ผู้สูงวัย
สถิติการใช้สื่อออนไลน์ในกลุ่มผู้ใช้ที่เป็นผู้สูงวัยในแต่ละปีมีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก แต่กลับพบว่าผู้สูงวัยส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการใช้ รวมทั้งทักษะต่อยอดสร้าง content หรือเนื้อหาที่สามารถช่วยเพิ่มการเข้าถึง เพื่อสร้างรายได้ทางออนไลน์ในอนาคต อาจารย์ ดร.เพชร สัจจชลพันธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์ผู้ออกแบบรายวิชาออนไลน์ “Social Media สำหรับผู้สูงวัย” ทาง MUx ได้กล่าวถึงที่มาของการเปิดอบรมออนไลน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มพูนทักษะสำหรับผู้สูงวัยหลักสูตรดังกล่าวว่า เป็นหลักสูตรออนไลน์หลักสูตรใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับสังคมสูงวัยซึ่งจะเป็นประชากรในกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดของสังคมไทยในอนาคต โดยทักษะทางด้านดิจิทัล (Digital Literacy) มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของทุกคนในยุคของสังคมแห่งเทคโนโลยีการสื่อสารเช่นปัจจุบัน ไม่เฉพาะคนรุ่นใหม่ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ริเริ่มให้มีการจัดอบรมออนไลน์รายวิชา “Social Media สำหรับผู้สูงวัย” ที่เน้นการ “ใช้เป็น
การเพาะเห็ด เป็นอาชีพที่มีความสำคัญทางศรษฐกิจอาชีพหนึ่ง มีกรรมวิธีการเพาะที่ไม่ยุ่งยาก ใช้เงินลงทุนไม่มาก ใช้เวลาในการเก็บผลผลิตสั้น ให้ผลตอบแทนเร็ว และสามารถเพาะเห็ดได้ตลอดทั้งปี เกษตรกรและผู้สนใจสามารถเพาะเห็ดเป็นอาหารบริโภคภายในครัวเรือนแล้ว ยังพัฒนาเป็นอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดีในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน อาจารย์พิทักษ์ สถิตวรรธนะ (โทร. 089-738-6158) อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เล็งเห็นความสำคัญของอาชีพการเพาะเห็ด จึงได้นำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาพัฒนา “ตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติ” เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตเห็ดอัตราการเกิดดอกเห็ดต่ำ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน โดยคาดหวังว่านวัตกรรมนี้จะช่วยส่งเสริมการสร้างรายได้และลดรายจ่ายค่าครองชีพในภาคครัวเรือน และพัฒนาช่องทางสู่เชิงธุรกิจในอนาคต สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้คัดเลือกตู้เพาะเห็ดอัตโนมัติ เข้าประกวดในเวทีนานาชาติ ปรากฏว่า ผลงานชิ้นนี้ ได้รับรางวัลเหรียญเงินสิ่งประดิษฐ์ 2015 จากประเทศไต้หวัน และได้รับรางวัลที่ 1 จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำป
ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมาก ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคไขมันในเลือด ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารเป็นหลัก อยากชวนคนไทยให้หันมาเลือกกินอาหารที่ดี ไม่ใช่แค่อิ่มท้อง แต่ใส่ใจเลือกกินอาหารเป็นยา ตามคำแนะนำของ “ฮิปโปเครติส” บิดาทางการแพทย์ของชาวกรีก ที่กล่าวว่า “จงใช้อาหารเป็นยารักษาโรค” เพราะการเลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะช่วยควบคุมระดับไขมันในร่างกายได้ ดั่งคำกล่าวที่ว่า “You are what you eat ” นั่นเอง ก่อนหน้านี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้เคยแนะนำ “ข้าวสุขภาพดี 4 วัย” ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย “ข้าวเคลือบสมุนไพร” เป็นนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาจากภูมิปัญญาไทย ช่วยบำรุงสุขภาพคนไทยใน “4 ช่วงวัย” ได้แก่ ผู้สูงวัย ควรกินข้าวกล้องเพาะงอก ซึ่งมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ดูดซึมน้ำตาลน้อย มีสารกาบา เคลือบด้วย สมุนไพรประเภทบัวบก ขมิ้นชัน พริก ฟักข้าว มะเขือเทศ และน้ำมันดาวอินคา เมื่อรับประทานข้าวนี้เป็นประจำผสมกับอาหารที่มีโปรตีนจากปลา ผัก และผลไม้ จะทำให
ถ้าพูดถึงโรงพยาบาลจิตเวช ร้อยทั้งร้อยย่อมนึกถึงสถานที่รักษา “คนบ้า” หรือ “คนวิกลจริต” เเต่โดยข้อเท็จจริงเเล้ว ที่แห่งนี้ไม่ได้รักษาเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเท่านั้น ยังทำการผ่าตัดเเละรักษาผู้ป่วยปกติ ที่มีความผิดปกติทางสมอง อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ด้วย สำหรับโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกในประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก่อตั้งเมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2432 มีชื่อเรียกว่า “โรงพยาบาลคนเสียจริต” ตั้งอยู่ที่ปากคลองสาน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลโรคจิต ธนบุรี” และ “โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา” ตามลำดับ แต่ด้วยลักษณะของโรงพยาบาลที่มีหลังคาสังกะสีทาด้วยสีแดง คนในยุคหนึ่งจึงเรียกที่แห่งนี้ว่า “โรงพยาบาลหลังคาแดง” นพ.ปรีชา ศตวรรษธำรง รองประธานมูลนิธิ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระราชูปถัมภ์ เล่าย้อนว่า ในสมัยก่อนผู้ป่วยเข้ามาที่นี่แล้วไม่มีทางได้กลับบ้าน เพราะโรคนี้ยังไม่มียารักษา ดังนั้นโรงพยาบาลคนเสียจริตจึงเป็นเหมือนที่คุมขัง ควบคุม ไม่ให้ผู้ป่วยเป็นอันตรายต่อตนเองและสังคม โดยแต่เดิมอาคารผู้ป่วยจะเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ปลูกเป็นแถวยา
การมองเห็นในผู้สูงอายุแย่ลงจากสาเหตุอายุที่มากขึ้น ก็ใช่! แต่ก็มีสาเหตุอื่นๆ อีกเช่นกันที่ทำให้การมองเห็นของผู้สูงอายุถดถอย เป็นอย่างไรนั้น พญ.อุไรวัลย์ ตินนังวัฒนะ ประธานหน่วยแพทย์จักษุศัลยกรรมสภากาชาดไทย ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ปฏิบัติงานโครงการตลอดระยะเวลา 22 ปี สำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคตาที่ด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร พบว่าสถิติกลุ่มผู้ป่วยโรคตามีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ตามสภาวะการเติบโตของสังคมผู้สูงอายุ อีกทั้งยังพบ 5 สาเหตุสำคัญที่อาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ดังนี้ 1. เลนส์ตาเสื่อม ต้นเหตุของโรค “ต้อกระจก” เกิดขึ้นได้กับผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป 2. ระบบการไหลเวียนของน้ำในลูกตาผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือเกิดจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน เป็นต้น เกิดเป็น “ต้อหิน” ตามมา 3. ลม-ฝุ่น-แดด ต้นเหตุของโรค “ต้อเนื้อ” พบมากในกลุ่มคนต่างจังหวัดที่ทำงานกลางแจ้งเป็นประจำ อาทิ ชาวไร่ ชาวนา ที่ต้องเผชิญกับ ลม ฝุ่น แดด 4. ขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคตาต่างๆ และ 5. ขาดหมอตา“ทั้ง 5 สาเหตุล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่
สังคมญี่ปุ่นที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวส่อเค้าปัญหาหนักขึ้น ล่าสุดมีรายงานออกมาว่า อนาคตอันใกล้ธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 1.2 ล้านกิจการ มีความเสี่ยงจะปิดตัวลง เนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีทายาทสืบทอดต่อ ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งจะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสีย “นวัตกรรม” สำคัญต่าง ๆ ไปด้วย นิกเคอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ระบุว่า ปัจจุบันธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอีในญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เจ้าของกิจการหรือผู้ดูแลธุรกิจจะเป็นผู้สูงอายุระหว่าง 65-69 ปี และคาดว่าในปี 2025 กว่า 60% ของกิจการเอสเอ็มอี 2.45 ล้านแห่ง จะมีผู้ดูแลกิจการที่มีอายุ 70 ปีหรือมากกว่านั้น และในจำนวนนั้นราว 1.27 ล้านบริษัทระบุว่าพวกเขาไม่มีผู้สืบทอดกิจการ ทำให้กิจการอาจต้องยุติลงเมื่อพวกเขาเกษียณ รายงานระบุว่า การยุติกิจการดังกล่าวอาจจะส่งผลให้ในปี 2025 ญี่ปุ่นอาจสูญเสียงานกว่า 6.5 ล้านตำแหน่ง และสูญเสียจีดีพีไปอีกกว่า 194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากผลสำรวจของ “Tokyo Shoko Research” ระบุว่า ในปี 2016 มีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในญี่ปุ่นปิดตัวไป 29,583 ราย หนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ มาจากปัญ
