ปากคาด
เมื่ออุทกภัยปี 2554 ผ่านไป หลายคนอยากให้ผ่านเลย ไม่ต้องหวนกลับมาอีก เพราะอุทกภัยครั้งนั้นยากเกินเยียวยา จนอยากลืมประโยค “น้ำท่วมใครว่าดีกว่าฝนแล้ง” ไปจากความทรงจำ แต่กับชาวนาอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ จึงหวัดน้องใหม่ที่มีพื้นที่ติดริมโขงทอดยาวต่อเนื่องไปถึงจังหวัดนครพนม กลับอยากผายมือรับน้ำตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่เพื่อทำนาอย่างที่บรรพบุรุษทิ้งอาชีพไว้ให้ แต่เพื่อโอกาสในการสร้างรายได้ที่ล้นหลาม คุณนรินทร์ ศรีวรษา เกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีผืนนาอยู่บริเวณ หมู่ที่ 4 บ้านนาดงน้อย ตำบลนาดง อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรรายแรกที่มองเห็นโอกาสสร้างเม็ดเงินจากน้ำ วิกฤติที่เกิดขึ้นทุกปีของชาวนาบ้านนาดงน้อย คือ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก พื้นที่หลายตำบลของอำเภอปากคาด เป็นพื้นที่ต่ำ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำจะท่วมผืนนา เมื่อนั้นการทำนาจะถูกปิดฉากลงชั่วระยะหนึ่งจนกว่าน้ำจะแห้ง พร้อมรองรับการทำนาในรอบปีต่อไป คุณนรินทร์ นั่งมองผืนนาที่ถูกน้ำท่วม หมดหวังไปกับการสร้างรายได้เพิ่มในรอบ 2-3 ของการทำนาเช่นที่อื่น เป็นมาอย่างนี้ชั่วอายุคน กระทั่งวันที่เห็นคนขายฝักบัวในตลาดปากคาด มีโอกาสได้กิน ฝักบัว
หลายตำบลในอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ กลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่สำนักงานเกษตรจังหวัดบึงกาฬเร่งหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าพื้นที่ศึกษาวิจัยในพืชที่สามารถปลูกเพื่อสร้างรายได้ในฤดูน้ำหลาก พบว่ามีพืชที่สามารถปลูกได้หลายชนิด แต่เพราะความเคยชินของเกษตรกรในพื้นที่ที่ประกอบอาชีพทำนา ทำให้การส่งเสริมเพื่อการเรียนรู้สำหรับเกษตรกรเป็นไปได้ไม่รวดเร็วนัก แต่สำหรับคุณนรินทร์ ศรีวรษา เกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีผืนนาตั้งอยู่บริเวณหมู่ 4 บ้านนาดงน้อย ตำบลนาดวง อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมาโดยตลอด กลับพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเมื่อน้ำหลากเข้าท่วมผืนนา ไม่สามารถปลูกข้าวได้ตามปกติ จากพื้นที่เดิมทั้งหมดกว่า 70 ไร่ เมื่อถูกจัดสรรให้กับพี่น้องแล้ว คุณนรินทร์ เหลือพื้นที่ทำนาราว 7 ไร่ และยังคงยึดอาชีพทำนาสร้างรายได้หลักให้กับครอบครัว แต่นับตั้งแต่ปี 2530 คุณนรินทร์ บอกอย่างยอมรับสภาพดินฟ้าอากาศที่เกิดขึ้นในทุกปีว่า ข้าวถูกน้ำท่วมทุกปี ในการทำนาทุก 3-4 ปี จะได้กำไรจากการปลูกข้าวเพียงครั้งเดียว เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัดบึงกาฬ ให้ข้อมูลในการศึกษาพืชที
