ปุ๋ยซอยล์เมต
คุณสมนึก อ่อนจันทร์ ทำงานโรงงานในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจาก ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ตัดสินใจพาครอบครัวไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิด จังหวัดพิจิตร ด้วยการสืบทอดอาชีพทำนาของพ่อแม่ ตั้งแต่ในปี 2541 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 27 ปีแล้ว คุณสมนึกประยุกต์ภูมิปัญญาทำนาของคนรุ่นก่อน ผสมผสานกับนวัตกรรม Smart Farm นำการผลิต ใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่ อาทิ รถไถ รถเก็บเกี่ยวข้าว และโดรน ฯลฯ เข้ามาช่วยในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมดินไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกข้าวในนาแปลงใหญ่ 300 ไร่ ได้รวดเร็วขึ้น ลดต้นทุนแรงงาน ทำนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ คุณสมนึกยังใส่ใจดูแลในทุกขั้นตอนการผลิตควบคู่กับการใช้ปุ๋ยซอยล์เมต ช่วยให้ต้นข้าวเติบโตสมบูรณ์ จากเดิมที่เคยได้ผลผลิต 70-80 ถังต่อไร่ ก็เพิ่มขึ้นกว่า 100 ถังต่อไร่ ปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตที่ดีและงอกงาม ต้องใส่ใจทุกขั้นตอนการปลูก สำหรับแปลงนาที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำชลประทาน คุณสมนึกจะปลูกข้าวพันธุ์ กข ปีละ 3 รุ่น โดยใส่ปุ๋ยบำรุงข้าว แตกต่างกันไปตามช่วงเวลาและชนิดของดิน เมื่อข้าวอายุ 15-25 วัน จะใส่ปุ๋ยซอยล์เมต สูตร 30-0-0 เพื่อเร่งก
“พริก” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่หลายคนยกให้เป็น “พืชปราบเซียน” เพราะต้องอาศัยทั้งความรู้ ความเข้าใจ และการจัดการที่ถูกต้องในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ การดูแลรักษา ไปจนถึงการบำรุงดินและต้นพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า “พริกไม่ใช่พืชปราบเซียน หากเข้าใจธรรมชาติของมัน” คือ คุณวีรภัทร อย่างคุณธรรม เกษตรกรหนุ่มจากอำเภอพบพระ จังหวัดตาก ผู้สืบทอดการทำสวนพริกจากครอบครัว และนำแนวคิดใหม่ๆ มาปรับใช้จนเกิดผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ ด้วยการให้ความสำคัญต่อ “การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่” และ “การบำรุงอย่างถูกวิธีในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต” ทำให้คุณวีรภัทรสามารถเพิ่มผลผลิตจากเดิม 2 ตันต่อไร่เป็น 2.3 ตันต่อไร่ อีกทั้งยังยืดระยะการเก็บเกี่ยวได้ยาวนานถึง 6 เดือนต่อรอบการปลูก โดยพริกที่ได้มีคุณภาพดี สีสวย และเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน คุณวีรภัทรอย่างคุณธรรม ดูแลแปลงปลูกพริกกว่า 20 ไร่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา “คุณภาพ” และ “ผลผลิต” ควบคู่กัน เพื่อให้พริกจากสวนกลายเป็นสินค้าที่ตรงตามความต้องการของตลาด ก่อนหน
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาคปศุสัตว์ เนื่องจากเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูก นอกจากนี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังเป็นพืชที่ปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย หากเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจและบริหารจัดการแปลงอย่างเหมาะสม ก็สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ จนถึงขั้นทำรายได้หลักแสนต่อรอบการผลิตได้ไม่ยาก จังหวัดอุตรดิตถ์นับเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศ โดยมีการกระจายพื้นที่เพาะปลูกในหลายอำเภอ อาทิ อำเภอน้ำปาด ทองแสนขัน บ้านโคก และเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งผลิตที่มีศักยภาพสูง วันนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ คุณเอนก คมจวงพรม เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางอาชีพที่สืบทอดจากครอบครัว เดิมทีมีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 10 ไร่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความขยันหมั่นเพียร ปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 40 ไร่ และดูแลการผลิตด้วยตนเองในทุกขั้นตอน สำหรับเหตุผลที่เลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น คุ
จังหวัดพิจิตรถือเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ในอำเภอเมืองพิจิตร บางมูลนาก โพทะเล สามง่าม และตะพานหิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ อีกทั้งยังมีการนำน้ำบาดาลมาใช้ทำนาปรัง จึงเอื้อให้เกษตรกรสามารถทำนาได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่ทำนาจนได้สูตรสำเร็จ คือ คุณสุดใจภู่คง ผู้ปลูกข้าวแห่งจังหวัดพิจิตร ซึ่งไม่เคยหยุดพัฒนาการทำนา แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาดินกรดที่ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการจัดการที่ถูกวิธี จนสามารถพลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ และยกระดับผลผลิตได้มากกว่า 1 ตันต่อไร่ สูงกว่าพื้นที่ใกล้เคียงอย่างชัดเจน คุณสุดใจเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า “เส้นทางชีวิตผูกพันกับท้องนามาโดยตลอด เพราะช่วยพ่อแม่ทำนาตั้งแต่ยังเด็ก แต่เดิมครอบครัวมีที่นาเพียง 20 ไร่ ใช้เพาะปลูกเพื่อยังชีพเป็นหลัก ก่อนจะขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 40 ไร่ในปัจจุบัน แม้ไม่ใช่พื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ก็เพียงพอต่อการเลี้ยงครอบครัวอย่างมั่นคง” รูปแบบในการทำนาของคุณสุดใจ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ‘นาปี’ และ ‘นาปรัง’ สมัยก่อนที่พ่อแม่ทำนาในลักษณะ ‘นาปี’ ซึ่งอาศัย
ข้าวโพดฝักอ่อน (Baby corn) เป็นผักอุตสาหกรรมส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งในรูปแบบข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุกระป๋อง การส่งออกฝักสดและส่งออกแบบแช่แข็ง ด้านตลาดในประเทศ บริโภคข้าวโพดฝักอ่อนสดคิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาทต่อปี ข้าวโพดฝักอ่อนจึงเป็นพืชทำเงินที่มีอนาคตสดใส คุณบอย หรือ คุณธานี ดาปาน เกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ตำบลหนองปรือ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ประสบความสำเร็จในการปลูกข้าวโพดฝักอ่อน เพราะคุณบอยดูแลใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตควบคู่กับการใช้ปุ๋ยซอยล์เมต ช่วยให้ข้าวโพดเติบโตสมบูรณ์ ให้ผลผลิตสูงสุดมากถึง 400 กิโลกรัมต่อไร่ “ปลูกข้าวโพดฝักอ่อน” อาชีพเสริมของหนุ่มไร่อ้อย ครอบครัวคุณบอยปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลัก แต่ขายผลผลิตได้เพียงปีละครั้ง จึงปลูกข้าวโพกฝักอ่อนเป็นอาชีพเสริมมานานกว่า 20 ปีแล้ว ข้าวโพดฝักอ่อนขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี แถมขายผลผลิตได้ทุกส่วน โดยเปลือกข้าวโพดขายได้ตันละ 600 บาท ต้นข้าวโพดขายได้ตันละ 300 บาท หากนำเปลือก ลำต้นมาบดเป็นอาหารสัตว์จะขายได้ตันละ 1,300-1,500 บาท โดยทั่วไป พื้นที่ปลูก 1 ไร่เก็บข้าวโพดฝักอ่อนได้ 3-4 ตันต่อไร่ ราคาขายขึ้น
ในวันที่โลกการเกษตรกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาข้าวที่ผันผวน และแรงงานภาคเกษตรที่ลดลง หลายคนอาจมองว่า “อาชีพชาวนา” กำลังถูกกดดันอย่างหนัก แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังมีเกษตรกรที่เลือกจะยืนหยัด พร้อมปรับตัวให้ทันกับยุคสมัย ด้วยการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ และการจัดการอย่างมืออาชีพ หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ คุณประจักร มีมุข ชาวนาจากจังหวัดกำแพงเพชร ผู้ดูแลพื้นที่นากว่า 150 ไร่ คุณประจักรไม่ได้เป็นเพียงชาวนาที่ปลูกข้าวเพื่อขาย แต่เป็นเกษตรกรต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่า หากมีการวางแผนจัดการต้นทุน ใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี และกล้าเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ ผลผลิตที่ได้ก็สามารถทะลุถึง 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ได้อย่างสบายๆ ชาวนาผู้ฝากชีวิตไว้กับทุ่งนา 30 ปี ดูแลดิน-น้ำ และข้าว สู่วิถีเกษตรมืออาชีพ คุณประจักร เล่าด้วยรอยยิ้มว่า ตั้งแต่จำความได้ชีวิตก็อยู่กับทุ่งนามาตลอด โดยเฉพาะการทำนาที่ทำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน “ตั้งแต่ผมอยู่กับพ่อแม่ก็ทำนามาตลอดครับ ไม่เคยเลือกอาชีพอื่นเลย พอมีครอบครัวก็ยังคงอยู่กับอาชีพนี้ จนตอนนี้ร่วม 30 ปีแล้วครับ” เส้น
เทคนิคการทำ “ทุเรียนนอกฤดู” หรือ “ทุเรียนทวาย” คือการปลูกทุเรียนให้ติดผลและเก็บเกี่ยวได้นอกเหนือจากฤดูกาลปกติ (เมษายน-กันยายน) ทำให้สามารถขายทุเรียนได้ตลอดทั้งปีในราคาสูงกว่าปกติ แต่การทำทุเรียนนอกฤดูให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เทคนิคการให้น้ำและปุ๋ยที่เหมาะสม รวมทั้งใช้สารเคมีอย่าง “พาโคลบิวทราโซล” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “การทำสาร” เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของต้นและกระตุ้นการออกดอก ติดผลที่สมบูรณ์ เพื่อจะเก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนคุณภาพดีในช่วงเวลาที่ต้องการ ลุงบ่าว หรือ คุณวินิต รอดแก้ว เกษตรกรต้นแบบในพื้นที่ตำบลตลิ่งชัน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ประสบความสำเร็จในการทำทุเรียนนอกฤดู เพราะลุงบ่าวมีความรู้ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตควบคู่กับการใช้ปุ๋ย SOP ซอยล์เมต เป็นปุ๋ยซัลเฟต 100% ปราศจากคลอไรด์ ไม่เพิ่มความเป็นกรดให้กับดิน ช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยฟื้นบำรุงต้นและการทำใบสะสมอาหารได้สมบูรณ์เต็มที่ ตอบสนองต่อการทุเรียนนอกฤดูได้ดี ทุเรียนติดผลดก เนื้อหนา ทรงสวย พูใหญ่ น้ำหนักดี รสชาติหวานมัน ถูกใจตลาด ขายได้ราคาดี ที่สำคัญได้ผลผลิตทุเรียน
มันสำปะหลัง นับเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย และยังเป็นพืชไร่ที่ได้รับความนิยมในการปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำหรืออยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ เนื่องจากเป็นพืชที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนแล้ง ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด เจริญเติบโตได้ในสภาพภูมิอากาศหลากหลาย อีกทั้งยังต้องการการดูแลไม่มากนัก จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่ต้องการผลผลิตคุ้มค่ากับต้นทุนและแรงงานที่ใช้ วันนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับ คุณชอม เผือดสูงเนิน เป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดนครราชสีมา มีประสบการณ์ปลูกมันยาวนานกว่า 20 ปี สืบทอดองค์ความรู้จากพ่อแม่ซึ่งทำอาชีพนี้มาตั้งแต่ตนเองยังเด็ก แต่ไม่ได้หยุดเพียงแค่ทำตามวิธีเดิม หากยังมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการปลูกอย่างต่อเนื่อง จนสามารถยกระดับผลผลิตจากเดิมเพียง 4 ตันต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 7 ตันต่อไร่ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ปัจจุบันดูแลแปลงมันสำปะหลังกว่า 80 ไร่ โดยในปีนี้ได้ปลูกไว้ 30 ไร่ อีกส่วนหนึ่งแบ่งพื้นที่ปลูกพืชชนิดอื่น ได้แก่ ข้าวโพดและอ้อย มาติดตามกันว่า เคล็ดลับความสำเร็จนี้มีอะไรบ้าง การปลูกมันของคุณชอมจะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก จึงต้องวางแผนการปลูกให้ต
ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยที่มีลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศเหมาะสม จึงทำให้การปลูกปาล์มน้ำมันแพร่หลายในภาคใต้มากกว่าภาคอื่น โดยแหล่งผลิตมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดตรัง วันนี้เราจะพาทุกท่านลงใต้ ไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องปาล์มน้ำมัน และหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่เราจะพาไปพูดคุยด้วยก็คือ คุณอาภาภรณ์ หนูช่วย เกษตรกรมืออาชีพผู้มากประสบการณ์ ปลูกปาล์มน้ำมันมานานกว่า 30 ปี บนพื้นที่กว่า 80 ไร่ และสามารถสร้างผลผลิตได้สูงถึง 7 ตันต่อไร่ ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่อย่างมาก คุณอาภาภรณ์เล่าว่า “เดิมเคยทำไม้ผลหลายชนิด แต่ภายหลังได้หันมาปลูกปาล์มน้ำมันอย่างจริงจัง เนื่องจากเห็นข้อดีที่ชัดเจนหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของ “ความคุ้มค่า” และ “การดูแลต่อเนื่องได้ทั้งปี” ไม้ผลต้องรอฤดูถึงจะเก็บเกี่ยว แถมโรคแมลงก็เยอะ แต่ปาล์มน้ำมันดูแลง่ายกว่า และเก็บผลผลิตได้ทุก 15 วัน เดือนนึงตัดขายได้ 2 ครั้ง ถ้าดู
ในยุคที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งเรื่องสภาพอากาศที่ผันผวนและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การวางแผนเลือกพืชเศรษฐกิจและการดูแลจัดการแปลงปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ เช่นเดียวกับ คุณวิทยา บุญพร้อม เกษตรกรชาวไร่อ้อยจังหวัดอำนาจเจริญ ผู้ที่กล้าปรับเปลี่ยนจากการทำนาและไร่มันสำปะหลัง มาสู่การปลูกอ้อยอย่างจริงจัง เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว จากการเริ่มต้นปลูกในพื้นที่เพียง 5 ไร่ อ้อยที่ปลูกในพื้นที่ไร่มันสำปะหลังจะได้ผลผลิตอยู่ที่ 12-13 ตันต่อไร่ ส่วนอ้อยที่ปลูกในพื้นที่นาผลผลิตอยู่ที่ 16-18 ตันต่อไร่ ความสำเร็จนี้เองที่ทำให้คุณวิทยาเห็นโอกาส จึงขยายพื้นที่ปลูกอ้อยเต็มพื้นที่กว่า 31 ไร่ในปัจจุบัน คุณวิทยายึดหลักการทำไร่อ้อยอย่างมีระบบ ควบคู่กับการเลือกใช้ปุ๋ยคุณภาพอย่างซอยล์เมต ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในทุกขั้นตอนการดูแลอ้อย ตั้งแต่การเตรียมแปลงจนถึงการเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตอ้อยลำใหญ่ น้ำหนักดี ให้ค่าความหวานสูง และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในแต่ละรอบการผลิต เตรียมแปลงดี เสริมด้วยปุ๋ยคุณภาพ ช่วยให้อ้อยมีน้ำหนัก ค่าความหวานสูง คุณวิทยา เล่าว่า เคล็ดลับสำคัญขอ
