ฝนทิ้งช่วง
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำในหลายด้าน โดยเฉพาะภาวะฝนทิ้งช่วงและเอลนีโญในปีนี้ ได้กำชับให้ สทนช. บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่ง ขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 แบบเชิงรุก เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ สทนช. ได้นำ ‘9 มาตรการรับมือฤดูฝน’ ที่คณะรัฐมนตรีรับทราบเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 มาขับเคลื่อนเชิงรุก รับมือกับสภาวะเอลนีโญช่วงปลายปี 2569 จนถึงกลางปี 2570 โดยมุ่งเป้าแก้ปัญหาทั้งความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงไปพร้อมๆ กัน โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังได้เน้นย้ำ การบูรณาการแบบมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับลุ่มน้ำ เพื่อให้การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติด้านน้ำที่มีความไม่แน่นอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ตรงจุดที่สุด
จากการคาดการณ์สถานการณ์ ENSO ที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเอลนีโญและฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนปี 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ปริมาณฝนรวมของประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 20 ซึ่งอาจกระทบต่อการเพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตรในหลายพื้นที่ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรเตรียมรับมือด้วยการยึดหลัก 3 หลัก ได้แก่ “คลุมดิน จัดการน้ำ และใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม” เพื่อรักษาความชื้นในดิน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและธาตุอาหาร ช่วยลดต้นทุนการผลิต และลดผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงได้อย่างยั่งยืน สำหรับการจัดการดิน ควรเพิ่มอินทรียวัตถุด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทืองและถั่วพร้าในช่วงที่ดินมีความชื้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน ควบคู่กับการคลุมดินและหลีกเลี่ยงการไถพรวนลึกเพื่อลดการสูญเสียความชื้น ด้านการจัดการน้ำ ควรใช้น้ำอย่างคุ้มค่า โดยเลือกใช้ระบบน้ำหยดหรือการให้น้ำเฉพาะจุด รวมถึงเก็บกักน้ำในแปลงด้วยสระน้ำ ร่องน้ำ หรือการยกร่องแปลงปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง ส่วนการใช้ปุ๋ย ควรใส่ป
ปัญหาภัยแล้งนอกจากทำให้ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตรและแหล่งน้ำ ด้วยผืนดินขาดความชุ่มชื้น พืชขาดน้ำและชะงักการเจริญเติบโต ทำให้ปริมาณผลผลิตลดน้อยและคุณภาพต่ำ ในขณะที่ไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรที่สำคัญในตลาดโลก ‘สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)’ หรือ สวก. ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดภาคการเกษตร เร่งแก้ปัญหาภัยแล้ง ด้วยการร่วมมือกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมชลประทาน บริษัท มดทองพัฒนา จำกัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำองค์ความรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการทำฝนเทียม ด้วยเทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่ต่ำ ผลงานของห้องปฏิบัติการหลักของรัฐด้านอุทกวิทยาและวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิงหัว สาธารณรัฐประชาชนจีน มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย จากการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ จะต้องศึกษาความเป็นไปได้ทั้งในเชิงเทคนิค วิธีการ และเงื่อนไข เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะอากาศและพื้นที่ จึงจำเป็นต้องมีการสนับสนุนทุนวิจัย ร่วมดำเนินโครงการ ซึ่งคัดเลือกพื้นที่ในเขื่อนและอ่างเ
