยบาท สร้างรายได้หลักหลายหมื่นต่อเดือน ผักเคล (Kale) ฟังชื่อแล้วอาจจะใหม่สำหรับคนไทย แต่ก็ใหม่จริงๆ ถ้าสืบเสาะว่ามาจากตระกูลไหน ท่านก็จะร้องอ๋อ เพราะผักเคล มาจากตระกูลผักคะน้า เราเรียกว่า คะน้าใบหยิก เป็นพืชใหม่สำหรับคนไทย แต่ได้รับความนิยมในการรับประทานอย่างรวดเร็ว จากการวิจัยของทางการว่ามีวิตามินสูง ผักเคล เป็นผักที่นิยมรับประทานกันมากจากชาวตะวันตก ซึ่งมีการวิจัยแล้วว่า มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก สูงกว่าผักชนิดอื่นๆ ผักเคล เป็นผักที่ใหม่ในตลาดผู้คนยังรู้จักไม่มาก แต่คนเริ่มที่จะรู้จักกันแพร่หลายมากขึ้น โดยได้รับความสนใจจากผู้ที่รับประทานอาหารคลีนทั้งหลาย ซึ่งทางสวนผักเปนูเอลของคุณขวัญหล้าได้คำนึงถึงคุณภาพของการปลูกผักมาก ที่สวนเปนูเอลทั้งหมดเป็นสวนผักอินทรีย์ปลอดสารพิษ จนได้รับมาตรฐานออร์แกนิก ไทย
หากใครกำลังมองอาชีพเสริมหลังว่างเว้นจากงานประจำ การปลูกพืชผักสวนครัว ผักสลัด หรือผักชนิดอื่นๆ ที่มีความต้องการบริโภคทุกวัน นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ผู้ที่มีพื้นที่น้อยสามารถทำได้ จัดการดูแลได้ง่าย ใช้ระยะเวลาการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวไม่นานเพียง 40-45 วัน เริ่มทำการตลาดได้ง่ายๆ จากคนในละแวกใกล้เคียง หากวางแผนการปลูกให้มีผักเก็บขายได้ทุกวัน วันละไม่ต้องมาก เพียงวันละ 2-3 กิโลกรัม คิดเป็นรายได้ต่อเดือนจำนวนไม่น้อย คุณอัญชลี เกตุจรุง หรือ คุณอ้อ เจ้าของดินดีฟาร์ม ไส้เดือน ชลบุรี ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 6/1 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี สาวไอทีผู้ชื่นชอบในงานเกษตร ใช้เวลาว่างจากงานประจำ ปรับปรุงพื้นที่ข้างบ้านปลูกพืชผักอินทรีย์ มีผักเคลที่จัดอยู่ในกลุ่มอาหารซุปเปอร์ฟู้ด เป็นพืชสร้างรายได้หลัก ใช้ระยะเวลาการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวไม่นาน เริ่มสร้างรายได้เข้ากระเป๋าตั้งแต่เดือนแรก คุณอ้อ เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันทำงานประจำเป็นซิสเต็มแอดมิน มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับระบบไอทีที่บริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนจุดเริ่มต้นของการทำเกษตรเกิดจากวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มีเวลาว่างจึงใช้โอกาสตรงนี้มองหาอาช
คุณจันทร์เพ็ญ ทรงสวยรูป ครูวัยเกษียณหันมาทำเกษตรอินทรีย์ “ปลูกผักเคล” (Kale) ปลอดสารพิษ และแปรรูปเพิ่มมูลค่าในรูปแบบ “ผงเคล” อาหารเสริมบำรุงสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยง จำหน่ายแบบพรีออร์เดอร์ให้กับกลุ่มผู้สนใจผ่านทางสื่อโซเชียล สร้างรายได้ต่อเดือนกว่า 5 หมื่นบาท ผู้สนใจฟาร์มผักเคล เยี่ยมชมกิจการได้ที่ วิสาหกิจชุมชนออฟฟิศชาวนาคนกระโทก บ้านเลขที่ 258 หมู่ที่ 9 บ้านโนนสะอาด ตำบลท่าเยี่ยม อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา โทร. 081-911-2607 หรือติดตามทางช่อง TikTok -ชื่อ ป้าจิ๊กผักเคล
“ บางคนไม่รู้จักผักเคลคืออะไร ผักอะไรแพงจัง สำหรับคนที่รักสุขภาพที่กินผักเคลเพื่อรักษาตัวเอง ผักเคลไม่ใช่พืชกระแส แต่เป็นพืชทางรอด ที่ช่วยชีวิตเราทำให้กินผักได้ จะถูกหรือแพง ไม่เกี่ยง แค่เป็นผักอินทรีย์ก็พอแล้ว ” คุณจันทร์เพ็ญ ทรงสวยรูป ครูวัยเกษียณที่หันมา “ปลูกผักเคล” (Kale)แบบเกษตรอินทรีย์เพื่อเป็นอาหาร และแปรรูปเพิ่มมูลค่าในรูปแบบ “ ผงเคล” อาหารเสริมบำรุงสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยง จำหน่ายแบบพรีออเดอร์ให้กับกลุ่มผู้สนใจผ่านทางสื่อโซเชียล สร้างรายได้ต่อเดือนกว่า 5 หมื่นบาท ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา คุณจันทร์เพ็ญ ปลูกผักเคลเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ หลังพบอาการผิดปกติของเซลล์ตับ ซึ่งการรักษาแพทย์ทางเลือกแนะนำให้ทานผักสีเขียวฟื้นฟูสุขภาพ แต่คุณจันทร์เพ็ญไม่ชอบกินผักคะน้าเพราะเหม็นเขียว จึงหันมากินผักเคลแทน เพราะ ผักเคลคือราชินีผัก ที่มีสารอาหารเยอะมาก “ 2 ปีที่แล้ว ผักเคลเป็นพืชกระแสที่ดังมาก ใครๆ ก็อยากได้ ป้าปลูกผักเคลส่งขายตลาดจริงใจ Farmers’ Market ห้าง TOPS ในราคาขีดละ 40-50 บาท และต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ผงเคล ที่
7 มิถุนายน วันความปลอดภัยทางอาหารโลก (World Food Safety Day) ซินเจนทา ประเทศไทย เผยความคืบหน้าโครงการนำร่อง ‘เพาะดี กินดี’ พร้อมเดินหน้าสร้างความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหารอย่างยั่งยืน รุกหาตลาดรองรับเพิ่มให้กับกลุ่มเกษตรกร โดยปัจจุบันนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 4 กลุ่ม บนเนื้อที่เพาะปลูก 15 ไร่ ซึ่งผลผลิตที่ได้เกินคาด เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว นางสาววรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืนทางธุรกิจ บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘เพาะดี กินดี’ (ภายใต้เสาหลักกลยุทธ์ความยั่งยืนทางเกษตรกรรมผ่านเครือข่ายเกษตรกรเพื่ออาหารปลอดภัย) เป็นโครงการที่ซินเจนทาได้ริเริ่มขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหาร นับเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริม และสนับสนุนให้เกษตรกรได้ทําการเกษตรแบบปลอดภัยตั้งแต่ต้นน้ำของการผลิตพืชไปจนถึงผู้บริโภค โดยเราได้ยึดตามมาตรฐานของ GAP (Good Agricultural Practices) เป็นมาตรฐานสากลในการใช้ควบคุมการผลิตพืชทั้งหลายให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งจะปลอดภัยตั้งแต่ตัวเกษตรกรที่เป็นผู้ปลูกผลผลิตในแปลง กระทั่งถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในที่สุด
