ป้องกันเชื้อโรค
เนื้อหมู เป็นหนึ่งในเนื้อสัตว์ที่คนไทยนิยมบริโภค ถึงแม้เนื้อหมูจะอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย แต่หากไม่ปรุงให้สุกก่อนการบริโภค เนื้อหมูก็อาจเป็นตัวนำจุลินทรีย์ก่อโรคตลอดจนพยาธิต่างๆ มาสู่ผู้บริโภคได้ โดยทั่วไปเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูดิบ เนื้อไก่ หรือเนื้อวัว อาจพบการปนเปื้อนของแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว รวมทั้งพยาธิได้หลายชนิด อย่างไรก็ตาม มีเชื้อก่อโรคบางชนิดที่สัมพันธ์หรือมักพบในเนื้อหมูดิบได้บอกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ เชื้อเหล่านั้น ได้แก่ สเตรปโตคอกคัสซูอิส (Streptococcus suis) เยอชิเนีย เอนเทอโรโคไลติกา (Yersinia enterocolitical) ไวรัสตับอักเสบ อี (Hepatitis E virus) พยาธิทริคิเนลลา (Trichinella spiralis) และพยาธิตืดหมู (Taenia solium) โดยส่วนใหญ่ผู้บริโภคมักได้รับเชื้อก่อโรคและพยาธิที่กล่าวมาข้างต้นจากการบริโภคเนื้อหมูดิบหรือเนื้อหมูที่ปรุงแบบดิบๆ สุกๆ ซึ่งมักพบในอาหารประเภท ลาบ ลาบเลือด หลู้ และแหนม เป็นต้น โดยเชื้อก่อโรคแต่ละตัวจะก่อให้เกิดอาการป่วยหรืออาการผิดปกติแตกต่างกันออกไป ในกรณีของการติดเชื้อสเตรปโตคอกคัส ซูอิส หรือที่รู้จักกันในชื่อของโรคไข้
เชียงใหม่– นางวิภารัศมิ์ ทิพย์ปัญญา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ เผยว่าปัจจุบันการเจ็บป่วยจากการกินอาหารไม่สะอาด ปนเปื้อนเชื้อโรคนับเป็นสาเหตุการเจ็บป่วยที่สำคัญ โดยเฉพาะพฤติกรรมการกินอาการดิบ หรือกึ่งดิบเป็นเรื่องที่นำอันตราย เข้ามาใกล้ตัวที่สุด ทั้งจากเชื้อโรคพวกแบคทีเรียที่มองไม่เห็น และจากพยาธิที่อยู่ในเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ พฤติกรรมการกินอาหารดิบๆ ยังพบได้ต่อเนื่อง การกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อสุกร โค หรือกระบือแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบดิบ ลาบแดง หลู้ดิบ แหนมดิบ มีความเสี่ยง อันตรายมากโดยเฉพาะหมูหรือสุกรที่มีการฆ่าไม่ถูกต้องตามมาตรฐานไม่ได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์ เพราะอาจพบพยาธิ ได้หลายชนิด การกินเนื้อหมูที่มีตัวอ่อนพยาธิตัวนี้เข้าไปจะทำให้เกิด อาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง จากนั้นราว 1 สัปดาห์ จะมีอาการไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ หายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากพยาธิกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ทำให้เสียชีวิต ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
สถานการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสานรอบล่าสุด จากอิทธิพลของพายุโซนร้อนเซินกา นอกจะสร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ พื้นที่การเกษตร และบ้านเรือนประชาชน เรื่องของ “โรค-ภัย” ที่มากับน้ำเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ “นพ. ธีรวัฒน์ วลัยเสถียร” ผอ.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา (สคร.9 นครราชสีมา) ระบุว่าในช่วงที่มีสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในภาคอีสานตอนบน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและอากาศ มีความเสี่ยงเกิดโรคและภัยสุขภาพตามมา ประกอบด้วย 1. โรคไข้หวัดใหญ่ ในเขตสุขภาพที่ 9 จังหวัดบุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-22 กรกฎาคม 2560 มีผู้ป่วย 3,731 ราย มีผู้เสียชีวิต 3 ราย โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในขณะนี้เป็นช่วงเปิดเทอมของนักศึกษาหลายสถาบัน มักมีกิจกรรมที่คนมาอยู่รวมกัน จึงมีความเสี่ยงระบาดในสถานศึกษา 2. โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู การลุยน้ำสกปรกในช่วงน้ำท่วม ในขณะที่ร่างกายมีบาดแผล พบผู้ป่วยจำนวน 153 ราย มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ควรปฏิบัติตัวเมื่อระดับน้ำลดและสำรวจสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัยแล้ว ดังนี้ สวมรอ
การป้องกันภัย เป็นสัญชาตญาณหนึ่งของมนุษย์ คนโบราณมักสอนให้ “ระวัง” เรื่องการใช้ชีวิตมากมาย ทั้งที่บอกตรงๆ และบอกผ่าน คำสุภาษิต คำพังเพย และแฝงฝากมาในเรื่องความเชื่อ อย่างถ้าจะออกไปไหน โบราณบอกว่า ถ้าจิ้งจกร้องทัก อย่าไป คำเตือนนี้ ถ้าตีความหมายตรงๆ ก็หมายถึง เป็นลางไม่ดี ไม่ควรออกจากบ้าน ถ้าเป็นความหมายแฝง ก็อาจหมายถึง เมื่อจะออกจากบ้าน พ่อ แม่ หรือผู้ใหญ่เตือนเรื่องการเดินทาง นั่นหมายความว่า ให้ระวัง หรือไม่ก็อาจบอกว่า ไม่ให้ออกไป ถ้าฝืนไป อาจจะเกิดอันตรายได้ ด้วยประสบการณ์ของผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ย่อมมองเหตุการณ์ได้ดี เรื่องนี้ ไม่เชื่อก็ไม่อาจลบหลู่ โลกแม้จะก้าวหน้าอย่างไร แต่เรื่องความเชื่อเก่าๆ ก็ยังอยู่ เช่นเดียวกัน แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าพัฒนาเพียงใด เครื่องมือของใช้เก่าๆ ของชาวบ้านก็ยังอยู่ อย่าง ผ้าปิดปาก เป็นต้น สมัยเด็กๆ เมื่อรู้ว่า รถโม่ข้าวฟ่างจะมาบ้าน ผู้เขียนเห็นแม่นำเอาเศษผ้ามาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นฉีกเอาชายผ้าถุงเก่าๆ มา 4 เส้น เย็บเข้ากับผ้าทั้ง 4 มุม คราวนี้แม่ก็ได้ผ้าปิดปากปิดจมูกแล้ว แม้จะเป็นผ้าที่เย็บขึ้นมาอย่างง่ายๆ ทำขึ้นมาอย่างหยาบๆ แต่ก็ใช้ประ
